Wednesday, November 17, 2010

16/11/2010 * CSI300, EEM, DBA, กลยุทธ์การลงทุน LTF, RMF ในตลาดขาลง (3)

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 1,000.73 จุด ลดลง 28.41 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้มีสัญญาณขาย CPALL, KBANK, KTB, PTT, RATCH, SCCC, TCAP, TPIPL รวม 7 ตัว ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 24 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้มีสัญญาณขายข้าวโพด (C) ข้าวสาลี (W) และ KTB

กองทุนอีทีเอฟ EEM (ใช้ดูแทน MSCI Emerging Markets Index) และกองทุนสินค้าเกษตร DBA (Deutsch Bank Agriculture Fund) เกิดสัญญาณขาย

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ดัชนีโบเวสปา (IBOVESPA) ของบราซิล ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต (SSECI) ของจีน ดัชนี CSI 300 ของจีน ดัชนีเซนเซกซ์ (SENSEX, BSESN) ของอินเดีย และดัชนีคอสปี (KOSPI) ของเกาหลีใต้ล้วนเกิดสัญญาณขาย

วันนี้ตลาดลงหนัก สีแดงกระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดในแถบเอเชียที่ลงหนัก ทั้งจีน อินเดีย ที่ลงไป 2-4% ดัชนี SET ของไทยลงไป 2.8% จากนั้นตกบ่าย (เวลาประเทศไทย) ตลาดยุโรปเปิดก็แดงกระจาย ดัชนีลดลง 1-3% หลังจากนั้นเมื่อตลาดอเมริกาเปิดก็แดงกระจายอีก ทั้งแคนาดา สหรัฐอเมริกา ไล่ลงมาจนถึงบราซิล อาร์เจนตินา ลงไป 1-4%

สาเหตุของการตกของหุ้นทั่วโลกคงติดตามได้ทางข่าวทีวีและหนังสือพิมพ์ แต่ลุงแมวน้ำขอสรุปให้ฟังคร่าวๆก็คือสาเหตุเกิดจาก

  1. จีนประกาศกฎเกณฑ์ด้านสินเชื่อที่เพิ่มความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น รวมทั้งประกาศว่าจะควขคุมราคาสินค้าไม่ให้มีการกักตุนและเก็งกำไร (ยังไม่ได้บอกมาตรการ) พร้อมทั้งมีข่าวลือว่าจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เพื่อต้องการควบคุมภาวะเงินเฟ้อ
  2. ด้านยุโรปก็ตึงเครียดกับปัญหาหนี้ของไอร์แลนด์ซึ่งอาจฉุดภาวะเศรษฐกิจของนานาประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปไปด้วย

สรุปแล้วก็คือปัญหาด้านอารมณ์กลัวและกังวลเป็นเหตุ ทำให้ดอลลาร์ก็แข็งค่าขึ้น ตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลง ทองคำและน้ำมันดิบก็ปรับตัวลดลง

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของจีน ทั้ง Shanghai composit index และ CSI 300 เกิดสัญญาณขาย มาดูกราฟกัน



ดัชนี MSCI Emerging Markets ก็เกิดสัญญาณขาย กราฟเป็นดังนี้



กองทุนอีทีเอฟด้านสินค้าเกษตร DBA ก็เกิดสัญญาณขาย



สัญญาณขายเหล่านี้จะเป็นสัญญาณหลอก (false signal) หรือเป็นการกลับทิศของแนวโน้มตอนนี้ยังบอกไม่ได้ คงต้องติดตามดูกันไปอีกสักระยะหนึ่ง



กลยุทธ์การลงทุน LTF, RMF ในตลาดขาลง (3)

กองทุน LTF ที่ใช้อนุพันธ์มีอะไรบ้าง

กองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ในประเทศไทยมีอยู่นับสิบกองทุน แต่ที่ใช้อนุพันธ์ (ฟิวเจอร์ส) มาช่วยลดความผันผวนนั้น เท่าที่ลุงแมวน้ำทราบ ปัจจุบันมีอยู่เพียง 3 กองทุน นั่นคือ
  1. 1Smart-LTF (กองทุนเปิดวรรณเอเอ็มสมาร์ทหุ้นระยะยาว) ของ บลจ. วรรณ (1 A.M.)
  2. SCBLTS (กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นระยะยาวสมาร์ท) ของ บลจ. ไทยพาณิชย์ (SCBAM)
  3. KSDLTF (กองทุนเปิดเค สตราทีจิค ดีเฟ็นซีฟหุ้นระยะยาวปันผล) ของ บลจ. กสิกรไทย จำกัด (Kasikorn Asset)
ทั้งสามกองทุนนี้มีการนำอนุพันธ์มาใช้ในสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไปตามแต่นโยบายของแต่ละกองทุน แต่ถึงแม้ว่าจะใช้อนุพันธ์ในสัดส่วนที่เท่ากันก็ไม่ได้หมายความว่าผลตอบแทนของแต่ละกองทุนจะเท่ากัน ทั้งนี้ เนื่องจากว่าส่วนผสมของพอร์ตในกองทุน LTF นั้นไม่เหมือนกันนั่นเอง

ทางด้านความสะดวกคล่องตัวในการสับกองทุนนั้น 1Smart-LTF ให้สับกองทุนได้เพียงไตรมาสละ 1 ครั้งเมื่อสิ้นไตรมาสเท่านั้น ส่วน SCBLTS, KSDLTF ไม่มีข้อจำกัดเช่นนี้ สามารถสับกองทุนได้ทุกวันทำการ ซึ่งในการลงทุนจริงของนักลงทุนที่อิงกับปัจจัยทางเทคนิค เมื่อถึงเวลาที่จะต้องสับกองทุนก็ต้องสับในเวลานั้น จะไปรอจนถึงสิ้นไตรมาสไม่ได้ ดังนั้นในการทดสอบกลยุทธ์ที่จะกล่าวต่อไป ลุงแมวน้ำจึงเลือก SCBLTS, KSDLTF มาใช้ในการทดสอบ

การทดสอบกลยุทธ์สับกองทุน LTF ตามสภาวะตลาดและผลการทดสอบ

ในการทดสอบว่ากลุยุทธ์สับกองทุน โดยเมื่อตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นก็ลงทุนในกองทุน LTF ปกติ และเมื่อตลาดเป็นขาลงก็สับเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุน LTF ที่ใช้ฟิวเจอร์ส ก่อนอื่นลุงแมวน้ำต้องกำหนดช่วงเวลาเสียก่อน ว่าเมื่อไรเป็นขาลง และเมื่อไรเป็นขาขึ้น ลองมาดูกราฟกัน



ลุงแมวน้ำกำหนดช่วงตลาดขาลง-ขาขึ้น เพื่อใช้ในการทดสอบ ดังนี้

  • ช่วงขาลงคือ 26 ส.ค. 2551 ถึง 27 ก.พ. 2552 รวมเวลาประมาณ 6 เดือน (ที่แรเงาสีแดง)
  • ช่วงขาขึ้นคือ 28 ก.พ. 2552 ถึง 7 ก.ย. 2552 รวมเวลาประมาณ 6 เดือน (ที่แรเงาสีเขียว)

โดยตลอดช่วงดังกล่าว ดัชนี SET อยู่ี่ที่ประมาณ 668 จุด จากนั้นไหลลงมาอยู่ที่ 431 จุด จากนั้นก็กลับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 682 จุดอีก คิดคร่าวๆก็คือดัชนี SET ตั้งแต่ 26 ส.ค. 2551 ถึง 7 ก.ย. 2552 ไหลลงและกลับขึ้นมาอยู่ที่เดิมนั่นเอง เท่ากับเสมอตัว

การเปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุนของลุงแมวน้ำมี 4 กรณี คือ

  1. ถือกองทุน LTF ปกติไปโดยตลอด ทั้งขาลงและขาขึ้น
  2. ถือกองทุน LTF ที่ใช้อนุพันธ์ไปโดยตลอด ทั้งขาลงและขาขึ้น
  3. ถือกองทุน LTF ที่ใช้อนุพันธ์ ในตลาดขาลง และถือกองทุน LTF ปกติในตลาดขาขึ้น (แยกย่อยได้อีก 2 กรณี)

สำหรับการสับกองทุนใน ในวันที่ 26 ส.ค. 2551 ลุงแมวน้ำมองว่าตลาดเป็นขาลงแล้ว (เหตุใดจึงมองเช่นนั้นเอาไว้คุยกันอีกทีในภายหลัง ตอนนี้ว่ากันตามนี้ไปก่อน) จึงเข้าไปลงทุนในกองทุน LTF ที่ใช้ฟิวเจอร์ส จนถึงวันที่ 28 ก.พ. 2552 ลุงแมวน้ำเห็นว่าตลาดขาลงจบและเป็นขาขึ้นแล้ว (ขอให้เชื่อตามนี้ไปก่อนเ่ช่นกัน) จึงสับกองทุนเข้าไลงทุนในกองทุน LTF ปกติ

ผลตอบแทนการลงทุนเป็นดังนี้



  1. ดัชนี SET ในช่วงดังกล่าวให้ผลตอบแทน 2.04% (หมายถึงปรับตัวสูงขึ้น 2.04%)
  2. ถือกองทุน LTF ปกติไปโดยตลอด ทั้งขาลงและขาขึ้น SCBLT2 ให้ผลตอบแทน 4.23% ส่วน KEQLTF ให้ผลตอบแทน 0.54%
  3. ถือกองทุน LTF ที่ใช้อนุพันธ์ไปโดยตลอด ทั้งขาลงและขาขึ้น SCBLTS ขาดทุน 2.05% ส่วน KSDLTF ขาดทุน 7.39%
  4. มีการสับกองทุนในช่วงขาลงและขาขึ้น คู่กองทุน SCBLT2 และ SCBLTS ให้ผลตอบแทน 33.13%
  5. มีการสับกองทุนในช่วงขาลงและขาขึ้น คู่กองทุน KEQLT และ SCBLTS ให้ผลตอบแทน 20.76%

จะเห็นว่ากลยุทธ์การสับกองทุน LTF ให้ผลดูน่าพอใจ แม้ว่าต่างค่ายผลงานจะแตกต่างกันบ้าง แต่ก็ดีกว่าผลตอบแทนตามดัชนี SET อยู่ไม่น้อย

แต่ว่านี่คือข้อมูลจากการทดสอบที่ลุงแมวน้ำเลือกกำหนดช่วงเอง หากเป็นการลงทุนในชีวิตจริง กลยุทธ์สับกองทุน LTF ยังให้ผลตอบแทนน่าพอใจเช่นนี้หรือเปล่าเป็นเรื่องที่น่าคิด

(โปรดติดตามต่อในวันถัดไป)



Tuesday, November 16, 2010

15/11/2010 * GC, กลยุทธ์การลงทุน LTF, RMF ในตลาดขาลง (2)

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 1,029.14 จุด เพิ่มขึ้น 10.28 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 31 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้มีสัญญาณซื้อดัชนีดอลลาร์ สรอ (US dollar index, DX) ลุงแมวน้ำจึงเปิดสัญญาซื้อไป

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ดัชนีไทเอกซ์ (Taiex) ของไต้หวันเกิดสัญญาณขาย

การที่ DX ขึ้นไปจนเกิดสัญญาณซื้อไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะหากค่าเงินดอลลาร์กลับทิศกลายเป็นแนวโน้มขาขึ้นแล้วละก็นั่นหมายความว่าคงเกิดผลกระทบมากทีเดียว ค่าของเงินสกุลอื่นๆจะอ่อนตัวลง ตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์อาจวาย ทองคำกับน้ำมันดิบอาจจบคลื่นขาขึ้นและเข้าสู่คลื่นขาลง A-B-C ฯลฯ ดังนั้นควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของ DX ไปอีกระยะหนึ่ง



จากกราฟราคาทองคำ (GC) ในภาพบน ลองมาดูกันว่ามีสัญญาณแนวโน้มกลับทิศ (trend reversal signal) อะไรที่เกิดขึ้นแล้วบ้าง

  1. มีคอนเวอร์เจนซ์ระหว่างราคากับ rsi
  2. fibonacci ได้ระดับ 205% แต่ยังไม่มีความสอดคล้องของระดับ fibonacci หลายๆชุด
  3. คลื่นย่อยนับได้ครบ 5 คลื่น
  4. เกิดแท่งเทียนดำใหญ่
สัญญาณกลับทิศยังไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ยังไม่ควรประมาท ในระยะสั้นๆที่ผ่านมา ทองคำแกว่งตัวแรง เรียกว่ามี volatility สูงขึ้น วันก่อนประธานธนาคารโลกแสดงความเห็นว่าระบบการเงินของสหรัฐอเมริกาควรกลับไปผูกกับมาตรฐานทองคำ ทองคำก็ขึ้นแรง พอ DX แข็งค่าขึ้น ทองคำก็ลงแรง ใครที่โดดเข้ามาเทรดทองคำในช่วงนี้คงใจหายใจคว่ำไม่น้อย volatility ที่สูงขึ้นนี้เป็นอาการที่มักเกิดขึ้นในปลายลูกคลื่น



กลยุทธ์การลงทุน LTF, RMF ในตลาดขาลง (2)


เมื่อวานเราคุยกันค้างเอาไว้เรื่องกองทุน LTF ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนตลาดทุนของไทยโดยใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีมาจูงใจผู้มีเงินได้ให้หันมาลงทุนกันในตลาดทุน วันนี้เราจะมาคุยกันต่อ

กองทุน LTF ในตลาดขาลง

มาดูภาพนี้กันก่อน ภาพนี้เป็นกราฟของดัชนี SET ในช่วงสองปีก่อน ส่วนที่แรเงาสีชมพูเป็นช่วงวันที่ 26 สิงหาคม 2552 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2552 อันเป็นระยะเวลาที่ตลาดหุ้นอยู่ในคลื่นขาลง



ลุงแมวน้ำลองนำมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว 2 กองทุนมาแสดงให้ดูว่าเมื่อตลาดอยู่ในคลื่นขาลง ราคาหุ้นตก ค่า nav ของกองทุนเป็นอย่างไรบ้าง กองทุนที่ลุงแมวน้ำยกมานี้กองทุน SCBLT2 (กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาว พลัส, SCB STOCK PLUS LONG TERM EQUITY FUND) ค่ายไทยพาณิชย์ (SCBAM) ส่วนกองทุน KEQLTF (กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาว, K Equity LTF) เป็นของค่ายกสิกรไทย (K-AM) ลุงแมวน้ำเลือกสองกองทุนนี้มาแสดงเนื่องจากเป็นกองทุน LTF ที่ไม่มีการจ่ายปันผล (หากใช้กองทุนที่มีการจ่ายปันผล ค่า NAV ที่เปลี่ยนแปลงลดลงอาจเกิดจากการจ่ายเงินปันผลก็ได้)



จะเห็นว่าในช่วงดังกล่าวเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลดลงราว 35% มูลค่าของหน่วยลงทุน LTF ก็ลดลงตามไปด้วยในระดับที่ใกล้เคียงกับดัชนีเนื่องจากกองทุน LTF เน้นลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่ ถ้ามองจากผลขาดทุนคงเห็นว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง หากช่วงที่ต้องการขายคืนหน่วยลงทุนเป็นช่วงที่ตลาดเป็นขาลง ภาษีที่ประหยัดได้ไม่น่าคุ้มค่ากับเงินลงทุนที่หดหายไป และนี่เองเป็นอุปสรรคข้อหนึ่งที่ทำให้ผู้มีเงินได้ส่วนหนึ่งที่คุ้นเคยกับตลาดหุ้นดีพอควรไม่กล้าลงทุนในกองทุน LTF แม้ว่าจะช่วยประหยัดภาษีได้ก็ตาม

ต่อมาในวงการกองทุน LTF จึงมีการออกกองทุน LTF ที่ใช้ฟิวเจอร์สของ SET50 เข้ามาช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้น ดังที่ลุงแมวน้ำได้คุยไปแล้วเมื่อวาน ว่ากองทุน LTF ประเภทนี้จะซื้อหุ้นและเปิดสัญญาขาย S50 ไปด้วย แต่ก็ครอบคลุมความเสี่ยงส่วนใหญ่เท่านั้น ไม่ได้ปิดความเสี่ยงทั้งหมด ดังนั้นเมื่อหุ้นตก NAV ชองกองทุน LTF ประเภทใช้ฟิวเจอร์สช่วยนี้ก็ลดลงบ้างแต่ไม่รุนแรงเท่ากองทุน LTF ที่ไม่ใช้ฟิวเจอร์ส ตารางต่อไปนี้เป็น NAV ของกองทุน SCBLTS (กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวสมาร์ท, SCB SMART LONG TERM EQUITY FUND, ของ บลจ.ไทยพาณิชย์) กับ KSDLTF (กองทุนเปิดเค สตราทีจิค ดีเฟ็นซีฟหุ้นระยะยาวปันผล, K Strategic Defensive LTF ของบลจ.กสิกรไทย) ซึ่งใช้ฟิวเจอร์สลดความผันผวน จะเห็นว่าผลขาดทุนลดลง



กองทุนผสมฟิวเจอร์สนี้หากถือไปตลอด เมื่อตลาดเป็นขาขึ้นก็จะได้กำไรไม่มาก เมื่อตลาดเป็นขาลงก็จะขาดทุนน้อยลง ซึ่งผู้ลงทุนบางคนอาจเข้าใจผิดว่ากองทุนนี้เสมอตัวอยู่ตลอด ไม่ได้ไม่เสีย ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น

กลยุทธ์ LTF สับหน่วยลงทุนเมื่อแนวโน้มเปลี่ยน

ในมุมมองของนักลงทุนสายที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นเมื่อหุ้นลงไปถึง ณ ระดับราคาหนึ่งก็จะถึงจุดที่ต้องขายหุ้นออกไป ไม่ควรถือเอาไว้ ซึ่งจุดขายหุ้นหรือที่เรียกว่าจุดหยุดยั้งความเสียหาย (stop loss) นั้นมีวิธีคำนวณต่างๆนานา เช่น ใช้หลักราคาหลุดแนวรับ ใช้หลักราคาตัดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ฯลฯ นักลงทุนสายเทคนิคเมื่อต้องการลงทุนใน LTF ก็คงอยากใช้หลักการเดียวกัน แต่มีข้อจำกัดสำหรับกองทุนประเภทนี้คือผู้ลงทุนจะขายตามใจไม่ได้ เพราะมีเงื่อนไขข้อกำหนดในการขายคืนค่อนข้างยุ่งยาก มิฉะนั้นจะต้องถูกเรียกสิทธิประโยชน์ทางภาษีคืนวุ่นวาย

ทางเลือกประการหนึ่งของนักลงทุนใน LTF ที่ยังไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ในยามที่ตลาดเกิดกลายเป็นขาลงพอดี นั่นก็คือ การสับกองทุน หลักการก็คือ

  1. ในยามตลาดขาขึ้น ลงทุนในกองทุน LTF ปกติ
  2. ในยามตลาดขาลง สับเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุน LTF ที่ใช้ฟิวเจอร์ส และเมื่อยามตลาดกลับมาเป็นขาขึ้นจึงค่อยกลับไปลงทุนในกองทุน LTF ปกติ

ลองมาดูตัวอย่างกัน ลุงแมวน้ำทดลองทำข้อมูลของตลาดทั้งที่อยู่ในช่วงขาลง (26 ส.ค. 2551 ถึง 27 ก.พ. 2552) และตลาดในช่วงขาขึ้่น (27 ก.พ. 2552 ถึง 7 ก.ย. 2552) และลองเปรียบเทียบผลการลงทุน ทั้งในกองทุน LTF ปกติ กองทุน LTF แบบใช้ฟิวเจอร์ส และการลงทุนแบบสับกองทุนเมื่อตลาดเปลี่ยนแนวโน้ม ดังตารางต่อไปนี้ วันนี้ดูตารางกันไปก่อน แล้วลุงแมวน้ำจะอธิบายเพิ่มเติมในวันถัดไป


(โปรดติดตามอ่านในวันถัดไป)


Monday, November 15, 2010

12/11/2010 * RSS3, กลยุทธ์การลงทุน LTF, RMF ในตลาดขาลง (1)

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 1,018.86 จุด ลดลง 11.00 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้มีสัญญาณขาย BAY, BBL, ESSO, TCAP, TTW ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 31 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้มีสัญญาณขายน้ำตาลทราย (SB) ลุงแมวน้ำจึงปิดสัญญาซื้อและเปิดสัญญาขาย

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

วันนี้เรียกได้ว่าเป็นวันแดงเดือด ตลาดทั่วโลกปรับตัวลดลง ทั้งราคาหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ ในระดับที่มากน้อยแตกต่างกัน ทางด้านตลาดหุ้นนั้น ตลาดจีนปรับตัวลงไปราว 5% ตลาดหลักอื่นๆปรับตัวลดลงประมาณ 1-2% ยกเว้นตลาดเยอรมนีที่ปิดบวกเล็กน้อยได้

ทางด้านสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลงแรงเช่นกัน ทองคำกับน้ำมันดิบลดลงประมาณ 3% ส่วนสินค้าเกษตรราคาลดลงประมาณ 3-5% ยกเว้นน้ำตาลทราย (SB) ที่ลงไปอีกประมาณ 10% ต่อจากเมื่อวาน รวมแล้วสองวันราคาน้ำตาลทรายปรับตัวลดลงไปราว 20% ส่วนราคายางพารานั้นปรับตัวลงมากเช่นกัน 3.5% ยางพาราของไทย (RSS3) ลดลงจนถึงราคาฟลอร์ ผู้ที่ต้องการปิดสถานะซื้อ (cover long position) ไม่สามารถทำได้

มีข่าวลือไปทั่วโลกในระหว่างการประชุม G20 ในช่วงนี้ว่าประเทศทางแถบเอเชียจะใช้ยาแรงหรือหมายถึงมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้าที่เข้มข้นยิ่งขึ้นเนื่องจากเกรงผลกระทบจากมาตรการพิมพ์เงินเพิ่มอัดฉีดเข้าไปในระบบของสหรัฐอเมริกา (QE2) โดยเฉพาะในประเทศจีนมีข่าวว่าทางการจีนจะคุมเข้มเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจลงบ้างด้วยการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนและตลาดอื่นๆปรับตัวลงแรง รวมทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆในตลาดโลกรวมทั้งยางพาราด้วย ทั้งนี้ น่าจะเป็นเนื่องจากจีนเป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่มาก หากจีนชะลอการบริโภค ดุลยภาพของอุปสงค์อุปทานก็จะเปลี่ยนไป

แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังเป็นข่าวลือ ยังไม่เห็นความชัดเจนอะไร แต่ก็สะท้อนว่าอารมณ์ตลาดอ่อนไหวมาก มีอะไรมากระทบก็ส่งผลต่อราคาอย่างมาก นี่เองที่ลุงแมวน้ำบอกว่าปัจจัยทางจิตวิทยานั้นมีความสำคัญยิ่ง และข้อมูลที่สะท้อนภาพได้ทั้งผลทางจิตวิทยาและผลทางปัจจัยพื้นฐานก็คือราคาที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

ยางพารา (RSS) อาการดูไม่ดีเท่าไรนัก สัญญาณกลับทิศมาแล้ว 3 ประการ คือ คอนเวอร์เจนซ์ของราคากับ rsi, แท่งเทียนดำใหญ่ และเกิดช่องว่างราคา (gap) ที่เป็น falling window ซึ่งหากราคาดีดกลับมาปิดช่องว่างในวันต่อๆไปไม่ได้ น้ำหนักในการกลับทิศแนวโน้มจะมากยิ่งขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน LTF, RMF ในตลาดขาลง (1)

ลุงแมวน้ำเคยคุยเรื่องกลยุทธ์ LTF ให้ฟังไปบ้างแล้ว มาวันนี้ลุงแมวน้ำจะคุยถึงกลยุทธ์สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือที่เรียกย่อๆว่า LTF นี้ให้ละเอียดยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นมานานแล้ว หากนับคลื่นดูก็พบว่ามีโอกาสจบคลื่นและกลับทิศเป็นขาลงได้ทุกเมื่อ ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงปลายปีที่ผู้มีเงินได้ส่วนใหญ่นิยมซื้อกองทุน LTF กัน จึงอยากนำมาคุยให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ว่าหากลงทุนในกองทุน LTF ไปแล้วตลาดเกิดกลับกลายเป็นขาลงนานๆแล้วจะทำอย่างไร ที่จริงวันสองวันมานี้นักลงทุนที่เพิ่งซื้อหุ้นไปก็ชักเริ่มหนาวๆกันบ้างแล้วเนื่องจากตลาดหุ้นค่อนข้างผันผวน ดังนั้นอาจเรียว่ากลยุทธ์ LTF 2010 ให้เท่ๆก็พอได้

ส่วน RMF นั้นแม้จะเป็นกองทุนที่เอาไว้ลงทุนเพื่อการประหยัดภาษีเช่นกัน แต่กฎหมายเื้อื้อให้มีความยืดหยุ่นในการลงทุนมากกว่า โดยไม่ต้องลงทุนให้หุ้นด้วยสัดส่วนที่เช่นที่กฎหมายบังคับกับกองทุน LTF แต่อย่างไรก็ดี หากเลือกลงทุนในกองทุน RMF ที่มีสัดส่วนของหุ้นสูงๆ สภาพการลงทุนของกองทุน RMF นั้นก็ไม่แตกต่างจากกองทุน LTF ดังนั้นจึงสามารถใช้แนวทางการลงทุนเดียวกันได้

ในตอนต้นลุงแมวน้ำจะพูดถึงแต่ LTF ไปก่อน หลังจากนั้นในตอนท้ายของบทความชุดนี้ลุงแมวน้ำจะสรุปเกี่ยวกับเรื่อง RMF กองหุ้นในส่วนที่แตกต่างกับ LTF ให้อีกครั้งหนึ่ง

LTF คืออะไร ทำไมต้อง LTF

ก่อนอื่นคงต้องขอเท้าความกันอย่างคร่าวๆก่อน ว่ากองทุน LTF คืออะไร และทำไมต้องลงทุนในกองทุน LTF ตามกฎหมายไทยในปัจจุบัน คนโสดที่ไม่มีภาระ มีเงินไิด้หรือคิดง่ายๆว่ามีเงินเดือนเดือนละ 20,600 บาทหรือน้อยกว่านั้นจะไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากเมื่อหักลดหย่อนและหักค่าใช้จ่าย หักสมทบประกันสังคมแล้วเหลือเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทให้คำนวณภาษี จึงไม่ต้องเสียภาษี ตัวเลข 20,600 บาทต่อเดือนนี้เป็นเพียงตัวเลขคร่าวๆ แต่ละคนต้องไปคำนวณอีกทีหากต้องการตัวเลขที่ละเอียด

หากผู้มีเงินได้เกินกว่าเดือนละ 20,600 บาทก็มีเงินได้สุทธิที่จะต้องนำไปคิดภาษีและจ่ายภาษีแล้ว อัตราภาษีขั้นต้นคือ 10% ของเงินได้สุทธิ หากมีเงินได้สุทธิมากก็ยิ่งต้องเสียภาษีมากไปถึงระดับ 20%, 30% ฯลฯ

ทีนี้หลายคนก็เกิดเสียดาย ไม่อยากจ่ายภาษีมากๆ รัฐก็ส่งเสริมโดยตั้งเงื่อนไขว่าใครที่ลงทุนในกองทุนประเภทที่เรียกว่ากองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF (long term mutual fund) นี้จะนำไปหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมอีก พูดง่ายๆก็คือหากลงทุนในกองทุน LTF แล้วจะทำให้เสียภาษีน้อยลงหรือว่าประหยัดภาษีไปได้แล้ว มิหนำซ้ำอานิสงส์ที่ลงทุนกับกองทุนนี้อาจช่วยให้ผู้ลงทุนได้กำไรจากผลกำไรของกองทุนที่เติบโตขึ้นมาอีกด้วย เรียกว่าอาจได้กำไรสองเด้ง ทั้งนี้เพราะว่ารัฐต้องการส่งเสริมและพัฒนาตลาดทุนไทย จึงสร้างเงื่อนไขนี้เพื่อจูงใจให้ผู้มีเงินได้หันมาลงทุนในตลาดทุนด้วยกองทุน LTF

ประหยัดภาษีด้วย LTF แต่เงินลงทุนหดหายเพราะหุ้นตก จะมีทางออกหรือไม่

ด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดที่กฎหมายตีกรอบเอาไว้ กองทุน LTF จะต้องลงทุนใหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 65% เพื่อให้สมเจตนารมณ์ที่ต้องการให้นำเงินมาช่วยพัฒนาตลาดทุน หากไม่กำหนดเช่นนี้ กองทุนอาจนำเงินทุนไปลงทุนในตราสารหนี้หรือแม้แต่ลงทุนในตลาดต่างประเทศ ตลาดทุนไทยก็ไม่ได้เม็ดเงินนี้มาช่วยพัฒนาตามที่มุ่งหมายเอาไว้

ประเด็นสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ผู้ลงทุนควรทราบเอาไว้ก็คือ การลงทุนในกองทุน LTF นี้มีเงื่อนไขด้านเวลาด้วย คือผู้ลงทุนต้องถือกองทุนเอาไว้อย่างน้อย 5 ปีปฏิทิน ไม่เช่นนั้นจะถือว่าผิดเงื่อนไข ซึ่งเวลา 5 ปีปฏิทินนั้นหากนับเป็นเวลาจริงแล้วอาจไม่ถึง 5 ปี และหากใช้เทคนิคนิดหน่อยเวลาก็จะยิ่งลดลง สมมติเช่น ลงทุนในเดือนธันวาคม ปี 2553 ก็จะสามารถขายได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 เป็นต้นไป ซึ่งหากคิดเป็นปีปฏิทินก็ 5 ปี หากคิดระยะเวลาจริงก็เพียง 3 ปีกับเศษอีกนิดหน่อยเท่านั้น

ปัญหาที่ผู้ลงทุนควรตระหนักก็คือ หากถือกองทุนเอาไว้นานถึง 3 ปีหรือนานกว่านั้น และกิดว่าเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาลง แล้วจะทำอย่างไร อย่าเพิ่งคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ ตลาดหุ้นไทยขึ้นไปสูงสุดในปี 2537 ที่ 1,800 กว่าจุด จนถึงบัดนี้ก็นานประมาณ 15 ปีแล้ว ตลาดก็ยังไม่สามารถกลับไปถึงจุดสูงสุดเดิมได้

แต่เดิมกองทุน LTF ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการขาดทุนเมื่อหุ้นตกได้ ทั้งนี้ เนื่องจากข้อกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าต้องเป็นกองทุนหุ้น จึงดิ้นไปทำอย่างอื่นไม่ได้ ดังนั้นเมื่อหุ้นตก NAV (มูลค่าหน่วยลงทุน) ก็จะหดหายไปด้วย แต่ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา มีบางกองทุนใช้ฟิวเจอร์สเข้ามาช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้น ทำให้กองทุนไม่ขาดทุนมากนักเมื่อหุ้นตก ต่างจากการถือหุ้นเอาไว้โดยไม่ใช้ฟิวเจอร์สช่วย

ดังที่ลุงแมวน้ำเคยคุยให้ฟังเอาไว้แล้วว่าฟิวเจอร์สนั้นสามารถใช้เก็งกำไรก็ได้ ใช้สำหรับลดความเสี่ยงก็ได้ ขึ้นอยู่กับเจตนาและวิธีการ ดังนั้นกองทุน LTF ในระยะหลังจึงมีบางกองทุนที่ผสมด้วยฟิวเจอร์สเพื่อช่วยลดความเสี่ยง โดยลุงแมวน้ำขอพูดอย่างง่ายๆเพื่อให้เห็นภาพ สมมติว่าซื้อหุ้นเอาไว้ที่ 700 จุด ในขณะเดียวกันก็เปิดสัญญาขายฟิวเจอร์สของ SET50 (S50) ไปด้วย ผลที่ควรจะเป็นก็คือ

เมื่อหุ้นขึ้น กองทุนก็จะได้กำไรจากหุ้น ในขณะเดียวกันก็จะขาดทุนจากฟิวเจอร์ส

เมื่อหุ้นตก กองทุนจะขาดทุนจากหุ้น (สมมติว่าถือเอาไว้ไม่ได้ขาย) และได้กำไรจากฟิวเจอร์ส

หากคำนวณสัดส่วนให้พอดีกัน เมื่อหุ้นขึ้นก็ไม่ได้เงินเพราะกำไรหุ้นหักล้างกับขาดทุนฟิวเจอร์ส กลายเป็นเสมอตัว เมื่อหุ้นตกก็ไม่ได้เงินเพราะว่าขาดทุนจากหุ้นแต่ได้กำไรจากฟิวเจอร์ส กลายเป็นเสมอตัวอีก

ถ้าเช่นนั้นแล้วกองทุน LTF ประเภทที่มีฟิวเจอร์สผสมนี้ดีตรงไหน หุ้นขึ้นก็ไม่มีกำไร หุ้นลงก็ไม่มีกำไร แล้วจะลงทุนไปทำไม

(โปรดอ่านต่อในวันต่อไป)


11/11/2010

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 1,029.86 จุด ลดลง 12.42 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้มีสัญญาณขาย TMB ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 36 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

วันนี้ตลาดในภาพรวมมีอาการแปลกๆ ตลาดหุ้นไทย อินเดีย เกาหลีปรับตัวลงค่อนข้างแรง ขณะที่ตลาดอื่นๆมีทั้งปิดบวกและปิดลบ แต่ที่น่าสังเกตคือกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity) มีอาการปรับตัวลงขึ้นแรงลงแรงไปกันคนละทิศละทาง อย่างเช่น ข้าวสาลีปรับตัวขึ้นราว 5% น้ำตาลปรับตัวลงประมาณ 10% ยางพาราปรับตัวลงประมาณ 2.5% นักลงทุนในตลาด AFET ที่เทรดยางชักเริ่มอกสั่นขวัญแขวนเพราะตลาดแกว่งตัวแรง

ช่วงนี้ตลาดโดยรวมออกอาการแปลก ที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อดูยอดการซื้อขายสุทธิ ปรากฏว่ารายย่อยรับเหมาหุ้นเอาไว้ในขณะที่กองทุนและต่างชาติขาย ใครที่ถือคติย่อแล้วให้รับควรพิจารณาอย่างรอบคอบและไม่ควรประมาท

Thursday, November 11, 2010

10/11/2010 * หุ้นจีนและการลงทุนในหุ้นจีน (2)

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 1,042.28 จุด ลดลง 5.27 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 37 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ตลาดหุ้นไทยค่อนข้างแปลก ปกติหุ้นขึ้นแรงและยาวนานขนาดนี้โปรแกรมน่าจะซื้อหุ้นเอาไว้ใกล้เต็มพอร์ตแล้ว เพราะหุ้นจะขึ้นไปพร้อมๆกัน แต่นี่ถืออยู่เเพียง 37 ตัว แสดงว่าหุ้นหลายตัวไม่ยอมขึ้นตามดัชนีเลย


หุ้นจีนและการลงทุนในหุ้นจีน (2)

วันก่อนลุงแมวน้ำคุยถึงเรื่องกองทุนอีทีเอฟที่นำเงินของนักลงทุนชาวไทยไปลงทุนในหุ้นจีนนี้มีชื่อว่ากอง ทุน W.I.S.E KTAM CSI 300 China Tracker หรือมีชื่อย่อที่ใช้ในการเทรดว่า CHINA ถือว่าเป็นกรณีแรกของตลาดหุ้นไทยที่มีกองทุนลงทุนในหุ้นต่างชาติเข้ามาทำการ ซื้อขายได้เสมือนกับเป็นหุ้นตัวหนึ่ง และกำลังจะเข้าเทรดในตลาด SET เร็วๆนี้

วันนี้เรามาดูกันต่อว่าตลาดหุ้นจีนนั้นขณะนี้เป็นอย่างไรบ้างเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจจะเทรด CHINA เมื่อเข้าตลาดแล้ว

ตลาดหุ้นจีนนั้นมี 3 ตลาด นั่นคือ ตลาดเซี่ยงไฮ้ ตลาดเซินเจิ้น ฝั่งสองตลาดนี้อยู่ในแผ่นดินใหญ่ และตลาดหั่งเส็งซึ่งอยู่บนเกาะฮ่องกง

ตลาดเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นนั้นก็จะคล้ายกับตลาดหุ้น SET ในบ้านเรา นั่นคือ แบ่งเป็นกระดานท้องถิ่นที่ให้คนจีนเทรดกันเป็นเงินหยวนอันเป็นสกุลเงินท้องถิ่น กระดานนี้ชาวต่างชาติจะเทรดไม่ได้ ยกเว้นได้รับโควต้าพิเศษ มีหุ้นของบริษัทจดทะเบียนของจีนทั้งใหญ่ กลาง เล็ก รวมกันพันกว่าตัว หุ้นในกระดานท้องถิ่นของตลาดเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นนี้เราเรียกรวมกันว่า A Share

นอกจากนี้ตลาดเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นยังมีอีกกระดานหนึ่งสำหรับให้ชาวต่างชาติเทรดเป็นเงินดอลลาร์ สรอ ก็คล้ายกับกระดานต่างชาติ (foreign board) ของตลาดหุ้นในบ้านเรานั่นเอง หุ้นที่อยู่ในกระดานต่างชาตินี้เรียกว่า B share

นอกนั้นยังมีหุ้นของบริษัทจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหั่งเส็งอีก หุ้นจีนในตลาดหั่งเส็งนี้เทรดด้วยเงินสกุลดอลลาร์ฮ่องกงและชาวต่างชาติสามารถซื้อขายได้ เราเรียกหุ้นจีนในตลาดฮ่องกงนี้ว่า H share หุ้นจีนในตลาดหั่งเส็งนี้มีอยู่เพียงไม่กี่ร้อยตัวเท่านั้น

หุ้นที่เรียกว่า A share ซึ่งให้นักลงทุนท้องถิ่นซื้อขายกันนั้นโดยรวมแล้วเป็นหุ้นที่มีราคาถูกอยู่ หุ้นตัวเดียวกันเมื่อไปจดทะเบียนเป็น B share หรือ H share แล้วจะกลายเป็นหุ้นที่มีราคาแพงกว่าหุ้นตัวเดียวกันที่เป็น A share อีกทั้งหุ้น A share มีความหลากหลายให้เลือกเทรดได้มากมายกว่า H share มาก ดังนั้นหุ้น A share จึงเป็นยอดปรารถนาของนักลงทุนต่างชาติ แต่เนื่องจากโควตาที่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเทรด A share มีจำกัด ดังนั้นช่องทางการลงทุนจึงถือว่าไม่ง่ายนัก ดังนั้นเมื่อจะเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่เกี่ยวกับหุ้นจีนจึงควรพิจารณารายละเอียดดูด้วยว่าเป็นหุ้นประเภทใด A share, B share หรือ H share ซึ่งมีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนไม่เท่ากัน

เมื่อพูดถึงกลุ่มหุ้นจีนแล้ว ต่อไปก็คงต้องพิจารณากันว่าตัวชี้วัดหรือว่าดัชนีของหุ้นจีนนั้นมีอะไรบ้าง

ก่อนที่จะพูดถึงดัชนีหุ้นจีน เราลองมาดูดัชนีหุ้นไทยกันก่อน ดัชนีหุ้นของตลาด SET ในบ้านเรานั้นมีอยู่ถึง 10 ดัชนีให้เลือกใช้ ตั้งแต่ SET (นำหุ้นทั้งตลาดมาคำนวณดัชนี), SET100 (นำหุ้น 100 ตัวมาคำนวณดัชนี), SET50 (นำหุ้น 50 ตัวมาคำนวณดัชนี) อีกทั้งยังมีดัชนีหุ้นไทยในตระกูลดัชนีฟุตซี (TFTSE) อีก 7 ดัชนี ซึ่งกองทุนอีทีเอฟ TDEX ของเรานั้นเลือกใช้ดัชนี SET50 เป็นดัชนีอ้างอิง

ในทำนองเดียวกัน ดัชนีของตลาดหุ้นจีนก็มีอยู่หลายดัชนี ดัชนีหุ้นที่เก่าแก่ของจีนสำหรับหุ้น A share ที่เราคุ้นเคยนั้นคือดีชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตอินเด็กซ์ (Shanghai composite index) ที่เราเห็นรายงานกันในเว็บไซต์ยาฮูและกูเกิลนั่นเอง ดัชนีหุ้นจีนในรายงานประจำวันของลุงแมวน้ำก็ใช้ดัชนีตัวนี้

ส่วนดัชนีที่กองทุนอีทีเอฟ CHINA นี้ใช้อ้างอิงเป็นดัชนีที่เรียกว่า CSI 300 ซึ่งเป็นดัชนีที่คำนวณจากหุ้น A share ในตลาดเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นรวม 300 ตัว ดัชนีนี้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ดังนั้นข้อมูลเก่าจึงยังมีไม่มากนัก แต่ถ้าดูในเว็บไซต์หรือทีวีช่อง Bloomberg จะเห็นรายงานของดัชนีตัวนี้

การจะมองว่าแนวโน้มตลาดหุ้นจีนเป็นอย่างไรนั้นก่อนอื่นคงต้องมองในภาพใหญ่กันก่อน ซึ่ง CSI 300 มีข้อมูลจำกัด มองเห็นภาพใหญ่ได้ไม่ดีเท่ากับ Shanghai composite index ซึ่งมีข้อมูลเก่ามากกว่า ดังนั้นเราจะมามองภาพใหญ่กันด้วย SSECI ก่อน ซึ่งในระดับภาพใหญ่นั้นดัชนีทั้งของดัชนีของจีนนี้สามารถใช้ดูแทนกันได้




จะเห็นว่าใระดับคลื่นใหญ่ ขณะนี้ตลาดหุ้นของจีนน่าจะอยู่ในคลื่นใหญ่ 3 ซึ่งการจะยืนยันว่าอยู่ในคลื่นใหญ่ 3 จริงคงต้องรอให้ผ่านยอดคลื่น 1 (สีน้ำตาล) หรือที่ระดับดัชนีประมาณ 3,500 จุดไปเสียก่อน

ทีนี้มาดูดัชนี CSI 300 กันบ้าง



จากภาพ ดัชนี CSI 300 ก็น่าจะกำลังอยู่ในคลื่น 3 (สีน้ำตาล) เช่นกัน และคงต้องดูที่ระดับ 3,787.03 จุดอันเป็นยอดคลื่นเดิม (ยอดคลื่น 1) หากดัชนีผ่านยอดคลื่นเดิมไปได้ โอกาสที่จะอยู่ในคลื่น 3 จริงๆก็มากยิ่งขึ้น ซึ่งหากเป็นคลื่น 3 โอกาสที่ดัชนีตลาดหุ้นจีนจะเติบโตต่อไปยังมีอีกมากเนื่องจากคลื่น 3 มักเป็นคลื่นที่ชันและลากยาวเกือบจะเรียกได้ว่าม้วนเดียวไปเลย

นี่เป็นมุมมองในเชิงเทคนิค ทีนี้มาพิจารณาในด้านความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีหุ้นจีนกับหุ้นไทย เหตุที่เราควรพิจารณาระดับความสัมพันธ์ด้วยเนื่องจากหากหุ้นจีนกกับหุ้นไทยมีความสัมพันธ์กันสูงมาก การลงทุนในหุ้นจีนก็ไม่แตกต่างจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทย อีกทั้งยังไม่เป็นการกระจายความเสี่ยงอีกด้วย เพราะการลงทุนควรมีความหลากหลายเพื่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

การพิจารณาความสัมพันธ์เราดูจากค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ดังนี้



จากภาพ หากดูย้อนหลังไปในภาพรวม 4 ปี (ตั้งแต่ปี 2007) ภาพรวม 3 ปี และภาพรวม 2 ปี จะเห็นว่าหุ้นจีนกับหุ้นไทยมีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง แต่พอมาในปี 2010 หรือในปีนี้ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจีนกับหุ้นไทยไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่นี่คือการดูค่าแบบแห้งๆ เอาไปตีความใช้ประโยชน์ได้ยาก แต่หากพิจารณานับคลื่นไปด้วยจะเข้าใจดีขึ้น กล่าวคือ ในช่วงต้นปีถึงกลางปี ขณะที่ตลาดไทยอยู่ในคลื่น 3 แต่เป็นแบบค่อยๆขึ้น (sideway up) ตลาดจีนกำลังไหลลงเนื่องจากอยู่ในคลื่น 2 จึงทำให้ดูว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่ในขณะนี้จีนกำลังเข้าสู่คลื่น 3 และเราก็กำลังอยู่ในคลื่น 3 หรืออาจจะคลื่น 5 ต่อไปสัมประิสิทธิ์สหสัมพันธ์น่าจะกลับมามีค่าสูง ดังนั้นการจัดพอร์ตลงทุนไม่ควรทุ่มลงไปในหุ้นเป็นส่วนใหญ่ กระจายไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้หรืออื่นๆบ้างเพื่อรักษาความหลากหลายและลดความเสี่ยง

หวังว่าข้อมูลและการวิเคราะห์เหล่านี้คงเป็นประโยชน์แก่เพื่อนนักลงทุนบ้างตามสมควร

09/11/2010

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 1,047.55 จุด ลดลง 2.24 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้มีสัญญาณซื้อ RATCH และมีสัญญาณขาย TUF ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 37 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย


Tuesday, November 9, 2010

08/11/2010 * หุ้นจีนและการลงทุนในหุ้นจีน (1)

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 1,049.79 จุด เพิ่มขึ้น 9.34 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 37 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

หุ้นจีนและการลงทุนในหุ้นจีน (1)

ดังที่เมื่อวานเราคุยกันไปแล้วว่าตลาดหุ้นไทยนั้นให้ผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมาดีมาก ส่วนตลาดหุ้นของจีนนั้นเมื่อเปรียบเทียบในช่วงระยะเวลาเดียวกันคือจากต้นปี ความสามารถในการทำกำไรยังห่างจากตลาดหุ้นไทยอยู่พอสมควร

แต่อย่างไรก็ตาม การนำผลตอบแทนในช่วงระยะเวลาเดียวกันมาเปรียบเทียบกันก็ต้องพิจารณาเปรียบเทียบด้วยความระมัดระวัง สมมติว่าตลาด ก กำลังอยู่ในคลื่นสอง ส่วนตลาด ข เข้าคลื่นสามไปแล้ว แน่นอนผลตอบแทนย่อมไม่เท่ากันเนื่องจากตลาดที่อยู่ในคลื่น 3 เมื่อเข้าสู่คลื่น 3 ลักษณะกราฟก็จะขึ้นอย่างแรง บางทีหุ้นขึ้น 10 วันติดๆกันก็ยังเป็นไปได้ แต่ผลตอบแทนที่ดีกว่าในปัจจุบันก็ไม่ได้หมายความว่าตลาดนี้ดีกว่าอีกตลาดหนึ่ง เพราะไม่แน่ว่าเมื่อตลาด ก เข้าสู่คลื่น 3 ตลาด ข อาจกำลังอยู่ในคลื่น 4 เมื่อเป็นเช่นนั้นผลตอบแทนของตลาด ก ย่อมเหนือกว่าตลาด ข ในช่วงนั้น

ดังนั้นดัชนีตลาดหุ้นไทยแม้จะขึ้นแรงแต่ก็ต้องมีช่วงที่อยู่ในคลื่นขาลง การศึกษาศักยภาพและช่องทางการลงทุนในตลาดอื่นเอาไว้จึงไม่เสียหลายเนื่องจากเมื่อใดที่ตลาดหนึ่งยังไม่น่าสนใจเราก็สามารถย้ายไปเทรดในอีกตลาดที่น่าสนใจกว่าได้

การลงทุนในตลาดเกิดใหม่หรือที่เรียกว่า emerging market นั้นเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก สาเหตุประการหนึ่งก็คือตอนนี้เงินล้นโลก โดยเฉพาะเงินดอลลาร์นั้นพิมพ์ออกมามากมาย ไม่รู้จะเอาไปเก็บที่ไหน จะไปลงทุนในตลาดใหญ่ๆอันเป็นตลาดสำคัญของโลก เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ ตลาดเหล่านี้ก็เติบโตไปมากแล้วจนเหลือที่ว่างให้เก็งกำไรได้น้อย คงมีแต่ตลาดเกิดใหม่และตลาดชายขอบ (frontier market) ต่างๆนี่แหละที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง มีช่องว่างให้เก็งกำไรอยู่อีกมาก ดังนั้นเงินทุนจากประเทศที่พัฒนาแล้วจึงไหลบ่าเข้ามาลงทุนและตักตวงในตลาดเกิดใหม่ ตัวอย่างของตลาดเกิดใหม่ อาทิ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ไทย บราซิล รัสเซีย

ผลของเงินต่างชาติที่ไหลบ่าเข้ามาเราก็คงเห็นกันดีแล้ว เพราะตลาดหุ้นของไทยก็กำลังเกิดเหตุการณ์นี้อยู่ แต่เมื่อเงินทุนไหลเข้ามาได้ก็ไหลออกไปได้ ดังนั้นเราควรเตรียมรับมือด้วยการหาช่องทางการลงทุนอื่นๆเอาไว้เพื่อกระจายความเสี่ยง

ในปัจจุบันนักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนในต่างประเทศได้ด้วยการลงทุนผ่านกองทุนรวมของไทยซึ่งมีนโยบายนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า foreign investment fund (FIF) ยกตัวอย่างเช่นกองทุนทองคำทั้งหลายในบ้านเราก็เป็นการนำเงินไปลงทุนในกองทุนทองคำในต่างประเทศ หรืออย่างกองทุนตราสารหนี้บางกองก็ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ เช่น TMB Global Bond Fund หรือบางกองทุนก็กระจายการลงทุนไปในหลักทรัพย์ทั่วโลก เช่น กองทุน K-Globe เป็นต้น

สำหรับประเทศจีนนั้นเรียกได้ว่าเป็นตลาดที่เนื้อหอมทีเดียว นานาชาติต่างก็ต้องการเข้าไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของจีนเนื่องจากคาดการณ์กันว่าตลาดจีนยังขึ้นไปได้อีกมาก ขณะนี้กองทุนรวมของไทยที่ไปลงทุนในหุ้นจีนก็มีอยู่หลายกองทุน อาทิ TMB China Equity กองทุน K-China กองทุน Tisco China Equity เป็นต้น ที่จริงยังมีกองทุนรวมของไทยที่ลงทุนในตลาดจีนอีกหลายกองทุน แต่ขอยกตัวอย่างให้ดูเพียงเท่านี้

เท่าที่ผ่านมาก นักลงทุนรายย่อยที่ต้องการลงทุนในต่างประเทศส่วนใหญ่จะมีช่องทางการลงทุนที่จำกัด การลงทุนผ่านกองทุนรวมถือได้ว่าสะดวกที่สุดแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การลงทุนกับกองทุนรวมก็ยังมีข้อติดขัดอยู่บ้าง เช่น การติดตามค่า NAV ที่ประกาศค่อนข้างช้า ค่าธรรมเนียมซื้อขายที่ถูกแพงไม่เท่ากัน รวมทั้งความไม่สะดวกในการสั่งซื้อสั่งขาย

แต่ต่อไปช่องทางการลงทุนในตลาดต่างประเทศของนักลงทุนรายย่อยจะมีมากขึ้น โดยเรากำลังจะมีกองทุนอีทีเอฟ (ETF, exchange traded fund) ที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีนเข้ามาซื้อขายในตลาด SET ของบ้านเรา นั่นคือ สามารถซื้อขายได้ในทำนองเดียวกับ Tdex, Tftse, Engy ซึ่งเป็นกองทุนอีทีเอฟที่เทรดกันอยู่แล้วในตลาด SET ของเรา โดยกองทุนอีทีเอฟที่นำเงินของนักลงทุนขาวไทยไปลงทุนในหุ้นจีนนี้มีชื่อว่ากองทุน W.I.S.E KTAM CSI 300 China Tracker หรือมีชื่อย่อที่ใช้ในการเทรดว่า CHINA ถือว่าเป็นกรณีแรกของตลาดหุ้นไทยที่มีกองทุนลงทุนในหุ้นต่างชาติเข้ามาทำการซื้อขายได้เสมือนกับเป็นหุ้นตัวหนึ่ง

สำหรับกองทุนนี้นักลงทุนคงได้ทราบข่าวมาบ้างแล้วเนื่องจากมีการประชาสัมพันธ์กันค่อนข้างมาก รายละเอียดเกี่ยวกับกองทุนลุงแมวน้ำไม่ขอพูดถึง แต่ประเด็นที่อยากจะคุยก็คือ ตลาดหุ้นจีนและก้าวต่อไปของตลาดหุ้นจีนจะเป็นอย่างไรมากกว่า โดยใช้มุมมองทางเทคนิค ไม่ใช่มุมมองทางปัจจัยพื้นฐาน



(โปรดติดตามอ่านในวันถัดไป)

Monday, November 8, 2010

05/11/2010 * ดัชนี SET และก้าวต่อไปของดัชนี

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 1.040.45 จุด เพิ่มขึ้น 8.84 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้มีสัญญาณซื้อ BBL, TMB ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 37 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ ดัชนีนิกเกอิ (Nikkei, N225) ของญี่ปุ่นขึ้นแรงแลพเกิดสัญญาณซื้อ ตลาดหุ้นสำคัญทั่วโลกส่วนใหญ่ปิดเขียว

วันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกาพุ่งแรงถึง 219 จุด ค่าเงินดอลลาร์อ่อนยวบ ราคาทองคำ โลหะเงิน น้ำมันดิบ สินค้าเกษตร และสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) ต่างๆปรับตัวขึ้นแรง

ดัชนี SET และก้าวต่อไปของดัชนี

ในปี 2010 นี้ตลาดหุ้นไทยมีการเติบโตอย่างมากทีเดียว ดัชนี SET ขึ้นแบบลากยาวซึ่งเป็นลักษณะของคลื่น 3 หรือว่าคลื่น 5 นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ผลตอบแทนที่ดีกันถ้วนหน้า กองทุนต่างชาติที่มาลงทุนให้ตลาดหุ้นไทยนั้นทำกำไรมาตั้งแต่ต้นปี 2010 ได้มากโข อาจกล่าวได้ว่าตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนดีที่สุดในบรรดาตลาดหุ้นของประเทศต่างๆในโลกก็ว่าได้ ลองมาดูสถิติกันอย่างคร่าวๆ ผลงานของกองทุนต่างชาติที่ลงทุนโดยอิงดัชนีนั้นได้ผลกำไรนับตั้งแต่ต้นปี 2010 มาจนถึงวันนี้ก็ประมาณ 50-60% แล้ว ในขณะที่กองทุนที่ลงทุนอิงดัชนีในตลาดเกิดใหม่ของประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย โปแลนด์ ตุรกี ได้ผลตอบแทนอยู่ในระดับ 40%

การลงทุนแบบอิงดัชนีในประเทศอินเดีย แอฟริกาใต้ สิงคโปร์ได้ผลตอบแทนในระดับ 30% ส่วนการลงทุนในประเทศจีน รัสเซีย ได้ผลตอบแทนในระดับ 15% ส่วนการลงทุนในฟิลิปปินส์ได้ผลตอบแทนประมาณ 7% ในขณะที่การลงทุนในเวียดนามขาดทุนเล็กน้อย

ตัวเลขที่ลุงแมวน้ำยกมานี้เป็นเพียงตัวเลขคร่าวๆเพื่อให้เห็นศักยภาพในการลงทุนในประเทศต่างๆเป็นเชิงเปรียบเทียบในภาพรวม ทีนี้หากจะมาดูกันต่อไปว่าแนวโน้มของหุ้นไทยจะเป็นอย่างไร ลุงแมวน้ำของวิเคราะห์ในเชิงเทคนิคซึ่งพิจารณาจากกราฟดัชนี SET นั่นเอง

หลังจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ดัชนี SET ไต่อยู่ในระดับไม่กี่ร้อยจุดมานานหลายปี จนมาถึงต้นปี 2547 (2004) ที่ดัชนี SET สามารถทำจุดสูงสุดในรอบหลายปีได้ที่ 794.01 จุด (อีกนิดเดียวจะถึง 800 จุดแต่ก็ไม่ถึง) หลังจากนั้นมาอีกหลายปี เรามักใช้ค่า 794.01 จุดเป็นแนวต้านใหญ่หรือว่าเป็นระดับเปรียบเทียบที่พยายามจะไปให้ถึงอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาในช่วงปลายปี 2550 (2007) ดัชนี SET ก็สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 915.03 จุด หลังจากนั้นก็ร่วงลงมาเหลือเพียงเกือบ 400 จุด นับแต่นั้นเป็นต้นมาเราก็ยึดเอาระดับ 915.03 จุดเป็นระดับเปรียบเทียบเพื่อพยายามจะไปให้ถึงอีกครั้งหนึ่ง

มาถึงวันนี้ ในวันที่ดัชนี SET อยู่ที่กว่าหนึ่งพันจุด ระดับที่เราพยายามจะไปให้ถึงก็ต้องเปลี่ยนใหม่โดยอิงกับยอดคลื่นเดิม ซึ่งไม่ใช่ 1,100 จุด ไม่ใช่ 1,200 จุด หรือว่า 1,300 จุด แต่คือยอดคลื่นเดิมที่ระดับ 1,753.73 จุด

ในทางเทคนิค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวัดระดับ fibonacci ขณะนี้จุดเทียบต้องเปลี่ยนไปใช้ที่ 1,753,73 จุดแล้ว รวมทั้งการนับคลื่นก้ต้องนับกันใหม่ หากนับในระดับคลื่นใหญ่ระดับหลายๆปี ภาพน่าจะเป็นดังนี้



นั่นคือ ขณะนี้เรากำลังอยู่ในคลื่นใหญ่ 3 (สีดำ) ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงดัชนี SET ยังมีโอกาสขึ้นต่อไปได้อีกมากกว่าจะจบคลื่นใหญ่ 5 (สีดำ) และดังที่ลุงแมวน้ำเคยคุยให้ฟัิงแล้วว่าดัชนี SET นั้นโดยสถิติแล้วเป็นดัชนีที่มีโอกาสทำกำไรค่อนข้างดี กล่าวคือ มีความน่าจะเป็นในการซื้อแล้วได้กำไรอยู่ที่ 0.5 ในขณะที่ค่าความน่าจะเป็นในการซื้อแล้วได้กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 0.4 ซึ่งค่าที่สูงกว่าหมายถึงมีโอกาสซื้อแล้วกำไรสูงกว่า

แต่อย่างไรก็ดี ในระดับคลื่นใหญ่แม้ว่าจะเป็นคลื่น 3 ก็จริง แต่ว่าอาจใช้เวลานาน 5 ถึง 15 ปีกว่าจะจบคลื่น ในคลื่นใหญ่ประกอบด้วยคลื่นในระดับรองลงมาแกว่งขึ้นๆลงๆอยู่ ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าหุ้นจะขึ้นไปแบบม้วนเดียว ดังนั้นนักลงทุนจึงไม่ควรย่ามใจ เพราะการเคลื่อนไหวของคลื่นที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของเรานั้นไม่ใช่คลื่นใหญ่ แต่เป็นคลื่นย่อย พูดง่ายๆก็คือ ถึงแม้ว่าเราอาจจะอยู่ในคลื่นใหญ่ 3 ก็ตาม แต่การแกว่งตัวในระดับคลื่นย่อยก็ยังทำให้เราอกสั่นขวัญหาย รวมทั้งยังสามารถทำให้เราขาดทุนและอยู่บนยอดดอยได้ชั่วเวลาหนึ่งเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา

ตลาดหุ้นจีนก็มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้เช่นเดียวกันเนื่องจากลุงแมวน้ำลองนับคลื่นดู คาดว่าน่าจะเพิ่งเริ่มต้นคลื่น 3 ใหญ่ ในวันต่อไปเราจะไปดูดัชนีหุ้นจีนและการลงทุนในตลาดหุ้นจีนกัน



Friday, November 5, 2010

04/11/2010 * RSS3, GC, Commodity Index, ฟิวเจอร์ส ออปชัน การเก็งกำไรและการบริหารความเสี่ยง (3)

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 1.031.61 จุด เพิ่มขึ้น 17.41 จุด เป็นวันที่มีปริมาณซื้อขายถึงกว่า 5 หมื่นล้านบาทอีกวันหนึ่ง

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้มีสัญญาณซื้อ ADVANC ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 35 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ ดัชนีฟุตซี FTSE100 ของอังกฤษเกิดสัญญาณซื้อ ตลาดหุ้นสำคัญทั่วโลก ทั้งตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่พุ่งทะยาน

วันนี้ดัชนีดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกาพุ่งแรงถึง 219 จุด ค่าเงินดอลลาร์อ่อนยวบ ราคาทองคำ โลหะเงิน น้ำมันดิบ สินค้าเกษตร และสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) ต่างๆปรับตัวขึ้นแรง

สำหรับตลาดหุ้นของไทยนั้น แม้ดัชนี SET จะเพิ่มขึ้นถึง 17.41 จุด แต่หากพิจารณาหลักทรัพย์ในกลุ่ม SET 50 แล้วพบว่ามี 27 ตัวที่ปิดเขียว และ 23 ตัวที่ปิดแดง ดัชนีตลาดที่เพิ่มขึ้นเกิดจากน้ำหนักของหุ้นตัวใหญ่เพียงบางตัวเท่านั้น

ยางพารา RSS พิจารณาจากการนับคลื่นและ fibonacci อาจจะไปจบคลื่น 5 (สีน้ำตาล) ที่ประมาณ 150 บาท



ทองคำ (GC) อาจจบคลื่น 5 ที่แถว 1,400 ดอลลาร์/ออนซ์นี้ก็ได้ แต่ไม่ควรกังวลมาก ตราบใดที่ยังไม่มีสัญญาณขายและไม่มีสัญญาณกลับทิศแนวโน้มก็ไม่ต้องทำอะไร



ดัชนีดอลลาร์ สรอ (DX) หลุดระดับ fibonacci 78.6% มาแล้วและปกติที่ระัดับ 100% ก็มักหยุดไม่อยู่ มักหลุดต่ำกว่านั้นอีก นั่นหมายความว่าเป็นไปได้ที่จะลงไปถึงระดับ 66 จุด



ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ค่อยๆปรับตัวขึ้น ที่เห็นในภาพเป็นดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ดาวโจนส์ยูเอสบี (DJ-USB Commodity Index) อันเป็นดัชนีที่คำนวณจากสินค้าโภคภัณฑ์หลายๆชนิด ทำให้เห็นแนวโน้มในภาพรวม จะเห็นว่าขณะนี้เพิ่งอยู่ต้นคลื่น น่าจะเป็นต้นคลื่น 3 ซึ่งยังสามารถไปต่อได้อีกมาก จากภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวการณ์เงินเฟ้ออันน่ากลัวที่จะตามมาในอนาคต





ฟิวเจอร์ส ออปชัน การเก็งกำไรและการบริหารความเสี่ยง (3)


“ก็บอกแต่แรกแล้วว่าการลงทุนมีความเสี่ยง เธอก็เข้าใจแล้วนี่นา เธอยังบอกเองเลยว่าเธอยังสาว สามารถรับความเสี่ยงได้ จะได้ช่วยลุงแมวน้ำ” ลิงชิมแปนซีพูด

“ก็ตอนนั้นมันตอนนั้น ส่วนตอนนี้มันก็ตอนนี้” ยีราฟสาวโวยวายน้ำลายฟ่อด “นี่ราคามันลงไป 5 บาทแล้วนะ แค่นี้ก็พอรับไหวหรอก แต่ถ้าหากมันร่วงลงไปมากกว่านี้อีกล่ะ ฉันทำใจไม่ได้หรอก ดีไม่ดีเงิน 10 บาทที่วางประกันเอาไว้กันเธอจะหายหมด”

“ก็ตกลงกันไปแล้วนี่นา จะให้ฉันทำยังไงล่ะ” ลิงบ่นด้วยความอิดหนาระอาใจกับอาการโวยวายของยีราฟสาว

“ไม่รู้ล่ะ ฉันอยากเลิกสัญญา ไม่เอาแล้ว ถั่วฝักยาวก็ไม่ได้ ซ้ำยังขาดทุนบานเบอะ” ยีราฟสาวบอกความต้องการออกมา

“เธอจะเลิกได้ยังไง ก็สัญญากับลุงแมวน้ำเอาไว้แล้ว ลุงแกไม่ได้คิดจะเลิกด้วยนี่” ลิงชิมแปนซีพยายามอธิบาย

“ไม่รู้ล่ะ ไม่เอาแล้ว เธอต้องหาทางเลิกสัญญาให้ฉันด้วย ฉันรับการขาดทุนได้เพียงแค่นี้เท่านั้น มากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว” ยีราฟยื่นคำขาด

“เฮอะ ทีกำไรก็จะเอา ทีขาดทุนกลับไม่ยอม” ลิงประชด “เอายังงี้ ในเมื่อลุงแมวน้ำไม่ได้ผิดอะไร จู่ๆเธอจะไปเลิกสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับลุงแมวน้ำมันก็ไม่เหมาะ เรามาหาคนช่วยรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้ลุงแมวน้ำแทนเธอกันดีกว่า”

“เออๆๆ เอายังไงก็ได้ แต่ฉันขอพอเท่านี้”

ลิงชิมแปนซีจึงชวนยีราฟสาวจอมโวยวายไปหาปลาทองน้อย ดาวเด่นอีกตัวหนึ่งของคณะละครสัตว์ ปลาทองน้อยตัวอ้วนกลมกำลังว่ายน้ำดุ๊กดิ๊กอวดพุงอยู่ในโหลใสแจ๋ว

“นี่ ปลาทองน้อย อยากลงทุนไหม เผื่อจะได้กำไรเอาไว้ซื้อลูกน้ำกินเล่นแก้กลุ้ม” ลิงชิมแปนซีเริ่มโน้มน้าว

“ไม่เอาหรอก ผมไม่ได้กินลูกน้ำ ผมกินซากุระ ตัวจะได้เป็นสีส้มสวย กินลูกน้ำเดี๋ยวเป็นไข้เลือดออก” ปลาทองน้อยพูดพลางกระดิกครีบหางสีส้มสดโชว์ให้ดู

“บ๊องใหญ่แล้ว กินลูกน้ำจะเป็นไข้เลือดออกได้ยังไง เป็นไข้เลือดออกต้องโดนยุงกัด” ลิงแย้ง

“นี่จะทักทายกันอีกนานไหมเนี่ย ฉันร้อนใจอยู่นะ” ยีราฟสาวหงุดหงิดอีก น้ำลายของเธอหยดลงในโหลปลาทอง ปลาทองน้อยทำหน้าเบ้เพราะน้ำลายของเธอทำให้น้ำขุ่นแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรเนื่องจากยีราฟตัวโตกว่ามาก

ลิงเล่าเรื่องการลงทุนด้วยการตกลงราคายางพาราและทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับลุงแมวน้ำให้แก่ปลาทองน้อยฟัง พร้อมกับเล่าเรื่องของยีราฟสาวที่ต้องการหาคนมารับทำสัญญาแทนเธอ

“ฮึ ผมไม่โง่หรอกนะ ปลาทองน้อยแสนฉลาด ตอนนี้ราคายางพาราในท้องตลาดกิโลกรัมละ 125 บาท จะให้ผมรับซื้อล่วงหน้าจากลุงแมวน้ำแทนแม่ยีราฟได้ยังไง ก็เธอตกลงราคากับลุงเอาไว้ที่ 130 บาท ถ้าผมรับซื้อในราคานั้นมีความเสี่ยงสูงมั่กๆ แบบนี้ไม่บ๊องก็เมา”

ยีราฟสาวหน้าเสียที่ปลาทองน้อยไม่ยอมตกลงด้วย

“เอายังงี้ก็แล้วกัน” ลิงชิมแปนซีเสนอความคิด “นี่ แม่ยีราฟ สมมติว่าหากลุงแมวน้ำขายยางพาราตอนนี้ ก็จะขายได้ที่ราคา 125 บาท เธอต้องจ่ายให้ลุงแมวน้ำอีก 5 บาท ตามที่เธอประกันราคาไว้ที่ 130 บาท ถูกไหม”

ยีราฟพยักหน้า

“ก็ถือเสียว่าเธอบอกล้างสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเสียตอนนี้ที่ราคา 125 บาท แล้วจ่ายส่วนต่างมา 5 บาทให้ฉันเก็บเอาไว้ แล้วนับแต่นี้ไปให้ปลาทองน้อยทำสัญญากับลุงแมวน้ำต่อที่ราคา 125 บาท เธอก็ออกจากการซื้อขายไปที่ราคา 125 บาท ส่วนปลาทองน้อยก็โดดเข้ามาในในการซื้อขายที่ราคา 125 บาท อย่างนี้ปลาทองน้อยก็จะมีความเสี่ยงลดลง แบบนี้จะจูงใจให้ปลาทองน้อยอยากลงทุนมากขึ้น ดีไหม” ลิงพูด

ยีราฟเอียงหน้างงเพราะคิดตามไม่ทัน “ยังไงกัน ฉันไม่เข้าใจ”

“ก็คือเสมือนกับว่า... แค่เสมือนกับเท่านั้นนะ... เสมือนกับว่าเธอกับลุงแมวน้ำชำระราคาสิ้นสุดสัญญากันตอนนี้เลยไง ราคาตอนนี้เป็น 125 บาท เธอก็ยอมขาดทุน 5 บาทชดเชยให้ลุงแมวน้ำไป เอาแค่ขั้นตอนนี้ก่อน เข้าใจไหม” ลิงถาม ยีราฟสาวคิดตามแล้วพยักหน้า

“เธอก็จบกันไป ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องอะไรแล้ว ต่อไปก็ให้ปลาทองน้อยมาตกลงราคาทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับลุงแมวน้ำแทน ลุงแมวน้ำต้องการขายที่ราคา 130 บาท แต่ปลาทองน้อยรับซื้อที่ 125 บาท ก็เสมือนกับว่ายอมซื้อยางพาราจากลุงแมวน้ำที่ราคา 125 บาท” ลิงอธิบายต่อ

“แล้วต่อไปจะเป็นยังไง”

“ก็สมมติว่านับแต่นี้ต่อไป เมื่อถึงเดือนมีนาคม ราคายางพาราในตลาดเป็น 130 บาท ปลาทองน้อยก็จ่ายลุงแมวน้ำ 125 บาท เท่าที่ตกลงราคากัน แล้วอีก 5 บาทก็ได้จากเธอที่ฉันหักเก็บเอาไว้นั่นแหละ รวมแล้วลุงแมวน้ำจะได้เงิน 130 บาทตามที่แกต้องการ ส่วนปลาท้องน้อยก็ได้ยางพารา 1 กิโลกรัมมาในราคา 125 บาท เอาไปขายต่อในตลาดได้ 130 บาท ก็ได้กำไร 5 บาท สรุปว่าลุงแมวน้ำได้ตามที่ต้องการ ปลาทองน้อยได้กำไร 5 บาท ส่วนเธอขาดทุน 5 บาท” ลิงชิมแปนซีพยายามอธิบาย

ปลาทองน้องพยักหน้าเข้าใจ ส่วนยีราฟสาวน้ำลายยืดเพราะฟังจนเกือบหลับ

“ถ้างั้นฉันถามใหม่ สมมติว่าเมื่อถึงเดือนมีนาคม แล้วราคายางพาราเป็น 120 บาท แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใครจะเป็นอย่างไร” ยีราฟถาม

“ถ้าตอนนั้นราคา 120 บาท ลุงแมวน้ำก็จะต้องได้ 130 บาทเท่าที่มีการตกลงราคาซื้อขายล่วงหน้าเอาไว้ โดยปลาทองน้อยจ่ายชดเชยให้ลุงแมวน้ำ 5 บาท เพราะยอมรับซื้อไว้ที่ 125 บาท อีก 5 บาทก็เอามาจากเงินของเธอที่ขาดทุนไง สรุปว่าหากราคายางพาราเหลือ 120 บาท ลุงแมวน้ำก็ได้ 130 บาท ปลาทองน้อยขาดทุน 5 บาท และเธอขาดทุน 5 บาท” ลิงอธิบายอีก

“เอาเถอะ ถ้ายังงั้นฉันขอบอกล้างสัญญาตอนนี้แล้วยอมขาดทุนไป 5 บาทก็แล้วกัน แล้วให้ปลาทองน้อยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่อไป” ยีราฟสาวพูดแบบถอดใจ

“ได้ๆ ยังงั้นฉันทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ราคา 125 บาทนับแต่ตอนนี้” ปลาทองน้อยพูดพลางส่ายพุงไปมา

“อะ ถ้ายังงั้นนายลิง เธอก็หักเงินที่ฉันวางประกันไว้กับเธอไป ที่เหลือก็คืนฉันมาซะดีๆ” ยีราฟทวงเงิน

“การที่แม่ยีราฟบอกล้างสัญญา และการที่ปลาทองน้อยเข้าทำสัญญา ฉันต้องขอค่าเหนื่อย 0.45 บาทนะ ปลาทองน้อยจ่ายมา วางเงินประกัน 10 บาทและค่าเหนื่อย 0.45 บาท ส่วนแม่ยีราฟฉันคืนเงินเธอไป 4.55 บาท ไม่ใช่คืน 5 บาท เพราะว่าหักค่าเหนื่อยด้วย”

“โอ๊ย ทำไมหน้าเลือดยังงี้” ยีราฟสาวร้องกรี๊ด “ครั้งก่อนก็เก็บทีหนึ่งแล้ว นี่ฉันขาดทุนแล้วเธอยังมาเก็บค่าเหนื่อยอีก งกสุดๆ”

“แล้วที่พาเธอมาเจรจากับปลาทองน้อยอ้วนกลม จนทำให้เธอบอกล้างสัญญา หยุดการขาดทุนเอาไว้ได้ ไม่ใช่เพราะฝีมือฉันเหรอ ฉันก็เหนื่อยนะ” ลิงชิมแปนซีขึ้นเสียงบ้างเพราะไม่พอใจในความขี้เหนียวของยีราฟสาว ยีราฟเมื่อเห็นลิงเอาจริงจึงเงียบไป ยอมจ่ายแต่โดยดี

เวลาผ่านไป เดือนมีนาคม 2554

ราคายางพาราในท้องตลาดในตอนนั้นเป็น 135 บาทต่อกิโลกรัม ลุงแมวน้ำได้เงินไป 130 บาทตามที่ตกลงราคาซื้อขายล่วงหน้าเอาไว้ ส่วนปลาทองน้อยเอายางพาราไปขายได้กำไรส่วนต่างมา 10 บาท เพราะลงทุนเอาไว้ที่ราคา 125 บาท ส่วนยีราฟสาวขาดทุนไป 5 บาท ส่วนลิงชิมแปนซีได้เงินมา 2.70 บาท (0.45 คูณ 2 คูณ 3) อันเนื่องมาจากค่าบริการที่แต่ละตัวทำสัญญาและบอกล้างสัญญากัน

หากว่าลุงแมวน้ำไม่มีสินค้าจริงส่งมอบ ลุงแมวน้ำต้องขาดทุน เนื่องจากเสมือนกับว่าลุงแมวน้ำทำสัญญาขายยางพาราที่ราคา 130 บาทในขณะที่มือเปล่า ไม่มีของอยู่ในมือจริงๆ พอครั้นเมื่อถึงกำหนดส่งมอบ ลุงแมวน้ำต้องไปหาซื้อยางพาราในตลาดที่ราคา 135 บาทเพื่อมาส่งมอบให้แก่คู่สัญญาและรับเงินมาจากคู่สัญญา 130 ตามที่ตกลงกันเอาไว้ล่วงหน้า ในกรณีที่ไม่มีสินค้าจริงส่งมอบ ลุงแมวน้ำจะขาดทุน 5 บาท แต่เมื่อมีสินค้าจริงที่ลุงแมวน้ำผลิตเองส่งมอบก็เท่ากับว่าลุงแมวน้ำขายสินค้าได้ในราคาที่ต้องการแต่ว่าต่ำกว่าราคาตลาดในตอนนั้น

ลุงแมวน้ำนำเงินที่ได้ไปซื้อหูกระต่ายอันใหม่สำหรับใส่ตอนแสดง ปลาทองน้อยซื้ออาหารปลาแสนอร่อยมากินแก้มยุ้ยตลอดทั้งวัน ลิงชิมแปนซีซื้อกล้วยมากินสบายใจ ส่วนยีราฟสาวหน้าละห้อยเพราะต้องลดการกินถั่วฝักยาวของโปรดลงเนื่องจากต้องการประหยัด


จากที่เล่ามานี้คือกลไกของการซื้อขายสินค้าล่วงหน้าหรือกลไกของฟิวเจอร์ส โดยเริ่มจากที่ไม่มีบริษัทประกันภัยใดที่สามารถรับประกันอะไรต่ออะไรไปได้ทุกอย่าง แต่เนื่องจากมีคนหลายๆที่ต้องการหลักประกันเพื่อลดความเสี่ยง กลไกของการซื้อขายล่วงหน้าระหว่างเอกชนหรือระหว่างบุคคลต่อบุคคลด้วยกันจึงเกิดขึ้น ซึ่งก็คือตลาดฟิวเจอร์สนั่นเอง ในตลาดฟิวเจอร์สนั้นไม่ได้มีแต่นักเก็งกำไร ตรงกันข้าม ตลาดฟิวเจอร์สจะเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วยบุคคลที่รู้จักพอ ขอแค่นี้ก็พอใจแล้ว ส่วนหนึ่ง และประกอบด้วยนักเก็งกำไรส่วนหนึ่ง อีกทั้งยังต้องมีบุคคลกลางที่มีส่วนช่วยในการดำเนินการด้วย กลไกตลาดจึงเกิดขึ้นได้ เมื่อมองในเชิงอุดมคติแล้วตลาดฟิวเจอร์สมีประโยชน์มากกว่าโทษ เพราะทำให้คนมีหลักประกัน และขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดธุรกิจ มีการกระจายรายได้ เศรษฐกิจก็สามารถดำเนินไปได้ โทษนั้นมักเกิดจากการใช้ตลาดในทางที่ไม่สร้างสรรค์ เช่น การเก็งกำไรกันจนเกินสมควร ความไม่รู้จักพอ รวมทั้งการเอาเปรียบอันเนื่องจากความไม่เท่าเทียมกัน เป็นต้น ส่วนออปชันนั้นก็ใช้หลักการเดียวกันกับฟิวเจอร์สเพียงแต่เทคนิคในการตกลงราคาและการซื้อขายล่วงหน้าที่แตกต่างกันบ้าง แต่ก็ยังคงหลักการเดียวกัน นั่นคือ การประกันความเสี่ยงกับการเก็งกำไร

คงยังจำบริษัทประกันที่ลุงแมวน้ำไปติดต่อในตอนแรกได้ หากบริษัทประกันไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ลุงแมวน้ำ ลิงชิมแปนซี ยีราฟ และปลาทองน้อย ก็ทำธุรกิจร่วมกันและก่อให้เกิดกลไกตลาดฟิวเจอร์สขึ้นมาได้ แต่หากบริษัทประกันเกิดรับประกันราคาขึ้นมา ลุงแมวน้ำก็อาจไปพึ่งบริษัทประกันแทน กลไกตลาดก็ไม่เกิด ฉันใดก็ฉันนั้น หากเปลี่ยนตัวละครบริษัทประกันเป็นหน่วยงานภาครัฐ หากรัฐมีกลไกพิเศษ เช่น การประกันราคา การรับจำนำสินค้าเกษตร ฯลฯ กลไกการซื้อขายล่วงหน้าก็จะถูกบิดเบือน ตลาดฟิวเจอร์สก็จะไม่เกิดหรือเกิดแล้วก็โตไม่ได้ กลไกที่จะทำให้เอกชนหรือบุคคลกระจายความเสี่ยงและบริหารความเสี่ยงกันเองทั้งยังก่อให้เกิดธุรกิจก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างจริงคือข้าวขาว 5% และข้าวหอมมะลิ ที่แม้ว่าเรามีตลาดฟิวเจอร์สอยู่แต่กลไกของตลาดก็ดำเนินไปไม่ได้เนื่องจากกลไกราคาของรัฐแทรกแซงอยู่ ซึ่งคิดว่าไม่น่าเป็นผลดี ตลาดฟิวเจอร์สใช้ลดความเสี่ยงได้ดีอยู่แล้วหากรู้จักวิธีการใช้ ส่วนหน้าที่ของรัฐควรส่งเสริมเกษตรกรให้ใช้ตลาดฟิวเจอร์ส เกษตรกรก็จะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง การใช้กลไกราคาแทรกแซงของรัฐมักเกิดการทุจริต ผลประโยชน์มักไม่ถึงมือเกษตรกรเท่าที่ควร

ส่งท้าย...

หลังจากที่ลุงแมวน้ำขายยางพาราได้กำไรมาบ้างแล้วก็เปลี่ยนแนวไปปลูกพืชอายุสั้นแทนเนื่องจากเก็บเกี่ยวได้ไว ไม่ต้องรอ 8 ปีเหมือนกับการปลูกยางพารา

ลุงแมวน้ำจึงไปหายีราฟสาวเจ้าเก่า คราวนี้ถือร่มไปด้วยเพราะว่าคราวก่อนที่คุยกับยีราฟหัวของลุงแมวน้ำเปียกโชกไปหมด

“นี่ แม่สาวยีราฟ” ลุงแมวน้ำทักทายพลางกางร่มออก “ลุงคิดจะปลูกถั่วฝักยาวน่ะ เห็นว่าเธอชอบกิน ตอนนี้เดือนมีนาคม ปลูกตอนนี้อีก 2 เดือนก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว”

“อุ๊ย ก็ดีสิคะลุง พูดแล้วน้ำลายไหล อยากกินๆ” ยีราฟสาวพูดพลางมีน้ำลายหยดใส่ร่มติ๋งๆ

“ถั่วฝักยาวหน้าแล้งแพงนะ บางทีก็ขาดตลาด ปีที่แล้วกิโลกรัมละ 70 กว่าบาทเชียว ถ้าลุงได้ราคาสักกิโลกรัมละ 55 บาทลุงก็พอใจแล้ว อยากให้เธอตกลงราคาและทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับลุงอีก ใช้วิธีแบบเดิม เรียกนายลิงมาดำเนินการให้” ลุงแมวน้ำยื่นข้อเสนอ “สนใจมั้ย”

“อ๊าย” ยีราฟสาวร้องลั่น “ไม่เอาแล้ว คราวก่อนโดนไป 5 บาทยังเข็ดอยู่เลย หนูไม่เอาแล้วล่ะลุง” ยีราฟสาวรีบปฏิเสธ

“ลุงเห็นว่าเธอชอบกินถั่วฝักยาว เลยคิดจะปลูกให้เธอกิน ถ้าได้ราคาพอสมควรก็จะได้ลงมือปลูก เธอเองถ้าทำสัญญาล่วงหน้ากับลุงก็เป็นการลดความเสี่ยงของเธอด้วยเหมือนกันนะ คือลดความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนถั่วฝักยาวในหน้าแล้งไปได้ส่วนหนึ่งไงล่ะ แต่ถ้าเธอไม่สนใจ ยังงั้นลุงปลูกอย่างอื่นที่ตลาดต้องการและมีคนทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับลุงดีกว่า ลุงไม่ปลูกอะไรส่งเดชหรอก ลุงต้องวางแผนก่อนปลูก หากมีตลาดแน่นอนและได้ราคาที่น่าพอใจลุงจึงจะลงมือปลูก ไม่อย่างนั้นทำแล้วไม่รู้จะไปขายใครหรือไม่รู้ว่าจะได้ราคาเท่าไร ดีไม่ดีทำไปแล้วขาดทุน สู้นอนเลี้ยงลูกบอลเล่นดีกว่า”

และนี่ก็คือประโยชน์ของตลาดฟิวเจอร์สที่สามารถใช้หลักของการรับประกันราคามาช่วยในการวางแผนการดำเนินงาน ทำให้สามารถผลิตสินค้าที่รู้ตลาดและราคาแน่นอนแล้ว อันเป็นการปิดความเสี่ยง ไม่ใช่ทำไปโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้

การใช้กลไกของตลาดฟิวเจอร์สไม่ได้ใช้กับสินค้าเกษตรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังใช้ปิดความเสี่ยงกับเรื่องอื่นๆได้อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น การป้องกันการผันผวนของค่าเงินก็ใช้ฟิวเจอร์สเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อประกันอัตราแลกเปลี่ยนในระดับที่เราต้องการ การป้องกันความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยก็ใช้ฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ย ผู้ผลิตตู้และวงกบอะลูมิเนียมก็สามารถใช้ฟิวเจอร์สของราคาอะลูมิเนียมตลาดโลกเพื่อปิดความเสี่ยงไม่ให้ต้นทุนวัตถุดิบผันผวนได้ แม้แต่กองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ที่เอาไว้ลงทุนเพื่อการประหยัดภาษีก็มีบางกองทุนที่ใช้กลไกฟิวเจอร์สมาช่วยลดความเสี่ยงของราคาหุ้นที่ผันผวน เป็นต้น


Thursday, November 4, 2010

03/11/2010 * SET, CL, ฟิวเจอร์ส ออปชัน การเก็งกำไรและการบริหารความเสี่ยง (2)

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 1.014.20 จุด เพิ่มขึ้น 8.62 จุด เป็นวันที่มีปริมาณซื้อขายถึงกว่า 5 หมื่นล้านบาท

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้มีสัญญาณซื้อ MAKRO, SCC ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 34 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

TDEX อันเป็นกองทุนอีทีเอฟของ SET50 เกิดสัญญาณซื้อ

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย ตลาดญี่ปุ่นหยุดทำการ ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกากำหนดมาตรการอัดฉีดเงินเข้าในระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วยการพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์ สรอ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์และสื่อมงลชนคาดการณ์เอาไว้

ดัชนีดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกาไม่ค่อยตอบสนองต่อข่าวนี้เท่าไรนัก ปรับตัวขึ้นเพียง 26.41 จุด แต่อย่างไรก็ดี ดัชนีดาวโจนส์ที่ระดับ 11,215.13 จุดนี้ถือว่าผ่านแนวต้านใหญ่หรือจุดยอดคลื่นเดิมที่เคยสร้างเอาไว้ที่ 11,205.03 จุดไปได้ ดังนั้นทางเทคนิคจึงถือว่าน่าจะไปได้ต่อ และน่าจะไปได้ไกลอีกด้วย

ทางด้านดัชนี SET นั้นยังไม่มีสัญญาณแนวโน้มกลับทิศที่มีน้ำหนัก ดังนั้นใครที่ถืออะไรเอาไว้ก็ถือไปก่อน ไม่มีสัญญาณอะไรขายไปก็เสียโอกาสโดยใช่เหตุ การคาดการณ์ของดัชนี SET นั้นหากประเมินด้วยเครื่องมือ fibonacci แล้ว SET มีโอกาสกลับทิศแนวโน้มแถวดัชนี 1,000 จุดนี้ก็ได้ หรือไม่อย่างนั้นก็แถวๆ 1,060 - 1,080 จุด ซึ่งช่วงนี้มีน้ำหนักพอควรเนื่องจากเป็นช่วงดัชนีที่เส้น fibonacci หลายชุดมาชุมนุมกัน เรียกว่ามีความสอดคล้องของค่า fibonacci ถัดจากนั้นก็คงเป็นที่ระดับ 1,250 - 1,350 จุด ต้องดูไปทีละด่าน




ทางด้านน้ำมันดิบ (CL) วันนี้ผ่านด่าน 85 ดอลลาร์/บาเรลมาได้ แต่ก็ยังไม่หลุดจากกรอบ SEC ดังนั้นอาจแกว่งขึ้นแกว่งลงต่อไปได้อีก ต้องรอให้ผ่านราคา 86.84 ดอลลาร์/บาเรลให้ได้เสียก่อนจึงจะเห็นความชัดเจนมากกว่านี้



ช่วงนี้เป็นช่วงปลายปี ผู้ที่มีเงินได้สูงและต้องการประหยัดภาษีมักลงทุนในกองทุน LTF, RMF กันในช่วงปลายปีเช่นนี้ แม้ตลาดหุ้นจะคึกคักแต่ก็อย่าประมาทและมองโลกในแง่ดีจนเกินไป ควรพิจารณาเลือกลงทุนในบริษัทจัดการกองทุนรวมที่สามารถเปลี่ยนไปถือกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำได้โดยสะดวก ดังที่ลุงแมวน้ำเคยคุยให้ฟังไปแล้วเมื่อนานมาแล้ว เอาไว้อีกสองสามวันจะเอากลับมาคุยให้ฟังกันอีกครั้งหนึ่ง



ฟิวเจอร์ส ออปชัน การเก็งกำไรและการบริหารความเสี่ยง (2)

วันนี้เรามาดูเรื่องฟิวเจอร์สต่อกัน ที่ลุงแมวน้ำเล่าเกี่ยวกับฟิวเจอร์สด้วยการผูกเป็นเรื่องก็เนื่องจากว่าเรื่องฟิวเจอร์สนี้ซับซ้อนอยู่บ้างและต้องใช้การคำนวณด้วย หากอธิบายเป็นเชิงวิชาการเกรงว่าจะน่าเบื่อ อีกประการ ลุงแมวน้ำต้องการถ่ายทอดมุมมองและทัศนคติเกี่ยวกับการเทรดฟิวเจอร์สด้วยซึ่งหากผูกเป็นเรื่องและมีตัวละครจะทำให้ถ่ายทอดได้ง่ายกว่าการเขียนเป็นบทความวิชาการ


ลุงแมวน้ำกลับคณะละครสัตว์ด้วยความผิดหวังที่ไม่สามารถประกันราคายางพาราได้ และได้เล่าเรื่องนี้ให้ลิงชิมแปนซีเจ้าปัญญา ดาราตัวหนึ่งของคณะละครสัตว์ฟัง

“ผมพอมีวิธี ลุงแมวน้ำไปหาแม่สาวยีราฟด้วยกัน ผมอยากคุยกับเธอหน่อย” ลิงชิมแปนซีพูด

ลุงแมวน้ำกับลิงชิมแปนซีจึงพากันไปหายีราฟสาวซึ่งเป็นดาราในคณะอีกตัวหนึ่ง

“นี่ ยีราฟจ๊ะ เธออยากลงทุนมั้ย หากมีกำไรจะได้เอาไปซื้อถั่วฝักยาวกินเล่น” ลิงชิมแปนซีเอ่ยชักชวน

“ถั่วฝักยาวเหรอ ดีจัง แล้วต้องลงทุนยังไงล่ะ” สาวยยีราฟก้มหัวลงมาถาม หากไม่ก้มคงคุยกันไม่รู้เรื่องเพราะว่าหัวของเธอนั้นสูงมาก

“คือยังงี้” ลิงอธิบาย “ลุงแมวน้ำปลูกยางพาราเอาไว้ ต้องการกรีดขายในเดือนมีนาคม ปีหน้า ลุงแกอยากขายที่ราคา 130 บาทต่อกิโลกรัม แต่กลัวว่าจะขายไม่ได้ตามนั้นเพราะราคาพืชผลเกษตรมันไม่แน่นอน ลุงแกแก่แล้ว สุขภาพก็ไม่ค่อยดีด้วย ถ้าได้ราคาต่ำกว่านี้ก็คงแย่ คงหมดทุนกันพอดี”

“แล้วหนูจะช่วยอะไรได้ล่ะ ไม่รู้เรื่องยางพาราสักนิด ถ้าเรื่องถั่วฝักยาวของโปรดก็ว่าไปอย่าง” ยีราฟสาวพูดพลางเอาลิ้นยาวๆเลียริมฝีปาก น้ำลายของเธอหยดใส่หัวลุงแมวน้ำไปหลายหยด

“เธอก็รับความเสี่ยงแทนลุงแมวน้ำเอาไว้สิ โดยสัญญาซื้อขายเป็นการล่วงหน้ากับลุงแมวน้ำล่วงหน้าเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ว่าเมื่อกรีดยางได้จะซื้อยางพาราจากลุงแมวน้ำที่ราคากิโลกรัมละ 130 บาท” ลิงชิมแปนซีอธิบาย “แล้วเธอก็เอายางพาราไปขายต่อ นี่คือการเก็งกำไร หากตอนเดือนมีนาคมปีหน้า ราคาตลาดดีกว่า 130 บาท เธอจะได้กำไรในส่วนที่เกิน 130 บาทไป ลุงแมวน้ำแกพอใจที่ราคา 130 บาท ไม่ต้องการมากกว่านี้หรอก”

“แล้วถ้าตอนนั้นราคายางพาราเกิดต่ำกว่า 130 บาทล่ะ” ยีราฟสาวถาม

“เท่ากับว่าเธอซื้อล่วงหน้ามาในราคาแพง และขายในราคาตลาดที่ถูกกว่า เธอก็ขาดทุนไปน่ะสิ การลงทุนก็มีความเสี่ยงนั่นแหละ เมื่อมีโอกาสทำกำไรก็มีความเสี่ยงในการขาดทุนด้วย” ลิงอธิบายต่อ

ยีราฟเอียงหัวน้ำลายยืด คิดอยู่ครู่หนึ่ง

“เอ้า ลองดูก็ได้ ถือว่าช่วยลุงแมวน้ำด้วย เพราะว่าแกรับความเสี่ยงไม่ไหว ส่วนหนูยังสาวอยู่ ถึงขาดทุนก็มีโอกาสแก้ไขสถานการณ์ได้” ยีราฟสาวตัดสินใจที่จะลงทุนโดยรับซื้อยางพาราล่วงหน้าจากลุงแมวน้ำในราคา 130 บาท

“อ้อ เ ดี๋ยวก่อน ถ้าหากว่าเมื่อถึงเดือนมีนาคม ถ้าราคาตลาดสูงกว่า 130 บาทแล้วลุงแมวน้ำเกิดเบี้ยวหนูขึ้นมา เอายางพาราไปขายคนอื่นโดยไม่เอามาให้หนูล่ะ จะทำยังไง” ยีราฟเกิดสงสัยขึ้นมา

“ฮึ ลุงแมวน้ำ ดาวเด่นของคณะละครสัตว์เนี่ยนะจะเบี้ยวเธอ” ลุงแมวน้ำชักเคือง “ก็หากถึงตอนนั้นราคาไม่ดี แล้วเธอเกิดเบี้ยวไม่ยอมรับของจากลุงล่ะ เธอจะว่ายังไง เธอกังวลได้ ลุงก็กังวลได้เหมือนกัน”

เรื่องราวมีทีท่าว่าจะตกลงกันไม่ได้เพราะต่างฝ่ายก็กลัวอีกฝ่ายหนึ่งเบี้ยวสัญญา ลิงชิมแปนซีเจ้าปัญญาจึงเข้ามาไกล่เกลี่ย

“เอายังงี้ก็แล้วกัน ลุงแมวน้ำกับแม่ยีราฟต่างก็วางเงินประกันเอาไว้กับผมคนละ 10 บาทก็แล้วกัน” ลิงพูด

“วางประกัน 10 บาทจะไปพออะไร ยางพาราราคาตั้ง 130 บาทนะ” ยีราฟสาวแย้ง

“แล้วถ้าให้แต่ละตัววางเงินทั้งก้อน 130 บาท เงินมันเยอะ จะเอายังงั้นเหรอ” ลิงชิมแปนซีตั้งคำถาม ทั้งลุงแมวน้ำและยีราฟสาวจึงเงียบไป

“แค่นี้ก็พอแล้วล่ะ สมมติว่าเมื่อถึงเวลา ยางพาราราคากิโลกรัมละ 135 บาท เธอก็ได้กำไร 5 บาทจากราคาที่ตกลงกับลุงแกเอาไว้ ถูกไหม หากลุงแมวน้ำเบี้ยว ฉันก็เอาเงินประกันของลุงแมวน้ำไปจ่ายให้เธอ 5 บาท เท่าที่เธอควรจะได้กำไร เธอสบายเสียอีก ไม่ต้องรับยางแผ่นรมควันของจริงมา หรือหากลุงแมวน้ำไม่เบี้ยว เมื่อถึงเวลาเธอจะเลือกรับแค่ส่วนต่างที่เธอได้กำไรหรือจะรับยางแผ่นรมควันที่เป็นสินค้าจริงๆมาก็ได้ มีทางเลือกที่สะดวกให้ด้วย หากรับสินค้าจริงมา เธอรู้จักแต่ถั่วฝักยาวแล้วจะเอายางแผ่นไปขายที่ไหน” ลิงเจ้าปัญญากล่อมแม่สาวยีราฟ

จากนั้นลิงก็หันมาพูดกับลุงแมวน้ำต่อ “แล้วลุงก็เหมือนกัน สมมติว่าตอนนั้นราคาเหลือ 125 บาท หากแม่ยีราฟเบี้ยว ผมก็เอาเงินวางประกันของแม่ยีราฟนี่แหละชดเชยให้ลุง เสมือนว่าลุงขายได้ 130 บาท นั่นคือชดเชยให้ลุง 5 บาท หรือถ้าแม่ยีราฟไม่เบี้ยว ลุงจะเลือกส่งมอบยางแผ่นให้เธอแล้วรับเงินมา 130 บาท หรือถ้าแม่ยีราฟไม่อยากรับสินค้าจริง ลุงจะเลือกรับแต่ส่วนต่างแล้วเอายางแผ่นสินค้าจริงไปขายใครในราคาตลาดก็ได้ ยังงี้ดีไหมครับ”

ทั้งลุงแมวน้ำและสาวยีราฟเห็นว่าการวางเงินประกันกับคนกลางเพียงส่วนเดียวเป็นวิธีที่ยุติธรรมดีและป้องกันการเบี้ยวภายหลังได้ อีกทั้งยังไม่ต้องใช้เงินมากนัก ทั้งยังมีข้อดีที่จะเลือกรับส่วนต่างของกำไรขาดทุนโดยไม่ต้องรับมอบส่งมอบสินค้ากันจริงๆก็ได้ เมื่อเห็นดีเห็นงามกันเช่นนี้จึงเป็นอันตกลงกัน

“อ้อ แต่ว่าผมขอค่าเหนื่อยหน่อยนะ รักษาเงินของทั้งสองคนมันก็เหนื่อยเหมือนกัน ขอค่าดูแลเงินจากลุงแมวน้ำและยีราฟคนละ 0.45 บาท ก็แล้วกัน โปรดจ่ายมาก่อนเลย อิอิอิ” ลิงชิมแปนซีพูดแล้วก็หัวเราะด้วยเสียงแบบดาวร้ายในหนัง

“ฮึ นึกว่าจะใจดีอยากช่วยลุงแมวน้ำ ที่แท้ก็จะหารายได้เหมือนกัน” ยีราฟประชด “ยังมาหัวเราะอีก”

“อย่ามองฉันในแง่ร้ายขนาดนั้นสิ ทุกคนร่วมมือกัน ต่างก็ได้สมประโยชน์ของตน เมื่อพอใจกันทุกฝ่ายจะมาคิดอะไรมากล่ะ ฉันช่วยหาช่องทางลงทุนให้เธอ แล้วได้ช่วยลดความเสี่ยงให้ลุงแมวน้ำ อีกอย่าง การรักษาเงินประกันให้ลุงกับเธอฉันก็มีความเสี่ยงนะ หากเงินหายฉันก็ต้องรับผิดชอบ ทำอะไรให้ตั้งหลายอย่างก็ให้ค่าเหนื่อยฉันบ้างก็แล้วกัน ฉันจะได้เอาไปซื้อกล้วยกิน” ลิงชิมแปนซีอธิบาย

ลุงแมวน้ำได้ฟังลิงอธิบายก็เข้าใจในเหตุผลและเห็นด้วยกับเรื่องค่าดูแล และแล้ว ลุงแมวน้ำ ยีราฟ และลิงชิมแปนซีก็สามารถตกลงลงเงื่อนไขกันได้ในที่สุด

กาลเวลาผ่านไป จนถึงเดือนมกราคม 2554 ยีราฟก็วิ่งห้อมาหาลิงชิมแปนซีที่กำลังนั่งกินกล้วยซึ่งซื้อมาด้วยเงินค่านายหน้าอยู่บนต้นไม้อย่างสบายใจ

“แย่แล้วๆนายลิง” ยีราฟสาวเอะอะโวยวาย

“มีเรื่องอะไรเหรอ” ลิงชิมแปนซีถาม “วิ่งคอยาวมาเชียว”

“ถึงไม่วิ่งคอก็ยาวอยู่แล้ว” ยีราฟสาวค้อน “ฉันดูข่าวทีวี เห็นว่าราคายางพาราตอนนี้ตกลงมาเหลือกิโลกรัมละ 125 บาทเอง โอย ฉันขาดทุน ตายแน่ๆๆๆๆ” ยีราฟสาวโวยวายไม่หยุด



Wednesday, November 3, 2010

02/11/2010 * ฟิวเจอร์ส ออปชัน การเก็งกำไรและการบริหารความเสี่ยง

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 1.005.58 จุด เพิ่มขึ้น 2.34 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้มีสัญญาณซื้อ KBANK, TOP, TRUE ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 32 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส Set50 futures (S50) เกิดสัญญาณซื้อ ดัชนี SET50 และ SET เป็นสัญญาณซื้อมาตลอด ยังไม่เกิดสัญญาณขายเลย ส่วน S50 เกิดสัญญาณขายได้ 2 วันก็กลับมาเกิดสัญญาณซื้อ ก็คงชัดเจนแล้วว่าสัญญาณขาย S50 ที่ผ่านมาเป็นสัญญาณหลอก ลุงแมวน้ำจึงปิดสัญญาขาย (cover short position) และเปิดสัญญาซื้อ (open long position) ไป ครั้งนี้จะเป็นสัญญาณหลอกอีกหรือไม่ต้องตามดูกันต่อไป

ทางด้านน้ำมันดิบ แม้ว่าฟิวเจอร์สน้ำมันดิบ (CL) เกิดสัญญาณซื้อมา 37 วันแล้ว แต่กองทุนรวมอีทีเอฟ DBO เพิ่งเกิดสัญญาณซื้อเนื่องจากเกิดสัญญาณหลอกมากครั้งกว่า CL โดน DBO นี้เกิดสัญญาณซื้อได้ 14 วันแล้วก็เกิดสัญญาณขายอีก 10 วัน แล้วจึงมาเกิดเป็นสัญญาณซื้อในครั้งนี้อีก

กองทุนรวมอีทีเอฟ DBO นี้ก็คือ Deutsch Bank Oil Fund ซึ่งเป็นกองทุนแม่ (master fund) ของกองทุนรวมน้ำมันดิบในไทยหลายกองทุนนั่นเอง

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย


ฟิวเจอร์ส ออปชัน การเก็งกำไรและการบริหารความเสี่ยง

เมื่อวันก่อนมีผู้ถามลุงแมวน้ำเกี่ยวกับฟิวเจอร์สว่าเราสามารถใช้ฟิวเจอร์สในการป้องกันความเสี่ยงหรือว่าบริหารความเสี่ยงได้อย่างไร เนื่องจากเท่าที่เห็นมีแต่การเก็งกำไรกัน ลุงแมวน้ำคิดว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ดีมากทีเดียว เพราะหลายๆคนที่เทรดฟิวเจอส์ ไม่ว่าจะเป็นฟิวเจอร์สของ SET50 (S50), ฟิวเจอร์สยางพารา (RSS3), ฟิวเจอร์สทองคำ (GF) บางทีอาจยังไม่ทราบว่าการเทรดที่ตนเองกำลังทำอยู่นั้นมีกลไกอย่างไรบ้างหรือว่าก่อให้เกิดผลอย่างไรบ้าง นอกจากกำไรและขาดทุนของพอร์ตตนเอง

ช่วงก่อนลุงแมวน้ำกำลังวุ่นวายกับการปรับปรุงเว็บบล็อกอยู่จึงขอติดเอาไว้ก่อน ตั้งใจว่าเมื่อปรับเนื้อหาของเว็บบล็อกใหม่แล้วก็จะนำมาตอบ แต่จนแล้วจนรอดก็ปรับปรุงไม่เสร็จเสียที จะทิ้งคำถามเอาไว้นานก็เกรงใจ ดังนั้นจึงขอนำมาตอบในวันนี้ ลุงแมวน้ำขอเล่าเป็นเรื่องขำๆก็แล้วกัน จะได้รู้สึกสบายๆ ไม่ค่อยเคร่งเครียด

สมมติว่าลุงแมวน้ำทำการเกษตรเพื่อหารายได้เสริม ตอนนี้ลุงแมวน้ำมีต้นยางพาราอยู่ต้นหนึ่ง ปลูกอยู่หลังคณะละครสัตว์ที่ลุงแมวน้ำทำงานอยู่ ยางพาราต้นนี้ลุงแมวน้ำปลูกเอาไว้เกือบ 8 ปีมาแล้ว ราวเดือนมีนาคม 2554 ก็น่าจะสามารถกรีดยางได้

ตอนนี้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในท้องตลาดประมาณกิโลกรัมละ 120 บาท (ติดตัวเลขกลมๆจะได้ง่าย) ลุงแมวน้ำก็คิดเอาว่าต้นยางพาราที่ปลูกเอาไว้นี้ผลผลิตรุ่นแรกน่าจะกรีดเอาน้ำยางและทำเป็นยางแผ่นรวมควันได้ประมาณสักหนึ่งกิโลกรัม คิดสระตะตามราคาตลาดในปัจจุบันแล้วการกรีดยางรุ่นแรกนี้ลุงแมวน้ำน่าจะมีรายได้ราว 120 บาท

แต่ลุงแมวน้ำยังไม่ค่อยพอใจกับราคานัก เพราะลองคิดดู ไหนจะรดน้ำ ไหนจะพรวนดิน ไหนจะใส่ปุ๋ย ดูแลอยู่เกือบ 8 ปี สองครีบเของลุงแวมน้ำวลาจับจอบพรวนดินนี่มันลำบากน่าดู ลุงแมวน้ำคิดว่าในตอนเดือนมีนาคม 2554 เดือนที่ลุงแมวน้ำสามารถกรีดยางได้ หากได้ราคากิโลกรัมละ 130 บาทลุงมวน้ำจะพอใจมาก อีกทั้งคิดว่าราคาในตอนนั้นก็น่าจะได้ถึง 130 บาทด้วยเพราะว่าช่วงที่ผ่านมานี้ยางพาราราคาดี ขึ้นเอาๆ

ทีนี้ปัญหาก็คือลุงแมวน้ำกลัวความไม่แน่นอนของชีวิต ที่กะเก็งเอาไว้ว่าราคาน่าจะได้สัก 130 บาท จะได้เอาไว้ซื้อขนมกินให้อร่อย เมื่อถึงเวลาจริงๆก็อาจจะไม่ได้ราคานี้ก็ได้ หากลุงแมวน้ำจึงต้องการลดความเสี่ยงและเพิ่มความแน่นอนให้แก่ตนเอง ถ้าเช่นนั้นจะมีทางใดที่จะสร้างหลักประกันได้ว่าเมื่อถึงเวลาแล้วจะขายยางพารากิโลกรัมละได้ 130 บาทอย่างแน่นอน คำตอบก็คือต้องหาคนอื่นมาช่วยรับความเสี่ยงให้แก่ลุงแมวน้ำนั่นเอง

&&&&&&

ที่บริษัทประกันภัย

“อุ๊ย ที่นี่บริษัทประกันภัยนะคะ เป็นแมวน้ำเข้ามาเพ่นพ่านในนี้ได้ยังไง” เสียงพนักงานต้อนรับสาวร้องขึ้นเมื่อลุงแมวน้ำเดินเข้าไปในสำนักงาน

“ลุงต้องการทำประกันจ้ะหนู ไม่ได้มาเดินเพ่นพ่าน” ลุงแมวน้ำบอกสาวน้อย

“จะทำประกันอะไรหรือคะ” พนักงานสาวถามด้วยความสงสัย

“คือลุงอยากทำประกันผลผลิตยางพาราของลุงน่ะ ลุงอยากขายให้ได้ราคากิโลกรัมละ 130 บาท แต่กลัวว่ามันจะได้ไม่ถึง จึงอยากมาทำประกันเอาไว้ ที่นี่เป็นบริษัทประกันภัยนี่ น่าจะรับประกันให้ลุงได้” ลุงแมวน้ำอธิบายความต้องการ

พนักงานสาวเมื่อได้ฟังก็หัวเราะขำกลิ้ง

“คุณลุงแมวน้ำขา ที่นี่รับประกันภัยค่ะ ไม่ได้รับประกันราคายางพาราหรอก เรารับประกันเฉพาะประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันอัคคีภัย ประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่มีการศึกษาและมีสถิติความเสี่ยงเอาไว้แล้ว ประกันยางพาราอะไรนั่นเรายังไม่เคยทำ ให้บริการคุณลุงไม่ได้หรอกค่ะ เรื่องพวกนี้มันปลีกย่อยมากเลยนะคะ หากมีการทำประกันยางพารา อีกหน่อยก็คงมีคนมาประกันมังคุด แตงโม ลำไย คงให้บริการกันไม่ไหวหรอกค่ะ ปวดหัวตายกันพอดี”

“อ้าว ยังงั้นหรอกเหรอ” ลุงแมวน้ำผิดหวัง

“ที่นี่ช่วยคุณลุงไม่ได้หรอกค่ะ แต่ว่าไหนๆคุณลุงมาแล้วช่วยเลี้ยงลูกบอลบนปลายจมูกให้ดูหน่อยได้ไหม หนูไม่ได้ดูละครสัตว์มานานแล้ว” สาวน้อยร้อยชั่งอ้อน

สรุปแล้วลุงแมวน้ำก็ทำประกันราคายางพาราไม่สำเร็จ แถมยังต้องเลี้ยงลูกบอลบนปลายจมูกให้พนักงานสาวดูเสียอีก ถ้าเช่นนั้นลุงแมวน้ำควรทำอย่างไรดี?

(โปรดอ่านต่อในวันถัดไป)


01/11/2010

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 1,003.24 จุด เพิ่มขึ้น 18.78 จุด ในที่สุดดัชนี SET ก็สามารถผ่านด่าน 1,000 จุดมาได้

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 29 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ข้าวไทย (WBR5) เกิดสัญญาณซื้อ

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย


Monday, November 1, 2010

29/10/2010

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 984.46 เพิ่มขึ้น 2.77 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 29 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส Set50 futures (S50) เกิดสัญญาณขาย แต่ดัชนี SET50 และ SET ยังไม่เกิดสัญญาณขาย หลังจากที่ลุงแมวน้ำตกรถขบวน S50 มานานหลายเดือนเนื่องจากสัญญาณซื้อครั้งก่อนลากยาวนานนับเดือน ครั้งนี้เมื่อเกิดสัญญาณขายลุงแมวน้ำประเมินว่ามีโอกาสที่แนวโน้มจักลับทิศจากขาขึ้นเป็นขาลง ดังนั้นจึงเปิดสัญญาขายหรือว่าชอร์ต (open short position) S50 ไป

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ลองมาดูกันว่า S50 ที่ลุงแมวน้ำชอร์ตไปนั้นเกิดสัญญาณกลับทิศหรือว่า trend reversal signal ไปแล้วกี่ประการ




  1. เกิด bearish convergence ระหว่างดัชนีกับ RSI - เกิดแล้ว
  2. ดัชนีตัดทะลุกรอบ standard error channel - ยังไม่ตัด
  3. หลุดจาก trendline - ยังไม่หลุด
  4. ได้ระดับ fibonacci - ได้ระดับ fibonacci 100%
  5. การนับคลื่นย่อย - ยังนับได้ไม่ชัด แต่ยังไม่น่าจบคลื่น 5 (สีน้ำตาล)
  6. สัญญาณแท่งเทียน - ยังไม่เกิด

จะเห็นว่าแม้จะเกิดสัญญาณขายแล้วก็ตาม แต่สัญญาณทางเทคนิคยังสนับสนุนไม่หนักแน่นว่าแนวโน้มกลับทิศแล้ว ที่เห็นได้ชัดตอนนี้มีเพียง bearish convergence เพียงประการเดียว ดังนั้นหากประเมินในตอนนี้โอกาสที่สัญญาณขายครั้งนี้เป็นสัญญาณหลอกมีอยู่สูงทีเดียว ต้องรอดูไปอีกสามสี่วันว่าจะมีสัญญาณกลับทิศแนวโน้มอื่นๆตามมาอีกหรือไม่

มาตรการอัดฉีดเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาด้วยการพิมพ์เงินเพิ่มหรือที่เรียกให้ฟังหรูว่า QE2 นั้นจะมีความชัดเจนในอีกวันสองวันนี้ หลังจากนั้นทิศทางหุ้นทั่วโลกคงชัดเจนขึ้น และลุงแมวน้ำจะลองประเมินสถานการณ์หุ้นดูเพื่อเป็นแนวทางในการวางกลยุทธ์สำหรับช่วงต่อไป

Friday, October 29, 2010

28/10/2010 DX, Currencies

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 987.23 เพิ่มขึ้น 3.27 จุด ดัชนีเป็นบวกแต่ต่างชาติขาย

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้มีสัญญาณขาย SCC, TOP ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 29 ตัว หุ้นบลูชิปถูกทยอยขายออกมาแล้ว

กลุ่มฟิวเจอร์ส ข้าวสาลี (W) เกิดสัญญาณซื้อ

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ดัชนีดอลลาร์ สรอ (DX) หลังจากร่วงลงมาที่ระดับ fibonacci 78.6% แล้วมีเด้งกลับไปบ้าง แต่คงยังบอกอะไรไม่ได้ ต้องรอดูสัญญาณกลับทิศให้ชัดเจนอีกสักระยะหนึ่ง



ด้านค่าเงินในสกุลต่างๆในระยะสั้นๆที่ผ่านมาต่างทรงตัว อาจเป็นเพราะทั่วโลกรอดูความชัดเจนเรื่องมาตรการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองของสหรัฐอเมริกา (QE2) ในวันที่ 2-3 พ.ย. นี้ก็เป็นได้



ราคาทองคำกับดอลลาร์ช่วงนี้ไม่ค่อยผกผัน (หมายถึงแปรผันแบบสวนทางกัน อย่างหนึ่งขึ้น อีกอย่างหนึ่งจะลง) ทั้งนี้สังเกตได้จากการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เคลื่อนที่ (moving correlation coefficient) โดยลุงแมวน้ำนำราคาทองคำ (GC) กับดัชนีดอลลาร์ สรอ (DX) มาหาสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ในช่วง 15 วันล่าสุด เมื่อทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆทุกวันก็จะได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสััมพันธ์เคลื่อนที่ ค่าแบบเคลื่อนที่นี้ใช้ติดตามความเปลี่ยนแปลงของระดับความสัมพันธ์ในระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่คุ้นเคยกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving average) คงเข้าใจหลักการของสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เคลื่อนที่ได้ ลองมาดูกัน



ในวันที่ 1/10/2010 สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) ของทองคำกับดัชนีดอลลาร์ สรอ มีค่าถึง -0.938 นั่นหมายความว่ามีความสัมพันธ์แบบสวนทางกันอย่างชัดแจ้ง อย่างหนึ่งขึ้น อีกอย่างหนึ่งต้องลง

ลองมาดูในวันที่ 28/10/2010 ระดับความสัมพันธ์เหลือเพียง -0.567 นั่นคือไม่ค่อยสวนทางกันเท่าไรนัก DX ขึ้นนิดหน่อย ทองคำอาจลงแรง หรือ DX ขึ้นแรงแต่ทองคำอาจลงไม่มาก เป็นต้น ระดับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆลดระดับลงมาส่อนัยอันหมายถึงว่าแต่ละตัวมีการเก็งกำไรที่ค่อนข้างอิสระจากกันมากขึ้น ไม่ค่อยอิงกันมากเหมือนเดิม


Thursday, October 28, 2010

27/10/2010 * RSS, GC

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 983.96 ลดลง 12.08 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้มีสัญญาณขาย BBL, KBANK, LH ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 31 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ ดัชนีฟุตซี (FTSE 100) ของอังกฤษวันนี้มีสัญญาณขาย

ยางพาราหรือยางแผ่นรมควัน (RSS3) น่าจะอยู่ในคลื่น 5 (สีน้ำตาล) และคลื่น 5 นี้น่าจะยังไม่จบเนื่องจากยังอยู่ในคลื่นย่อย 3 น่าจะไปต่อได้



ทองคำ (GC) อาจจะอยู่ในคลื่นใหญ่และคลื่นย่อยลูกที่ 5 อันเป็นขาขึ้นลูกสุดท้าย และเป็นไปได้ว่าคลื่น 5 ทั้งสีม่วง สีน้ำตาล และสีน้ำเงินจะจบลงที่ราคาแถวๅนี้





ลองมาดูกันว่าสัญญาณกลับทิศของแนวโน้มในทองคำขณะนี้มีสัญญาณอะไรแล้วบ้าง

  1. เกิดคอนเวอร์เจนซ์ฺ (convergence) ของราคากับ rsi
  2. เกิดแทางเทียนดำใหญ่
  3. ราคาหลุดจากกรอบ SEC
  4. มีความสอดคล้องของค่า fibonacci

สัญญาณกลับทิศของทองมาแล้ว 4 ประการแต่สัญญาณขายยังไม่เกิดก็รอต่อไปก่อน ยังไม่ต้องทำอะไร


Wednesday, October 27, 2010

26/10/2010

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 996.04 เพิ่มขึ้น 3.80 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 38 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ด้านดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ช่วงนี้ไม่มีอะไรหวือหวา ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ คงได้แต่รอดูไปก่อน

Tuesday, October 26, 2010

22/10/2010, 25/10/2010 * Agriculture Commodities สินค้าเกษตร C, W, S, KF

22/10/2010

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 992.24 เพิ่มขึ้น 3.44 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 วันนี้มีสัญญาณขาย BH, CPN ขณะนี้ถือหุ้นอยู่รวมทั้งหมด 34 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส ช่วงนี้สินค้าเกษตรที่สำคัญหลายตัวขึ้นแรงขึ้นแรง เราลองมาดูกราฟราคาและสาเหตุกัน

น้ำตาล (SB) ผลผลิตจากประเทศผู้ผลิตสำคัญคืออินเดียและบราซิลตกต่ำเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทำให้เกิดอุทกภัยในอินเดียและบราซิล ทำให้ผลผลิตส่งออกสู่ตลาดโลกลดต่ำลง



ข้าวสาลี (W) ข้าวโพด (C) ถั่วเหลือง (S) ผลจากภัยแล้งและไฟป่าในรัสเซียสร้างความเสียหายแก่พื้นที่เพาะปลูกในรัสเซีย จนทำให้รัสเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ของโลกรวมทั้งธัญพืชอื่นต้องงดส่งออก ขณะเดียวกันผลผลิตในสหรัฐอเมริกาก็ลดต่ำลงเนื่องจากผลของภูมิอากาศ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรพวกกินเมล็ด (grain commodity) ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่วเหลือง มีราคาพุ่งสูงขึ้นทั้งกลุ่ม แต่สังเกตว่าข้าวสาลีขึ้นแรงเกิดเป็นช่องว่าง (gap) จากนั้นไหลลง และยังไม่ถึงกับทำให้เกิดสัญญาณซื้อ ทิศทางราคาข้าวสาลีคงต้องติดตามไปอีกสักระยะหนึ่ง









กาแฟ (KC) สืบเนื่องจากฝนตกชุกในเขตอเมริกากลางและอเมริกาใต้ทำให้ผลผลิตกาแฟเสียหาย การส่งออกกาแฟลดน้อยลง



ฝ้าย ผลผลิตฝ้ายในจีนเสียหายเนื่องจากอุณภูมิลดต่ำผิดปกติและเกิดเกล็ดน้ำแข็ง จีนซึ่งเป็นทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภคฝ้ายรายใหญ่ของโลกจึงต้องนำเข้าฝ้ายมากขึ้น ส่วนปากีสถานซึ่งเป็นผู้นำเข้าฝ้ายรายใหญ่ก็มีการนำเข้าฝ้ายมากขึ้นเช่นกัน ด้านอินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกฝ้ายรายใหญ่ก็เกิดอุทกภัยผลผลิตเสียหาย อุปสงค์ที่สูงขึ้นและอุปทานที่ลดลงทำให้ฝ้ายในตลาดโลกขาดแคลน






25/10/2010

วันนี้ตลาดไทยหยุด เปิดแต่ตลาดต่างประเทศ