Wednesday, March 31, 2010

31/03/2010

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 7887.98 จุด ลดลง 0.82 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิเป็นวันที่ 28

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้มีสัญญาณขาย LH ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 44 ตัว

สำหรับกลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้มีสัญญาณขาย LH และมีสัญญาณซื้อน้ำมันดิบ จึงเปิดสัญญาซื้อ CL ไป

สำหรับกลุ่มดัชนีตลาดต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

SET ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ บางคนเริ่มหวั่นไหวแล้วว่าจะเป็นอย่างไรต่อ ใครที่ถือหุ้นหรือฟิวเจอร์สด้านซื้ออยู่และยังไม่มีสัญญาณขายลุงแมวน้ำว่าใจเย็นๆ อย่าไปกังวลมาก ส่วนใครที่จะซื้อเพิ่มหรือคิดเข้าตอนนี้ลุงแมวน้ำว่าเสี่ยงมากแล้วเนื่องจากคลื่นนี้อาจเป็นคลื่นขาขึ้นลูกสุดท้ายก็ได้ หลังจากนั้นจะเป็นคลื่นขาลง A-B-C จิตวิทยาของผู้ที่ไม่ใช้ระบบเทรดใดๆ และเพิ่งเข้าตลาดตอนปลายไม้หรือตอนตลาดใกล้วายเช่นนี้ หากซื้อแถวนี้แล้วเกิดดัชนีร่วงแรง รายย่อยมักทำใจไม่ได้และกอดหุ้นเอาไว้ หวังให้มีรีบาวด์ ทำให้เสียหายหนัก ดังนั้นควรระวัง

Tuesday, March 30, 2010

30/03/2010

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 788.80 จุด เพิ่มขึ้น 17.40 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิเป็นวันที่ 27

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้มีสัญญาณซื้อ EGCO ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 45 ตัว

สำหรับกลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

กลุ่มดัชนีต่างประเทศ ดัชนีโบเวสปา (Bovespa) ของบราซิลเกิดสัญญาณซื้อ

29/03/2010 * SB

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 771.40 จุด ลดลง 7.46 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิเป็นวันที่ 26

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้มีสัญญาณขาย PSL ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 44 ตัว

สำหรับกลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้มีสัญญาณซื้อโกโก้ (CC) สินค้าเกษตรทยอยกันเกิดสัญญาณซื้อ รอดูกันว่าเมื่อไรข้าวสาลี (W) และน้ำตาล (SB) จะเกิดสัญญาณซื้อบ้าง ส่วนยางพารา (RSS) ทำจุดสู
งสุดใหม่ที่ 108 บาท ทำลายจุดสูงสุดเดิมที่ 107.5 บาทไปได้หลังจากที่ทดสอบด่านนี้อยู่หลายครั้ง

กลุ่มดัชนีต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

วันนี้มาดูกราฟราคาน้ำตาล (SB) กัน

จากกราฟรายสัปดาห์ ขณะนี้ราคาน้ำตาลลงมาอยู่ที่ระดับ fibonacci 61.8% และเกิด bullish divergence ขึ้น (ในภาพไม่เห็น ต้องดูในระดับกราฟรายวัน) เป็นไปได้ว่าอาจมีการกลับทิศของแนวโน้มเข้าสู่คลื่น 5 (สีน้ำตาล) แถวๆนี้ ต้องคอยติดตามดูสัญญาณอื่นๆที่จะมีมาต่อไป เมื่อใดที่เข้าสู่คลื่น 5 ราคาน่าจะไปได้ไกลเนื่องจากคลื่น 3 มาคลื่น 4 ลงมาลึกมาก



Monday, March 29, 2010

26/03/2010 * SET, S50, DJI

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 778.86 จุด ลดลง 5.52 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิเป็นวันที่ 25

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้มีสัญญาณซื้อ ADVANC และมีสัญญาณขาย PS ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 45 ตัวเท่าเดิม

สำหรับกลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้มีสัญญาณขายน้ำมันดิบ (CL) แม้ลุงแมวน้ำจะเห็นว่าวัญญาณขายครั้งนี้น่าจะเป็น false signal แต่ก็ยังปิดสัญญาไป รักษากฎลดความเสี่ยงเอาไว้ดีกว่า

กลุ่มดัชนีต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยขึ้นต่อเนื่องมาหลายวันแล้ว โดยเฉพาะต่างชาติมียอดสุทธิเป็นบวกทุกวันมาตลอดยี่สิบกว่าวัน ซื้อทั้งในวันที่ดัชนีเขียวและในวันที่ดัชนีแดง ใครว่าตลาดหุ้นไทยไม่น่าลงทุนเพราะว่าการเมืองไม่นิ่ง ลุงแมวน้ำผ่านการขึ้นลงของดัชนี SET มานานหลายปี เห็นการว่าเงินทุนของต่างชาตินั้นไม่เคยตั้งแง่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการถาวร เมื่อไรที่มีช่องทางทำกำไรได้เงินทุนก็จะไหลเข้ามา ดังนั้นลุงแมวน้ำจึงไม่แปลกใจว่าทำไมรอบนี้ต่างชาติจึงซื้อต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายวันทั้งๆที่เรามองว่าการเมืองของไทยไม่ค่อยนิ่งเท่าไร คำตอบก็คือผลประโยชน์นั่นเอง เมื่อฝรั่งมีช่องทางเก็งกำไรก็จะเข้ามา และต่อไปเมื่อรายย่อยอดใจไม่ไหว ในที่สุดก็จะกลับเป็นรายย่อยซื้อสุทธิแทน ตลาดหุ้นไทยก็เป็นเช่นนี้เอง

พูดเรื่องทุนฝรั่งทุนไทยแล้วก็ยากที่จะเดาใจใคร มาดูทางเทคนิคดีกว่า เพราะแนวคิดของสำนักฝ่ายเทคนิคเชื่อว่าราคาคือผลรวมของปัจจัยทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ต้องไปคิดมาก ดูราคาปิดเอาก็จะรู้ ถ้าขึ้นก็ขึ้นต่อ ถ้าลงก็ลงต่อ คำพูดแบบกำปั้นทุบดินนี้ใช้ได้เสมอและถูกต้องเกือบทุกครั้งด้วยด้วย จะผิดก็เพียงครั้งที่ตลาดกลับแนวโน้มเท่านั้น

ในทางเทคนิค SET จะไปไกลได้เพียงใด หากพิจารณาด้านความสอดคล้องของ fibonacci จะพบว่าเป็นดังนี้



หากคลื่นใหญ่ลูกนี้เป็นคลื่น B จริง SET น่าจะไปใกลที่สุดได้แค่ 800-810 จุดโดยประมาณ ซึ่งก็ใกล้จะถึงเต็มทีแล้ว และถ้าหาก SET ไปได้เกินกว่า 915 จุด นั่นก็แสดงว่าคลื่นใหญ่ลูกนี้ไม่ใช่คลื่น B ต้องมานับคลื่นใหญ่และคลื่นย่อยกันใหม่ทั้งหมด

หากพิจารณาจากฟิวเจอร์สของ SET50 (S50) ลองมาดูกันว่า S50 จะไปได้ไกลเพียงใด



คำตอบก็คือ หากเป็นคลื่นใหญ่ B จริง S50 ก็น่าจะไปได้ถึง 600 จุด ซึ่งยังไกลจากปัจจุบันอยู่หลายสิบจุด

ปัญหาที่ตามมาก็คือ ในเมื่อ SET เหมือนกับใกล้จะถึงระดับ fibonacci 78.6% แล้วแต่ว่า S50 ยังอยู่อีกไกล ถ้าเ่ช่นนั้นค่าเป้าหมายของ Set และ S50 ค่าไหนจะใกล้เคียงความจริงมากกว่ากัน

คำตอบก็คือคงไม่มีใครทราบ แต่ว่าถ้าเราลองเอาดัชนีหลักๆของโลกมาพิจารณาเพิ่มเติมอาจพอช่วยตีกรอบเป้าหมายให้แคบลงได้บ้าง ลองมาดูดัชนีดาวโจนส์ (DJI, DJIA)



ในกรณีที่ว่าถ้าปัจจุบันเป็นคลื่นใหญ่ B ระดับ fibonacci 78.6% ของดัชนีดาวโจนส์น่าจะอยู่ที่ประมาณ 12,500 จุด ซึ่งยังเหลือระยะทางอีกพอสมควร

ดังนั้นลุงแมวน้ำจึงมองว่า S50 ที่ 600 จุดน่าจะพอใช้เป็นเป้าหมายได้ดีกว่า ซึ่งนั่นหมายความว่าดัชนี SET น่าจะไปได้ไกลเกิน 800 จุดเล็กน้อย


Thursday, March 25, 2010

25/03/2010

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 784.38 จุด ลดลง 2.16 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิเป็นวันที่ 24

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้มีสัญญาณขาย MCOT ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 45 ตัว

สำหรับกลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้มีสัญญาณซื้อยางพารา ทั้งของตลาดไทย (RSS) และยางพาราตลาดโตคอม จึงเปิดสัญญาซื้อ ส่วนกลุ่มฟิวเจอร์สสินค้าเกษตรในตลาดสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น C, W, S, SB แม้ว่าบางตัวจะเกิดสัญญาณซื้อแล้วแต่ราคายังไม่ฟื้นตัวกลับลงต่อ ดังนั้นคงต้องติดตามดูไปอีกระยะหนึ่ง

กลุ่มดัชนีต่างประเทศ วันนี้ดัชนีโบเวสปาของบราซิลเกิดสัญญาณขาย


24/03/2010

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 786.54 จุด เพิ่มขึ้น 4.06 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิเป็นวันที่ 23

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้มีสัญญาณซื้อ HANA ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 46 ตัว

สำหรับกลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ในกลุ่มดัชนีต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

Wednesday, March 24, 2010

23/03/2010

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 782.48 จุด เพิ่มขึ้น 10.23 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 45 ตัว

สำหรับกลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ในกลุ่มดัชนีต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

หุ้นขึ้นต่อเนื่องมาหลายวัน ต่างชาติซื้อสุทธิมาประมาณ 22 วันแล้ว แต่หุ้นไทยสองวันมานี้แกว่งค่อนข้างแรงอันเป็นไปตามกระแสข่าว พอมีข่าวจริงจรวดเอ็ม 79 หุ้นก็ไหลลง อีกไม่นานก็ดีดกลับขึ้นมา แล้วก็ไหลลงตามข่าวโน้นข่าวนี้ต่อไปอีก ลองดูภาพดัชนี SET ที่แกว่งในระหว่างวันนี้



ดูแล้วเหมือนเล่นรถไฟเหาะ ถ้าใครเฝ้าหน้าจอคงเครียดหนัก แต่สำหรับลุงแมวน้ำแล้วไม่ได้ดูดัชนี เพียงแค่ถามมาร์เกตติ้งตอนราวๆ 16 น. เมื่อรู้ว่าราคาถึงอย่างไรก็ไม่ถึงจุดขายแน่ๆลุงแมวน้ำก็เลิกตามดัชนีแล้วสำหรับวันนี้ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า ไม่เครียดด้วย นี่คือผลดีที่ได้จากการเทรดอย่างเป็นระบบ ลุงแมวน้ำไม่ได้หวังขายได้ที่ราคายอดคลื่น รวมทั้งไม่ได้หวังซื้อของถูกได้ในราคาท้องคลื่น เพราะการเทรดในระบบตามแนวโน้มจะไม่มีวันทำได้เช่นนั้น รวมทั้งจะไม่มีทางทำกำไรได้แบบสุดๆ จะได้กำไรก็แต่พอประมาณเท่านั้น เมื่อเข้าใจตรรกของมันแล้วก็ทำให้ลุงแมวน้ำใจเย็นๆรอซื้อขายตามสัญญาณได้โดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอด้วยจิตใจที่จดจ่อและเคร่งเครียดตลอดวัน

ลองเหลือบไปดูพอร์ตจำลองกันดูหน่อยก็ได้ ตอนนี้กำไรจาก S50 ก็ 353% แล้ว หากคิดเฉพาะจากการเปิดสัญญาซื้อในรอบนี้ที่เพิ่งเปิดสัญญาซื้อไปเมื่อสิบกว่าวันก่อน ลุงแมวน้ำก็ได้กำไรไปประมาณ 40 จุดของดัชนีแล้ว เพราะลองเอาไว้ที่ดัชนี 493 โดยประมาณ ไหนจะกำไรจากยางพารา (RSS) ได้ 656% น้ำตาลทราย (SB) และดัชนีดอลลาร์ สรอ (DX) ได้ 748% อีก ซึ่งเหล่านี้เป็นการเทรดตามแนวโน้มโดยดูราคาแค่วันละครั้งเท่านั้น จะมีขาดทุนก็คือน้ำมันดิบซึ่งขาดทุนเพียงตัวเดียว แต่ในภาพรวมของพอร์ตก็ยังมีกำไรอยู่ แค่นี้ก็อยู่ได้สบายๆแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเฝ้าจอให้เสียสุขภาพจิต

และที่สำคัญในขณะนี้ก็คือ อย่าเพิ่มเงินเข้าไปเทรด การเพิ่มพอร์ตในเวลานี้ถือเป็นเรื่องอันตราย หากพลาดพลั้งกำไรเดิมที่ท่านได้มาจะถูกการขาดทุนจากยอดหลังๆฉุดจนอาจไม่เหลือกำไรเลยในที่สุดก็ได้ ควรพอใจกับขนาดพอร์ตที่มีอยู่ในขณะนี้


Tuesday, March 23, 2010

22/03/2010 * GC, CL, DX, gold-oil-dollar ratio

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 772.25 จุด ลดลง 2.34 จุด หุ้นขึ้นต่อเนื่องมาหลายวัน วันนี้เช้าและบ่ายหุ้นก็ขึ้นอยู่ดีๆ ตอนท้ายตลาดก็ถูกกระน่ำขายลงมาจนกลายเป็นดัชนีติดลบ ต่างชาติซื้อสุทธิมาประมาณ 21 วันแล้ว

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 45 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ดัชนีต่างประเทศ วันนี้ดัชนีหั่งเส็งของฮ่องกง (HSK) เกิดสัญญาณขาย และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต (Shanghai composite index, SSECI) ของจีนเกิดสัญญาณซื้อ ปกติดัชนีหั่งเส็งมักจะตามตลาดดาวโจนส์ของสหรัฐอเมริกา แต่มาวันนี้ดัชนีลงแรงจนเกิดสัญญาณขาย ยังไม่ทราบว่าปัจจัยภายในอะไรที่ทำให้ดัชนีหั่งเส็งร่วง แต่ถึงไม่ทราบก็ไม่เป็นไรเพราะว่าการตัดสินใจซื้อขายของโปรแกรมอยู่ที่การติดตามแนวโน้มของราคาปิดหรือดัชนี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข่าว

วันนี้เราจะมาดูกราฟราคาทองคำ น้ำมันดิบ และเงินดอลลาร์กัน

ก่อนอื่นเรามาดูที่เงินดอลลาร์กันก่อน ซึ่งเราพิจารณาจากกราฟของฟิวเจอร์สดัชนีดอลลาร์ สรอ (DX)



ขณะนี้ US dollar index อยู่ในคลื่นอะไร เมื่อพิจารณาจากกราฟ คลื่น 1 กับ 2 น่าจะผ่านไปแล้ว ปัญหาก็คือคลื่น 3 (สีน้ำตาล) จบไปแล้วหรือยัง ยอดคลื่นที่ผ่านมาเป็นยอดของคลื่น 3 (สีน้ำตาล) หรือไม่ ถ้าตอบว่าใช่ แปลว่าขณะนี้เราอยู่ในคลื่น 4 หรือ 5 (สีน้ำตาล) แต่ถ้าตอบว่าไม่ใช่ ก็แปลว่าขณะนี้เรายังอยู่ในคลื่น 3 (สีน้ำตาล) อยู่ และยอดคลื่นที่ผ่านมาเป็นยอดของคลื่นย่อย 1 (สีม่วง) ของคลื่น 3 อีกทีหนึ่ง ดังภาพบน

การนับแบบใดจะถูกต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ไม่ว่าจะนับคลื่นเป็นแบบแรกหรือแบบหลังก็เป็นคลื่นขาขึ้นทั้งนั้น ดังนั้นในช่วงเวลาต่อไปค่าดัชนีดอลลาร์ สรอ จึงน่าจะขึ้นต่อ

มาดูทางด้านทองคำ จากกราฟ



เดิมทีที่เราประเมินกันว่าเราน่าจะจบคลื่น 4 (สีน้ำตาล) และกำลังอยู่ในคลื่น 5 แต่เมื่อพิจารณาจากคลื่นย่อยที่ปรากฏในช่วงหลัง ลุงแมวน้ำชักไม่มั่นใจ สรุปว่าตอนนี้ยังนับคลื่นไม่ถูก ต้องพึ่งสัญญาณซื้อขายอย่างเดียวไปก่อน อย่างไรก็ดี คงต้องเผื่อใจเอาไว้ด้วยว่ายังไม่จบคลื่น 4 ช่วงคลื่น 4 ต่อเนื่องคลื่น 5 นี้เกิด false signal มาหลายครั้งแล้ว ผู้ที่เทรดฟิวเจอร์สทองอยู่คงคืนกำไรไปโข หากมีกำไรเก่าเก็บก็ดีไป หากเพิ่งเริ่มเข้ามาเทรดคงเจ็บตัว

ทางด้านน้ำมันดิบ (CL) ขณะนี้น่าจะอยู่ในคลื่น 3 (สีน้ำตาล) ดังภาพ



แม้ว่าคลื่น 3 นี้จะดูหน้าตาประหลาด แต่ว่าเมื่อตีกรอบ SEC (standard error channel) เข้าไปแล้วจะพบว่าราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวอยู่ในกรอบ SEC ตราบใดที่ยังไม่หลุดกรอบล่างก็คงยังมองว่าเป็น uptrend ของคลื่น 3 อยู่ แต่ถ้าให้นับคลื่นย่อยลุงแมวน้ำก็ยังนับไม่ถูก คงต้องรอดูไปก่อน

มาดูอัตราส่วนของน้ำมันดิบกับเงินดอลลาร์ (oil-dollar ratio) ขณะนี้อยู่ที่ 1.01 (อัตราส่วนสูงสุดเคยไปถึง 2.01) ในขณะที่อัตราส่วนของทองคำกับเงินดอลลาร์ (gold-dollar ratio) ขณะนี้อยู่ที่ 13.59 (อัตราส่วนสูงสุดเคยไปถึง 16.24) ซึ่งหมายความว่าถ้าดัชนีดอลลาร์ สรอ ขึ้นต่อไป ราคาน้ำมันดิบน่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าราคาทองคำ

Monday, March 22, 2010

19/03/2010 * DJI, FTSE, DAX, BVSP, SSECI, NIX, BSESN, AORD, Currencies

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 774.59 จุด เพิ่มขึ้น 15.57 จุด หุ้นขึ้นต่อเนื่องมาหลายวัน ต่างชาติซื้อสุทธิมาประมาณ 20 วันแล้ว

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้มีสัญญาณซื้อ BCP ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 45 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ดัชนีดอลลาร์ สรอ กลับมาเกิดสัญญาณซื้ออีกครั้งหลังจากที่เกิดสัญญาณขายเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งลุงแมวน้ำประเมินว่าสัญญาณขายครั้งก่อนน่าจะเป็น false signal ครั้งนี้จึงเปิดสัญญาซื้อไป

ดัชนีต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย ประเทศที่อยู่ในรายงานเป็นสัญญาณซื้อทั้งหมดโดยเกิดสัญญาณซื้อมาสิบกว่าวันแล้ว ยกเว้นเพียงดัชนีของจีนเพียงประเทศเดียวที่เป็นสัญญาณขาย

ดัชนี SET ของไทยขึ้นเอาๆ นักวิเคราะห์บอกว่าต่างชาติคลายกังวลเรื่องการเมือง แต่ลุงแมวน้ำมองว่าต่างชาติชินเสียแล้วและดูจะไม่ได้กังวลมาตั้งแต่ต้นเสียมากกว่า ดังจะเห็นได้จากดัชนี SET ขึ้นมาตั้งแต่ก่อนมีการชุมนุมประท้วงรัฐบาล ซึ่งการขึ้นในครั้งนี้เป็นไปตามกระแสโลกเพราะดัชนีสำคัญในภูมิภาคต่างๆของโลกก็ขึ้นกันหมด เราลองมาดูกัน

ดัชนี FTSE ของอังกฤษ เป็นสัญญาณซื้ออยู่ ทะลุผ่านจุดสูงสุดเดิมที่ทำเอาไว้เมื่อต้นต้นปี 2010 แล้ว



ดัชนี DAX ของเยอรมนี เป็นสัญญาณซื้ออยู่ และกำลังทดสอบจุดสูงสุดเดิมเมื่อเดือน มกราคม 2010 จะผ่านหรือไม่รอดูอีกไม่กี่วันน่าจะรู้



ดัชนีออลออร์ดิแนรีส์ (All Ordinaries) ของออสเตรเลีย เป็นสัญญาณซื้ออยู่ แต่ยังไม่ผ่านจุดสูงสุดเดิม



ดัชนีโบเวสปา (Bovespa Index หรือ Ibovespa) ของประเทศบราซิลก็เป้นสัญญาณซื้อ แต่ยังไม่ทำลายจุดสุงสุดเดิม



ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต (Shanghai composite index) ของจีน เป็นสัญญาณขาย เป็นตลาดหลักทรัพย์สำคัญเพียงประเทศเดียวที่เป็นสัญญาณขาย ทั้งนี้ เนื่องจากมาตรการการชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนด้วยการเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อดูดซับสภาพคล่อง



ดัชนีนิกเกอิ (Nikkei) ของประเทศญี่ปุ่น เป็นสัญญาณซื้อ และกำลังทดสอบจุดสูงสุดเดิมอยู่ เหลืออีกเพียงร้อยกว่าจุดก็จะผ่านได้แล้ว



ดัชนีเซนเซกซ์ (SENSEX) ของอินเดียก็กำลังจะทดสอบจุดสูงสุดเดิมและไม่กี่กี่วันก็น่าจะรู้ผลว่าจะทำจุดสูงสุดใหม่ได้หรือไม่




ทางด้านดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Index, DJI) ซึ่งเป็นดัชนีที่กำหนดทิศทางของกระแสเศรษฐกิจโลก ก็เป็นสัญญาณซื้อ และผ่านจุดสูงสุดเดิมไปแล้ว


จากการนับคลื่นพบว่า เมื่อ DJI ผ่านจุดสูงสุดเดิมมาได้ ก็น่าจะกำลังอยู่ในคลื่น 5 (สีน้ำตาล) แต่เนื่องจากเรามีสมมติฐานว่าขณะนี้เราอยู่ในคลื่นใหญ่ B (สีน้ำเงิน) ซึ่งหากเป็นคลื่น B จริงจะมีคลื่น 4-5 (สีน้ำตาลไม่ได้) ดังนั้นประเด็นนี้จึงเป็นไปได้สองทางก็คือ

ประการแรก นับคลื่นย่อยผิดไป DJI ยังไม่จบคลื่น B ซึ่งหากเป็นกรณีนี้ดัชนีดาวโจนส์จะไปได้ไม่ไกลเกินกว่า 14,164.5 จุด

ความเป็นไปได้อีกประการหนึ่งคือการนับคลื่นใหญ่ผิด นั่นก็คือ DJI จบคลื่น A-B-C (สีน้ำเงิน) ไปแล้ว และขณะนี้เรากำลังอยู่ในคลื่นขาขึ้น 1-2-3-4-5 หากเป็นในกรณีนี้ดัชนีดาวโจนส์ขาขึ้นในรอบนี้จะไปได้ไกลเกินกว่า 14,164.5 จุด

มาดูด้านค่าเงินกันบ้าง ดังภาพ



ช่วงที่ผ่านมาเงินยูโรอ่อนตัวลงอันเนื่องจากปัญหาหนี้ของกรีซ ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น แต่ล่าสุดเงินยูโรกลับอ่อนตัวอีกทำให้เงินดอลลาร์กลับแข็งค่าขึ้น แต่เมื่อพิจารณาจากกราฟของ US Dollar index เงินดอลลาร์มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นอยู่ ดังนั้นถึงอย่างไรน่าจะกลับมาแข็งค่าต่อไปได้อีก ส่วนเงินบาทนั้นมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นด้วยเช่นกันเมื่อพิจารณาจากกราฟ ส่วนทองคำแนวโน้มยังทรงๆเป็นภาวะไร้ทิศทางอยู่

เอาไว้วันพรุ่งนี้มาดูเรื่องทองคำและน้ำมันกันต่อ


Friday, March 19, 2010

18/03/2010 * รวยด้วยหุ้น (2)

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 759.02 จุด ลดลง 6.52 จุด หุ้นขึ้นต่อเนื่องมาหลายวัน ต่างชาติซื้อสุทธิมา 18 วันแล้ว

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 44 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ถั่วเหลือง (S) เกิดสัญญาณซื้อ จึงเปิดสัญญาซื้อไป นอกจากนี้กาแฟ (KC) ก็เกิดสัญญาณซื้อ การที่สินค้าเกษตรเริ่มเกิดสัญญาณซื้อหลังจากที่เกิดสัญญาณขายมานานแล้วถือว่าเป็นสัญญาณที่น่าจับตา อาจเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าตลาดสินค้าเกษตรจะกลับมาอยู่ในภาวะ uptrend อีกครั้งหนึ่ง

ดัชนีต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

พอร์ตจำลองของลุงแมวน้ำขณะนี้มีกำไรจาก S50 อย่างต่อเนื่องเพราะดัชนี SET ขึ้นแบบม้วนเดียว แต่ต้องไม่ลืมว่าขณะนี้ SET น่าจะอยู่ในคลื่น 5 อย่าเพลิดเพลินกับกำไรจนลืมขายเมื่อเกิดสัญญาณขาย


รวยด้วยหุ้น รวยด้วยทอง รวยด้วยฟิวเจอร์ส ฯลฯ (2)

ผลการเทรดหุ้น 12 ปีในระบบตามแนวโน้ม

เราลองมาดูกันว่าหากลุงแมวน้ำเล่นหุ้นด้วยระบบตามแนวโน้มหรือ trend following system และใช้สัญญาณซื้อขายในระบบ PnT 1.10 เล่นหุ้นมาตั้งแต่ปลายปี 1996 (พ.ศ. 2539) จนถึงกลางปี 2009 (พ.ศ.2552) รวมระยะเวลา 12 ปีกว่านิดหน่อย หรือว่าคิดเป็นวันตามปฏิทิน (หมายถึงนับทั้งวันทำการและวันหยุด) ก็ประมาณ 4,600 กว่าวัน แล้วลุงแมวน้ำมีผลกำไรหรือขาดทุนอย่างไรบ้าง แล้วจะรวยด้วยหุ้นได้จริงหรือไม่ ดังตารางต่อไปนี้



ลุงแมวน้ำทดสอบดูกับหุ้นหลายๆตัวเพื่อให้เกิดความหลากหลาย รวมทั้งที่ใช้ช่วงระยะเวลาทดสอบนานกว่า 12 ปีก็เพราะต้องการให้ผ่านสถานการณ์เศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆกันให้ได้นานที่สุด หนทางไกลรู้กำลังม้า นานเวลาจึงรู้ความสามารถของระบบสัญญาณซื้อขาย

ลองมาดูค่าในตารางกันว่าอ่านค่าอย่างไรและนำไปใช้ตีความอย่างไร ดูตัวอย่างกันที่หุ้น ADVANC ค่อยๆอ่าน ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบ

หุ้น ADVANC นั้นเริ่มเทรดมาตั้งแต่ 9/12/1996 จนถึง 9/07/2009 รวมเวลา 4595 วัน (นับทั้งวันทำการและวันหยุด) เมื่อสัญญาณซื้อครั้งแรกเกิดขึ้นก็เข้าซื้อ โดยเริ่มต้นเข้าซื้อครั้งแรกที่ 25.80 บาท ถือว่าราคานี้เป็นราคาเริ่มต้น จากนั้นเมื่อเกิดสัญญาณขายก็ขายหุ้นไป เมื่อเกิดสัญญาณซื้อก็เข้าซื้อใหม่ ครั้งละ 1 หุ้นเสมอ มีการซื้อและขายรวม 117 ครั้ง (ซื้อหุ้นมาและขายหุ้นที่ซื้อออกไปถือเป็น 1 ครั้ง)

ผลจากการเทรดมาตลอด 12 ปีกว่าด้วยระบบ PnT 1.10 ลุงแมวน้ำขาดทุนสุทธิ 98.30 บาท (คิดค่าคอมมิชชัน 0.25% ไว้แล้ว) และเนื่องจากราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นราคาที่ซื้อและขายแต่ละครั้งจึงไม่เท่ากัน จึงใช้ราคาเฉลี่ยเพื่อให้เห็นภาพ เข้าใจง่าย และสะดวกในการคำนวณ ราคาซื้อเฉลี่ยของหุ้น ADVANC คือ 57.32 บาท และราคาขายเฉลี่ยคือ 57.05 บาท แปลว่าเฉลี่ยแล้วซื้อแพงขายถูกทุกครั้ง นั่นคือขาดทุนทุกครั้งนั่นเอง และเมื่อคิดเทียบเป็นร้อยละแล้วจะพบว่าในการซื้อขายแต่ละครั้งขาดทุนไป 0.56 บาทหรือ 0.97% (คิดค่าคอมมิชชันไ้ด้วยแล้ว)

เมื่อคำนวณระยะเวลาการขายเฉลี่ยเท่ากับ 39.27 วัน (หมายความว่าซื้อหุ้นครั้งหนึ่งถือไว้โดยเฉลี่ยนาน 39.27 วันกว่าจะขายออกไป) และอัตราการหมุนของสินค้าคือ 9.29 รอบต่อปี (หมายความว่าในหนึ่งปี ใช้ทุนก้อนเดียว นำซื้อๆขายๆหุ้นตัวนี้ได้ 9.29 รอบ) และเมื่อนำผลกำไร/ขาดทุนสุทธิต่อหนึ่งรอบของการซื้อขาย (0.97%) มาคิดเทียบเป็นกำไร/ขาดทุนสุทธิต่อปีแล้ว จะพบว่าหุ้น ADVANCE ให้ผลขาดทุนสุทธิ 9.01%

ส่วนหุ้น BANPU นั้นมีระยะเวลาการขายเฉลี่ย 42.51 วัน และมีอัตราการหมุนของสินค้าเท่ากับ 8.59 รอบต่อปี ราคาซื้อเฉลี่ย 112.02 บาท ราคาขายเฉลี่ย 116.16 บาท คิดแล้วได้กำไรครั้งละ 3.19% และหากนำทุนก้อนเดิมมาหมุนซื้อๆขายๆ 9.29 รอบตลอดปี ผลก็คือได้กำไรสุทธิปีละ 27.36%

วิธีดูตารางก็ดูกันในทำนองนี้ ทีนี้เราลองมาดูในภาพรวมกันว่าเป็นอย่างไร

จากหุ้นทั้งหมด 6 ตัว เราจะพอเห็นได้ว่าอายุการขายเฉลี่ยของหุ้นแต่ละตัวนั้นมีค่าใกล้เคียงกัน นั่นคือประมาณ 40 กว่าวัน อัตราหมุนของสินค้าก็ใกล้เคียงกัน แต่ว่าที่หลากหลายกันออกไปนั่นก็คือตัวเลขผลกำไร หุ้น ADVANC ขาดทุนบักโกรก ส่วนหุ้น BANPU, TTA ก็กำไรโข ซึ่งผลกำไร/ขาดทุนที่ไม่แน่นอนนั้นเกิดจากธรรมชาติของหุ้นแต่ละตัวรวมทั้งจังหวะเวลานั่นเอง แต่ถ้าลองจับเอาดัชนี SET50 มาเทรดเสมือนกับหุ้นตัวหนึ่งดู เราจะพบว่ามีกำไร 0.97% ต่อครั้ง การเอาดัชนี SET50 มาเทรดนั้นก็เหมือนกับว่าเราลงทุนในหุ้น 50 ตัวแล้วเอากำไรขาดทุนมาถัวเฉลี่ยกันนั่นเอง

จากผลการเทรดเหล่านี้เอามาแปลความได้ว่า หากเล่นหุ้นกันไปเรื่อยๆในระยะยาวแล้ว ผลกำไร/ขาดทุนจากหุ้นนั้นไม่แน่นอน ขึ้นกับว่าเราไปจับหุ้นตัวไหนมาเทรด กับหุ้นบางตัวเราก็เล่นหุ้น แต่ว่ากับหุ้นบางตัวเราก็โดนหุ้นเล่น บางตัวก็ทำให้รวยได้ บางตัวก็ทำให้ขาดทุนย่อยยับได้ แต่หากเราเดินทางสายกลางโดยการเทรดหุ้นหลายๆตัวเพื่อกระจายความเสี่ยง ผลกำไรโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1% ต่อหนึ่งรอบการซื้อขายนั่นเอง

จากข้อมูลอัตรากำไรเหล่านี้เราคงพอให้คำตอบแก่ตัวเองได้แล้วว่ารวยด้วยหุ้นนั้นเป็นไปได้จริงหรือไม่ และอยู่ในวิสัยที่เราๆท่านๆจะทำได้หรือไม่

การเล่นหุ้นกับการขายอาหาร

จากผลการทดสอบในตารางดังกล่าว ทีนี้เราลองมาคิดต่อยอดกันดูต่อไปอีกหน่อย ดังที่บอกว่าเนื่องจากลุงแมวน้ำนอกจากแสดงละครสัตว์แล้วยังมีหัวทางการคำนวณอยู่บ้างนิดหน่อย จึงลองเอาผลดังกล่าวมาคิดต่อยอดดู

จากตัวอย่างเดิมที่ลุงแมวน้ำขายปากกา ต้นทุนด้ามละ 100 บาท ขายไปด้ามละ 110 บาท ได้กำไรด้ามละ 10 บาท ราว 30 วันหรือว่าหนึ่งเดือนจะขายได้สักด้ามหนึ่ง ก็เท่ากับว่าเงินทุน 100 บาทของลุงแมวน้ำนั้นปีหนึ่งสามารถนำมาหมุนซื้อๆขายๆปากกาได้ 12 ครั้ง

ทีนี้ลองสมมติใหม่ สมมติว่าลุงแมวน้ำขายอาหาร โดยทำข้าวหน้าปลาแซลมอนขาย มีทุนอยู่ 100 บาทเช่นเดิม ต้นทุนจานละ 100 บาท ขาย 110 บาท เอากำไรจานละ 10 บาท

แต่เนื่องจากอาหารเป็นของที่ต้องกินอยู่ทุกวัน ไม่เหมือนกับปากกา ดังนั้นแม้ลุงแมวน้ำจะขายได้วันละ 1 จาน (เพราะทุนจำกัด) แต่ลุงแมวน้ำขายได้ทุกวัน ตลอดเวลา 12 ปีกว่า 4,634 วันลุงแมวน้ำขายข้าวหน้าปลาแซลมอนได้ทุกวัน วันละหนึ่งจาน ดังนั้นระยะเวลาการขายเฉลี่ยของสินค้าตัวนี้จึงเป็น 1 วันและอัตราการหมุนของสินค้าจึงเป็น 365 รอบต่อปี ปรากฏว่าจากอัตราการหมุนของสินค้าที่สูงนี่เอง ทำให้ลุงแมวน้ำมีกำไรถึง 3,650% ต่อปี

ทีนี้ลองสมมติใหม่อีกที สมมติว่าลุงแมวน้ำขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป มีทุน 100 บาทซื้อเสื้อยืดมาขายได้หนึ่งตัว ขาย 110 บาทเอากำไร 10 บาทเช่นเดิม แต่คราวนี้ลุงแมวน้ำไม่ได้ขายทุกวัน ขายเฉพาะวันทำงาน วันหยุดก็หยุดขายเพราะว่าลุงแมวน้ำอยากพักผ่อน ดังนั้นตลอดเวลา 12 ปีกว่า ลุงแมวน้ำมีวันที่ขายได้จริงๆอยู่ 3,078 วัน ก็ขายได้วันละตัว

เมื่อคำนวณออกมาแล้ว เสื้อยืดของลุงแมวน้ำมีอายุการขายเฉลี่ยเท่ากับ 1.5 วัน (ที่จริงขายได้วันละตัว แต่เนื่องจากไม่ได้ขายทุกวัน ดังนั้นค่าเฉลี่ยที่ได้ออกมาจากกลายเป็น 1.5 วัน) อัตราหมุนของสินค้าเป็น 242.44 รอบต่อปี และมีอัตรากำไร 2,424% ต่อปี

หากมองในภาพรวมแล้วจะเห็นว่าการเล่นหุ้นนั้นกำไรเฉลี่ยไม่ได้ดีมากมายนักเมื่อเทียบกับการขายอาหารและเสื้อผ้า สาเหตุหนึ่งที่น่าจะพอมองกันออกก็คือเรื่องอายุการขายเฉลี่ยและอัตราการหมุนของสินค้านั้นมีผลมาก ในเมื่อเงินทุนน้อย แต่หากมีอัตราการหมุนของสินค้าสูง ผลกำไรก็มากได้เพราะเงินก้อนเดียวเอามาหมุนยิ่งมากรอบเท่าไรก็ยิ่งสร้างกำไรได้ทบทวี


คิดต่อยอด ขยายผล ในการเล่นหุ้น

หากจะคิดต่อยอดปรับปรุงการเล่นหุ้นให้ได้กำไรมากขึ้นควรทำอย่างไร ถ้ามองจากมุมมองด้านอายุการขายเฉลี่ยและอัตราหมุนของสินค้าแล้ว แนวทางการปรับปรุงการเทรดหุ้นให้ได้เงินมากขึ้นน่าจะทำได้ดังนี้

วิธีที่หนึ่ง เพิ่มทุนในการเทรดให้มากขึ้น ในเมื่ออัตราการทำกำไรจากการเล่นหุ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8% ต่อปี ดังนั้นหากต้องการให้ได้เงินมากขึ้นเราก็ต้องใช้ทุนในการเทรดที่มากขึ้น ทุน 100 บาทสิ้นปีได้กำไร 7-8 บาทกว่า หากใช้ทุนล้านบาทสิ้นปีก็ได้เงินเจ็ดหมื่นกว่าถึงแปดหมื่น ข้อจำกัดของวิธีนี้ก็คือ หากใครที่มีทุนทรัพย์จำกัดก็คงใช้วิธีนี้ไม่ได้

วิธีที่สอง หาทางลดอายุการขายเฉลี่ยให้ต่ำลง จะทำให้อัตราการหมุนของสินค้าเพิ่มมากขึ้น อัตราการทำกำไรจะมากขึ้น นั่นคือ จากเดิมซื้อแล้วถือนานสี่สิบกว่าวันจึงจะขาย ต้องซื้อๆขายๆให้ได้ทุกวัน เหมือนกับการที่ลุงแมวน้ำขายอาหารได้ทุกวันนั่นเอง

วิธีที่สองนี้ดูไปก็น่าจะดี แต่ก็ดีแค่ตามทฤษฎีเท่านั้น เพราะในทางปฏิบัติแล้วเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติของการเทรดด้วยระบบตามแนวโน้ม เพราะว่าการเทรดในระบบตามแนวโน้มนั้นต้องอาศัยเวลาพอสมควรในการรอให้เห็นแนวโน้มก่อน จากนั้นจึงจะตามแนวโน้มได้ถูก เปรียบเสมือนการขับรถตามรถคันข้างหน้า เราต้องทิ้งระยะห่างพอควร เมื่อรถคันหน้าเปลี่ยนทิศทางเราจะได้เปลี่ยนทัน หากขับตามกระชั้นชิดเมื่อคันหน้าเปลี่ยนทิศทางเราจะเปลี่ยนทิศไม่ทันและชนท้ายคันหน้าจนเกิดความเสียหาย

วิธีที่สาม เทรดฟิวเจอร์ส การเทรดฟิวเจอร์สจะทำให้เทรดได้ทั้งด้านขาขึ้น (ซื้อก่อนแล้วขายทีหลัง) และด้านขาลง (ขายก่อนแล้วซื้อทีหลัง) อีกทั้งการเทรดฟิวเจอร์สใช้วิธีการวางมาร์จิน คือวางเงินส่วนเดียว ไม่ต้องชำระค่าหุ้นเต็มจำนวน วิธีนี้จะช่วยปรับปรุงอัตรากำไรได้ 2 ถึง 4 เท่าโดยประมาณ เช่น จากเดิมได้กำไรปีละ 7-8% ก็อาจจะเพิ่มเป็นประมาณปีละ 14-30% ซึ่งลุงแมวน้ำคงยังไม่พูดรายละเอียดในที่นี้

วิธีที่สี่ ปรับปรุงระบบการเทรด หลักๆก็ต้องเน้นไปที่ลดการเกิด false signal หรือว่าลดสัญญาณหลอก การลด false signal ก็อาจทำได้ด้วยการปรับปรุงสูตรสัญญาณซื้อขาย หรือใช้การนับคลื่นเข้าช่วย หรือใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน

หากเทรดในระบบตามแนวโน้มและใช้วิธีที่สามและสี่ร่วมกันในการปรับปรุงอัตรากำไร ก็จะปรับปรุงอัตราการทำกำไรให้ขึ้นมาอยู่ในระดับประมาณ 20-50% ต่อปีได้ เต็มที่ก็คงได้แค่ประมาณนี้ รวมทั้งหากใช้วิธีที่หนึ่ง (ซึ่งหมายถึงการขยายพอร์ตการลงทุนนั่นเอง) เข้ามาช่วย ก็จะทำให้พอร์ตการลงทุนของเราสามารถมีรายได้เสริมที่พอสำหรับการใช้จ่ายหรือเพื่อการเก็บออมได้

อนึ่ง อัตรากำไรที่กล่าวมานี้ เป็นการคิดโดยวิธีนำกำไรตลอดปีมาเทียบกับทุนก้อนเดิมที่นำมาหมุนใช้ เช่น กำไรจาำการขายข้าวหน้าปลาแซลมอน 3,650 บาทในหนึ่งปี คิดเทียบกับต้นทุน 100 บาทที่นำมาหมุนใช้ ได้เป็นอัตรากำไร 3,650% ต่อปี เป็นต้น แต่หากคิดแบบบัญชีโดยคิดต้นทุนการขายทุกครั้ง แม้ว่าจะเป็นทุนก้อนเดิมที่นำมาหมุนใช้ก็ตาม กำไรก็จะต่ำกว่านี้มาก เช่นกรณีข้าวหน้าปลาแซลมอน กำไรจากการขายปีละ 3,650 บาท แต่หากคิดต้นทุนการขายทุกครั้ง ต้นทุนการขายจะเป็น 36,500 บาทต่อปี (ไม่ใช่ 100 บาทแล้ว) ดังนั้นหากคิดต้นทุนทุกครั้งจะได้กำไร 10% ต่อปี

ดังนั้นจะได้กำไรปีละ 3,650% หรือ 10% ทั้งๆที่เป็นเรื่องเดียวกัน ก็ขึ้นกับมุมมองและวิธีการคิดนั่นเอง

คำตอบอยู่ที่ใจของคุณ

จากที่ลุงแมวน้ำคุยให้ฟังมานี้เป็นการยกตัวอย่างด้วยเงื่อนไขที่ไม่ซับซ้อนเพื่อให้เข้าใจง่าย แม้ตัวเลขต่างๆที่ได้อาจคลาดเคลื่อนได้บ้างแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เห็นภาพในเชิงเปรียบเทียบได้

ผู้อ่านคงพอได้แนวความคิดว่าการเล่นหุ้นนั้นทำให้รวยได้จริงหรือไม่ มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่จะรวยจากหุ้นจากการเทรดในระบบตามแนวโน้มและใช้สัญญาณซื้อขาย บางท่านเมื่ออ่านแล้วอาจจะได้นำไปใช้ปรับทัศนคติในการเทรดหุ้นและฟิวเจอร์ส ความโลภนั้นเป็นเรื่องที่อันตราย เมื่อใดที่ความโลภหรือความกลัวเข้าครอบงำจะทำให้ปฏิบัติตามระบบไม่ได้ หรือว่าแหกระบบนั่นเอง เมื่อใดที่แหกระบบ เมื่อนั้นก็พัง หากเราเทรดด้วยใจที่ยึดทางสายกลาง คาดหวังแต่พอประมาณ แม้เราจะไม่รวยแต่ก็พอเสริมรายได้ เพื่อจะเป็นอิสระทางการเงินได้ หวังเอาไว้แค่นี้ก็พอ แล้วในที่สุดเราจะได้สมประสงค์ ลองติดตาม โครงการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ บำนาญสร้างเองของลุงแมวน้ำ ไปเรื่อยๆจะทราบ ว่าเมื่อเทรดตามระบบไปเรื่อยๆ คาดหวังแต่พอประมาณ ประกอบกับการใช้เทคนิคในการจัดการพอร์ตลงทุนเข้ามาช่วย แล้วในที่สุดเราจะได้อะไรมาบ้าง


Thursday, March 18, 2010

17/03/2010 * รวยด้วยหุ้น (1)

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 765.54 จุด เพิ่มขึ้น 13.34 จุด หุ้นขึ้นต่อเนื่องมาหลายวัน ต่างชาติซื้อสุทธิมา 17 วันแล้ว

สำหรับหุ้น ในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้มีสัญญาณซื้อ QH, TRUE, TSTH ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 44 ตัว

กลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

กลุ่มดัชนีต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 10733.70 ทะลุจุดสูงสุดเดิมที่ 10725.40 ไปแล้ว


รวยด้วยหุ้น รวยด้วยทอง รวยด้วยฟิวเจอร์ส ฯลฯ (1)

“ฮัลโหล คณะละครสัตว์ ... คร้าบ”

“สวัสดีค่ะ ขอสายลุงแมวน้ำหน่อยค่ะ”

“กำลังพูดคร้าบ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไร จะจ้างลุงแมวน้ำไปแสดงละครสัตว์ใช่ไหม”

“เปล่าค่ะ ไม่ได้ว่าจ้างไปแสดงละครสัตว์ คือดิฉันโทรมาจากบริษัทหลักทรัพย์... จะมาชวนลุงแมวน้ำเปิดพอร์ตเพื่อเทรดหุ้นน่ะค่ะ”

“ไม่เอาหรอก เล่นหุ้นเสียวไส้ เป็นแมวน้ำอยู่ดีๆไม่อยากกลายพันธุ์เป็นแมงเม่า”

“แหม พูดอะไรตลกดีจัง ช่วงนี้ตลาดกำลังดีเลยนะคะ ทำไมลุงแมวน้ำไม่ซื้อหุ้นเก็บเอาไว้บ้างล่ะ ซื้อแล้วทำลืมๆเก็บไว้สักหลายปี มาดูอีกทีอาจรวยเป็นเศรษฐีไปเลยก็ได้”

บทสนทนานี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับลุงแมวน้ำ เจ้าหน้าที่หลายต่อหลายโบรกเกอร์พยายามชักชวนลุงแมวน้ำให้เปิดพอร์ตเทรดหุ้นด้วยคำพูดจูงใจต่างๆนานา เมื่อตอนที่ตลาดไม่ดีก็บอกว่าทำไมไม่ช้อนซื้อเก็บเอาไว้ ของถูกๆเต็มไปหมด พอตอนตลาดดีก็บอกว่าทำไมไม่ซื้อเก็บเอาไว้ แพงหน่อยแต่เดี๋ยวมันก็ขึ้นต่อ และบทสรุปของคำพูดจูงใจของพนักงานเหล่านี้ก็คือ... ต่อไปจะได้รวย

เมื่อท่านเข้าร้านหนังสือ ลองสังเกตกันบ้างหรือไม่ว่าในบรรดาหนังสือที่เกี่ยวกับหุ้นนั้นมักตั้งชื่อหนังสือให้จูงใจโดยมักใช้คำที่มีความหมายเกี่ยวกับความร่ำรวย เช่น รวย มั่งคั่ง เศรษฐี ฯลฯ การอบรมสัมมนาต่างๆที่เกี่ยวกับหุ้นก็เช่นกัน มักตั้งชื่อรายการด้วยคำที่มีความหมายบ่งบอกถึงความร่ำรวย ส่วนงาน SET in the city นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เมื่อเดินเข้าไปในงานคุณจะพบกับคำว่ารวยครั้งแล้วครั้งเล่าจนลืมคำว่าแมงเม่าไปและในที่สุดคุณอดเปิดพอร์ตไม่ได้

ลุงแมวน้ำก็เลยสงสัยว่าการลงทุนในหุ้น ทองคำ ฟิวเจอร์ส ฯลฯ ทั้งหลายนั้นทำให้รวยได้จริงหรือไม่ และมีโอกาสรวยมากน้อยเพียงใด จึงลองทดสอบกับหุ้นบางตัว เช่น ADVANC, BANPU, BBL, SCC ฯลฯ โดยเทรดช่วงเวลาที่ยาวนานกว่า 12 ปี เพื่อดูผลกำไร/ขาดทุนจากการเทรด

ก่อนที่เราจะไปคุยรายละเอียดกันในเรื่องหุ้น ลุงแมวน้ำอยากจะกล่าวถึงการทำธุรกิจและศัพท์ที่เกี่ยวกับธุรกิจบางตัวเสียก่อน คุยกันแบบง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบ

การเล่นหุ้นก็คือการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง

เพื่อนของลุงแมวน้ำคนหนึ่งเล่นหุ้นเต็มเวลาเพียงอย่างเดียวตั้งแต่ยังหนุ่มๆ ตอนที่คิดจะแต่งงาน เพื่อนคนนี้ไปขอลูกสาวกับว่าที่พ่อตาแม่ยาย ปรากฏว่าบ้านนั้นไม่ยอมยกลูกสาวให้ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อนของลุงแมวน้ำผู้นี้ไม่ได้ประกอบอาชีพการงานอะไร จึงไม่กล้ายกลูกสาวให้

“ทำไมเค้าไม่คิดบ้างนะว่าการเล่นหุ้นก็เป็นการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง” เพื่อนของลุงแมวน้ำปรับทุกข์ให้ฟัง “ธุรกิจซื้อมาขายไปนี่ต้องซื้อสินค้ามาเก็บสต็อกเอาไว้ใช่ไหม จากนั้นก็เอาสินค้ามาขายในราคาที่สูงกว่าราคาต้นทุน แล้วก็ได้กำไร ถ้าขายไม่หมดก็ต้องลดราคาหรือว่าขาดทุนไป หุ้นนี่ก็เหมือนกัน เราต้องลงทุนซื้อหุ้นมาเก็บเอาไว้ใช่ไหม พอราคามันสูงขึ้นเราก็ขายไป แล้วก็ได้กำไร ถ้ามันไม่ยอมขึ้นบางทีเราก็ต้องยอมขายลดราคาไป เห็นมั้ย เล่นหุ้นก็คือการทำธุรกิจซื้อมาขายไปอย่างหนึ่ง เหมือนกันเป๊ะเลย การทำธุรกิจก็ย่อมมีความเสี่ยงบ้าง แล้วทำไมหาว่าผมไม่มีอาชีพการงานฟะ”

คิดไปคิดมาที่เพื่อนพูดก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน ตรงที่ว่าการเล่นหุ้น หรือถ้าจะพูดให้หรูก็คือการลงทุนในหุ้น ก็คือการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง

ในแง่การทำธุรกิจ มีศัพท์ทางบัญชีอยู่ 2 คำที่ลุงแมวน้ำอยากพูดถึงและนำมาเปรียบเทียบกับการเทรดหุ้น นั่นคือ ‘ระยะเวลาการขายเฉลี่ย’ กับ ‘อัตราการหมุนของสินค้า’

สมมติว่าลุงแมวน้ำขายสินค้าชนิดหนึ่ง เอาเป็นปากกาก็แล้วกัน สมมติว่าลุงแมวน้ำมีทุนน้อย สั่งปากกามาขายได้ทีละ 1 ด้าม ราคาต้นทุน 100 บาท และขาย 110 บาท เอากำไร 10 บาทต่อด้าม เมื่อสั่งมาด้ามหนึ่งก็ต้องวางโชว์อยู่ในร้านเป็นเวลาหลายวันกว่าจะขายได้

หากสมมติว่าลุงแมวน้ำต้องวางโชว์ปากกาอยู่ 30 วันจึงจะขายปากกาด้ามนั้นได้ เราเรียกว่า ‘ปากกาด้ามนั้นมีระยะเวลาการขายเฉลี่ยเท่ากับ 30 วัน’

เมื่อลุงแมวน้ำขายปากกามีกำไรก็จะนำเงินที่ขายปากกาได้ 100 บาทไปเป็นทุนซื้อปากกาด้ามใหม่มาขายอีก วางโชว์อยู่ 30 วันจึงจะขายได้อีกเช่นเคย แล้วก็นำเงินจากการขายไปซื้อปากกามาอีก ถ้าเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แสดงว่าในปีหนึ่งลุงแมวน้ำขายปากกาได้ 12 ด้าม และก็หมายความว่าเงินทุน 100 บาทนั้นในปีหนึ่งลุงแมวน้ำสามารถนำมาหมุนซื้อปากกามาขายทำกำไรได้ 12 รอบ เราเรียกจำนวนครั้งของการนำเงินก้อนเดิมมาหมุนซื้อๆขายๆในหนึ่งปีว่า อัตราการหมุนของสินค้า สำหรับกรณีปากกาที่ลุงแมวน้ำขายนี้ก็จะบอกว่า ‘อัตราหมุนของปากกาเท่ากับ 12 รอบต่อปี’

หุ้นกับ ‘ระยะเวลาการขายเฉลี่ย’ และ ‘อัตราหมุนของสินค้า’

ทีนี้ลองมาดูหุ้นกันบ้าง

อันที่จริงเพื่อนของลุงแมวน้ำพูดก็ถูก การเล่นหุ้นก็เหมือนกับการทำธุรกิจซื้อมาขายไปจริงๆ โดยเฉพาะในแง่ที่ว่าหุ้นนั้นก็เหมือนกับสินค้าชนิดหนึ่งที่เราสามารถคำนวณระยะเวลาการขายเฉลี่ยรวมทั้งอัตราการหมุนได้เหมือนกับสินค้าซื้อมาขายไปชนิดอื่นๆ

เรามีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง สมมติว่า 100 บาท เอามาซื้อหุ้น ซื้อแล้วเก็บเอาไว้สักพักพอราคาหุ้นขึ้นเราก็ขาย ขายแล้วเอาเงิน 100 บาทมาทำทุนซื้อหุ้นใหม่ ส่วนกำไรก็เก็บเอาไว้ (ในที่นี้สมมติว่ามีกำไรไว้ก่อน ยังไม่สมมติว่าขาดทุน) ดังนั้นช่วงเวลาที่เราถือหุ้นอยู่ในมือก่อนที่จะขายออกไปก็คือระยะเวลาการขายเฉลี่ยนั่นเอง ส่วนเงินทุน 100 บาทนั้นปีหนึ่งเราเอามาหมุนซื้อหุ้นได้กี่รอบ นั่นก็คืออัตราการหมุนของสินค้านั่นเอง

(โปรดอ่านต่อในวันถัดไป)

Wednesday, March 17, 2010

16/03/2010 * SET

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 752.20 จุด เพิ่มขึ้น 17.37 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้มีสัญญาณซื้อ CPF, PSL, TTA ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 41 ตัว

สำหรับกลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ดัชนีดอลลาร์ สรอ (US Dollar Index, DX) เกิดสัญญาณขาย จึงปิดสัญญาไป เนื่องจากลุงแมวน้ำนับคลื่นดูมีความเห็นว่าดัชนีดอลลาร์ สรอ ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้นอยู่ ด้ังนั้นจึงเพียงปิดสัญญาซื้อไปเท่านั้น ไม่ได้เปิดสัญญาขาย

กลุ่มดัชนีต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

ดัชนี SET วันนี้นี้ได้ผ่านทะลุจุดสูงสุดเดิม (751.86) ไปแล้ว เมื่อนับคลื่นประกอบ พบว่าขณะนี้เราน่าจะอยู่ในช่วงสุดท้ายของคลื่น 3 (สีน้ำตาล) แล้ว เมื่อจบ 3 (สีน้ำตาล) แล้วจะเป็นการจบคลื่น B (สีน้ำเงิน) ด้วยหรือไม่ยังยากตอบได้ แต่จากการนับคลื่นที่ลูงแมวน้ำแสดงให้ดูในรูปข้างล่างนี้ ยังมีข้อที่ทำให้ลุงแมวน้ำยังไม่แน่ใจอยู่ นั่นก็คือ ในระดับคลื่นย่อย ชุดคลื่นสีส้ม ปกติคลื่น 4 ไม่ควรต่ำกว่ายอดคลื่น 1 ซึ่งจากภาพการนับคลื่นเราจะพบว่ามันไม่เป็นไปตามหลักนี้ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าอาจนับคลื่นผิด ก็คงต้องติดตามดูกันต่อไปก่อน



อนึ่ง ดัชนีดาวโจนส์ก็ใกล้ทดสอบจุดสูงสุดเดิมเต็มทีแล้ว อีกไม่กี่วันน่าจะรู้ว่าจะเป็นอย่างไร

และแม้วันนี้ดัชนี SET จะผ่านจุดสูงสุดเดิมไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปโลด อาจหมายถึงรูปแบบ tripple top ก็ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรย่ามใจ ควรปฏิบัติตามสัญญาณซื้อขายเพื่อจำกัดความเสี่ยง

Tuesday, March 16, 2010

15/03/2010

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 734.83 จุด เพิ่มขึ้น 1.49 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้มีสัญญาณซื้อ CPALL, DTAC, TTW ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 38 ตัว

สำหรับกลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ทองคำของไทย (GF) ยางพาราของไทย (RSS) และยางพาราโตคอม (IR) เกิดสัญญาณขาย จึงปิดสัญญาไป เนื่องจากลุงแมวน้ำนับคลื่นดูมีความเห็นว่าฟิวเจอร์สทั้งสามนี้ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้นอยู่ ด้ังนั้นจึงเพียงปิดสัญญาซื้อไปเท่านั้น ไม่ได้เปิดสัญญาขาย

กลุ่มดัชนีต่างประเทศ วันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย

พอร์ตจำลองของลุงแมวน้ำ S50 ได้กำไรเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากดัชนี SET ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทองคำ GC ช่วงที่ผ่านมาคืนกำไรไปโขเนื่องจากการแกว่งตัวค่อนข้างรุนแรง ทำให้เกิด false signal กำไรจากดาวโจนส์ฟิวเจอร์ส (DJ) ก็ดีขึ้น ส่วนน้ำมันนั้นขาดทุนมานานแล้ว แต่ก็ยังหวังว่าในอนาคตจะกลับมามีกำไร

Monday, March 15, 2010

12/03/2010 * SB, S, RSS

วันนี้ดัชนี SET ปิดที่ 733.34 จุด เพิ่มขึ้น 7.39 จุด

สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET50 โปรแกรมของลุงแมวน้ำวันนี้ไม่มีสัญญาณซื้อขาย ขณะนี้ถือหุ้นอยู่ 35 ตัว

สำหรับกลุ่มฟิวเจอร์ส วันนี้ทองคำ GC เกิดสัญญาณขาย จึงปิดสัญญาไป

กลุ่มดัชนีต่างประเทศ วันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีนเกิดสัญญาณขาย

กลุ่มสินค้าเกษตรภาพรวมดูไม่ดีทั้งกลุ่มเนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในสัญญาณขาย ในช่วงที่ผ่านมาสินค้าเกษตรปรับตัวลงมาค่อนข้างมากและทยอยเกิดสัญญาณขาย

น้ำตาลทราย (SB) ปรับตัวลงมาลึกมาก ถึงระดับ fibonacci -127.2% แล้ว ต้องดูว่าจะหยุดที่ระดับนี้หรือไม่



ถั่วเหลือง (S) ก็เกิดสัญญาณขายมานานแล้ว


ยางพารา (RSS) ก็ปรับตัวลงติดต่อกันหลายวัน เห็นทีจะไม่รอดสัญญาณขายเช่นกัน


พอร์ตการลงทุนของโครงการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ บำนาญสร้างเองของลุงแมวน้ำ นี้จะปรับปรุงยอดทุกสิ้นเดือนและนำมาโพสต์ในต้นเดือนถัดไป สามารถคลิกดูได้ที่เมนูด้านขวาใต้สารบัญ ดังภาพข้างล่างนี้




Friday, March 12, 2010

โครงการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ บำนาญสร้างเองของลุงแมวน้ำ

โครงการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ บำนาญสร้างเองของลุงแมวน้ำ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ประเทศก็เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า aging society แล้ว

คำว่าสังคมผู้สูงอายุนี้หมายถึงสังคมใดที่มีประชากรเกินอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 10 ยกตัวอย่างเช่นหมู่บ้านหนึ่งมีประชากรในหมู่บ้านรวมทั้งสิ้น 100 คน ในหมู่บ้านนี้มีคนชราที่อายุเกิน 60 ปีอยู่ 11 คน เราเรียกหมู่บ้านนี้ว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุได้

และยิ่งไปกว่านั้น หากสังคมใดมีคนชราร้อยละ 20 ขึ้นไปเราจะเรียกสังคมนั้นว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์หรือว่า aged society ยกตัวอย่างจากหมู่บ้านเดิมที่มีประชากรอยู่ 100 คน เมื่อใดที่หมู่บ้านนั้นมีคนชรา (อายุเกิน 60 ปี) ตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป หมู่บ้านนั้นก็จะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์

ดังที่ลุงแมวน้ำกล่าวมาแล้วว่าปัจจุบันประเทศไทยถือว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว และในปัจจุบัน (พ.ศ. 2553) ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 11.9 จากการคาดหมายทางประชากรศาสตร์ คาดว่าประเทศไทยน่าจะเข้าสู่ผู้สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2567 หรือในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้เอง

อย่างไรก็ดี การคาดการณ์นี้เป็นการมองในภาพรวมระดับประเทศ แต่หากมองในภาพของสังคมที่ย่อยลงมาอีก เช่น ในระดับจังหวัด ขณะนี้มีบางจังหวัดที่ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดสิงห์บุรีที่ปัจจุบันมีผู้สูงอายุมากถึงร้อยละ 24 ของประชากรในจังหวัด

การเป็นสังคมผู้สูงอายุเกิดจากอัตราการเกิดของประชากรต่ำเป็นเวลานานๆ สาเหตุของอัตราการเกิดต่ำนั้นก็มาจากหลายอย่าง เช่น ผลจากการรณรงค์คุมกำเนิด ผลจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป คนแต่งงานช้าลง คนอยู่เป็นโสดมากขึ้น ฯลฯ

ผลของการเป็นสังคมผู้สูงอายุหรือว่าสังคม ผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์นั้นที่เห็นได้ชัดก็คือผู้สูงอายุจะหวังพึ่งลูกหลานได้ยาก ลองคิดดูง่ายๆ สมมติว่าในสังคมหนึ่งที่นิยมการมีลูกเพียงคนเดียว หากมีลูกคนเดียวไป 3 ชั่วคน คนรุ่นที่สามต่อไปจะต้องรับภาระดูแลพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทั้งหมด 6 คน แล้วจะเอาแรงที่ไหนไปดูแลไหว นี่ยังไม่นับกรณีผู้ที่อยู่เป็นโสด

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ดังนั้นลุงแมวน้ำขอสรุปโดยรวบรัดว่าผู้ที่อยู่ในวัยทำงานในขณะนี้ต่อไปเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณแล้วมีแนวโน้มที่จะต้องพึ่งตนเองมากขึ้น การหวังพึ่งลูกหลานหรือว่าพึ่งคนอื่นคงเป็นไปได้ยาก

การพึ่งตนเองได้ ต้องทำอย่างไรบ้างก็ควรมีสุขภาพที่ดี มีการประกันสุขภาพ จะได้ลดการพึ่งพาผู้อื่นลงได้ นอกจากนี้ยังต้องมีรายได้ไว้เลี้ยงตนเองในยามเกษียณอายุไปแล้ว จะได้ไม่เป็นภาระด้านการเงินแก่ผู้อื่น หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือต้องมีเงินเก็บเอาไว้ใช้ในยามที่เกษียณไปแล้วหรือที่เรียกว่ามีบำนาญนั่นเอง

หลายคนเป็นลูกจ้าง หลายคนประกอบอาชีพอิสระ แล้วเราจะมีเงินเก็บเพื่อเอาไว้เป็นบำนาญชีวิตได้อย่างไรในเมื่อเราไม่ได้เป็นข้าราชการหรือไม่ได้เป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพใดๆ ครั้นจะพึ่งพากองทุนการออมแห่งชาติที่กำลังจัดตั้งขึ้นมาเพื่อการออมของ ประชาชนทั่วไปก็ให้บำนาญเต็มที่เพียง 1,710 บาทต่อเดือน รวมกับเบี้ยยังชีพคนชราอีก 500 บาท รวมแล้วก็ได้บำนาญเดือนละสองพันกว่าบาท คงไม่น่าจะพึ่งพาเป็นรายได้หลักหลังเกษียณได้ น่าจะเป็นได้แค่รายได้เสริมเท่านั้น

บางคนอาจคิดว่าชีวิตหลังเกษียณไปแล้วก็ยังมีแรง มีกำลังสมอง ยังสามารถหารายได้ได้อยู่ หรือไม่ก็คิดว่าตนเองออมไม่ไหวเพราะภาระค่าใช้จ่ายมาก ดังนั้นจึงไม่ได้วางแผนการออมเพื่อการเกษียณเอาไว้ แต่ลุงแมวน้ำอยากบอกว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน อะไรที่ทำได้ในตอนนี้ก็ควรทำเสีย ยกตัวอย่างลุงแมวน้ำเอง ลุงแมวน้ำหาเลี้ยงชีวิตด้วยการแสดงละครสัตว์ อีกหน่อยพอแก่มากกว่านี้ก็คงแสดงไม่ไหว หรือถึงแสดงไหวก็อาจไม่มีใครจ้าง ดังนั้นชีวิตหลังเกษียณคงไม่มีรายได้อะไร จะหวังพึ่งลูกหลานก็ยากดังที่ว่า

ถ้าเป็นในสังคมเกษตร เกษตรกรที่รู้จักวางแผนจะเตรียมแหล่งรายได้หลังเกษียณของตนด้วยการปลูกไม้ยืนต้นตั้งแต่ยังอยู่ในวัยแรงงาน เช่น ปลูกยางนา ประดู่ ฯลฯ ไร่หนึ่งปลูกได้ประมาณ 200 ต้น ไม้ยืนต้นเหล่านี้เมื่อมีอายุ 20 ปีขึ้นไปสามารถขายได้ถึงต้นละประมาณ 20,000 บาท ปลุกตอนหนุ่มสาว เมื่อถึงวัยชราก็ทยอยตัดขาย ปลูกไร่หนึ่งก็มีเงินหลังเกษียณได้แล้ว 4 ล้านบาท

แต่ถ้าอยู่ในสังคมเมืองอย่างลุงแมวน้ำ เป็นลูกจ้างคณะละครสัตว์ ไม่ได้ทำการเกษตร ไมได้รับราชการ และไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แล้วจะมีบำนาญชีวิตได้อย่างไร นี่คือปัญหาแบบคนเมืองโดยทั่วไป คำตอบก็คือต้องสร้างเอาเอง

ปกติผู้ที่มีรายได้เกินพอจากการยังชีพหรือพูดง่ายๆว่าเหลือกินเหลือใช้นั้นการออมไม่ใช่เรื่องยาก แต่สำหรับผู้ที่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ หรือผู้ที่รายได้ไม่พอแก่การยังชีพนั้นเมื่อพูดถึงการออมดูจะเป็นเรื่องยาก หรือสำหรับบางคนอาจบอกว่าเป็นไปไม่ได้เอาเลยทีเดียว เหตุผลของการไม่ออมก็คือออมไม่ไหว แต่ละเดือนจะใช้จ่ายยังไม่พอถึงสิ้นเดือนเลย แล้วจะออมได้อย่างไร

ดังนั้นหากจะจำเป็นต้องออมแล้วพฤติกรรมของคนไทยมักออมเพื่อเหตุเจ็บป่วยหรือฉุกเฉินเป็นลำดับแรก ส่วนการออมเพื่อการเกษียณอายุนั้นเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญในลำดับรองลงมา ทั้งนี้ อาจจะเนื่องจากเห็นว่ายังมีเวลาอีกมากก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี ในผู้ที่พอจะออมไหวก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นอีกว่าผู้ออมมีกำลังในการออมไม่มาก แต่ละเดือนมีเงินเก็บไม่มาก ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น
  • เงินที่ออมได้ไม่รู้ว่าจะจัดสรรปันส่วนอย่างไรจึงจะเหมาะสม
  • จะออมเพื่อการเจ็บป่วย ฉุกเฉิน ต้องเท่าไรจึงจะพอ
  • หากออมเพื่อการเจ็บป่วย ฉุกเฉินยังมีเงินออมไม่มาก แล้วจะออมเพื่อเกษียณอายุได้อย่างไร ถึงจะออมจนแก่ก็ได้เพียงแค่เรื่องเจ็บป่วยฉุกเฉินเท่านั้น คงไม่มีทางสร้างบำนาญหลังเกษียณได้
ฯลฯ

เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว โครงการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุหรือบำนาญสร้างเองของลุงแมวน้ำนั้น ลุงแมวคิดขึ้นมาเอง ใช้เงินออมทั้งสิ้นประมาณ 192,000 บาท โดยใช้เงินออมเริ่มแรกเพื่อการลงทุน 120,000 บาท หลังจากนั้นออมอีกเดือนละ 2,000 บาทเป็นเวลา 3 ปี เมื่อออมครบจำนวนแล้วก็ปล่อยให้เงินต้นนี้ทำงานต่อไป ต่อไปเมื่อเรามีเงินออมอีกเราก็สามารถทำโครงการออมเพื่อการอื่นได้อีก เช่น การออมเพื่อเหตุเจ็บป่วย ฉุกเฉิน การออมเพื่อแต่งงาน การออมเพื่อการศึกษาบุตร ฯลฯ

หลักการของลุงแมวน้ำก็คือทำการออมเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นโครงการการลงทุน ใช้เงินต้นก้อนหนึ่ง จากนั้นปล่อยให้เงินทำงานต่อไป เราไม่ต้องเติมเงินลงไปในกองทุนนั้นอีกแล้ว และเงินออมก้อนต่อๆไปที่ออมได้ก็สามารถนำมาทำเป็นทุนในโครงการอื่นๆได้อีก

สำหรับโครงการลงทุนนี้ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์หรือว่าต่อยอดเอาเองได้ ยกตัวอย่างเช่น ลุงแมวน้ำยกโครงการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุมาเป็นตัวแบบ แต่ผู้อ่านสามารถนำไปดัดแปลงเป็นโครงการลงทุนเพื่อเหตุเจ็บป่วย ฉุกเฉินก็ได้ เป็นต้น

เมื่ออ่านถึงตอนนี้แล้ว หากยังงงๆ ลองติดตามอ่านต่อไปในวันถัดไป จะได้รู้รายละเอียดว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ลุงแมวน้ำจะเกษียณอายุอย่างสบายๆ ได้ด้วยเงินเพียงเกือบสองแสนบาท เรามาลองทำโครงการจริงด้วยกันและติดตามผลการลงทุนด้วยกันไปเลย

รูปแบบการออม

ในเมื่อเราต้องการออมเพื่อสร้างบำนาญของเราเองขึ้นมา ก่อนอื่นเราคงต้องมาดูกันก่อนว่ารูปแบบการออมนั้นมีอะไรให้เลือกได้บ้าง ลุงแมวน้ำลองยกมาดูพร้อมกับข้อด้อยของแต่ละวิธีการออมในแบบคร่าวๆ
  • ใส่ตุ่มฝังดิน อาจโดนขุดหรือปลวกกินได้ ไม่มีดอกเบี้ย
  • ฝากธนาคาร อัตราดอกเบี้ยต่ำ ยิ่งฝากเงินยิ่งหดเพราะว่าแพ้เงินเฟ้อ
  • ลงทุนในตราสารการเงินต่างๆ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ ดอกเบี้ยดีกว่าฝากธนาคาร แต่อาจไม่ชนะเงินเฟ้อ รวมทั้งมีความเสี่ยง
  • ลงทุนในตราสารการเงินในกลุ่มหุ้นสามัญ ฟิวเจอร์ส ออปชัน เป็นเหมือนการลงทุนทำธุรกิจ มีความเสี่ยงสูง ราคาหุ้นเป็นวัฏจักร มีขึ้นมีลง
  • ซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีสภาพคล่องต่ำ เมื่อเศรษฐกิจไม่ดีอาจต้องเก็บนานมาก
  • ซื้อสังหาริมทรัพย์ เช่น ทองคำ เพชร ราคามีวัฏจักร มีขึ้นมีลง
  • ซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยต่ำ

ราคา ทองคำมีขึ้นก็มีลง ไม่ได้มีแต่ขึ้นอย่างเดียว ใครที่ซื้อทองคำในปี 1979 ต้องเก็บทองเอาไว้นานเกือบ 30 ปีราคาจึงจะกลับมาอยู่ที่เดิม


หุ้น ก็มีขึ้นและมีลง อย่าคิดว่าเก็บเอาไว้สักสิบปีถึงอย่างไรก็กำไรแน่ๆ จากกราฟข้างบน หากซื้อหุ้นเมื่อปี 1980 แล้วขายในปี 1990 ก็มีกำไร แต่หากซื้อในปี 1990 แล้วขายในปี 2000 ก็ยังขาดทุน แม้จะเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลก็ยังไม่แน่ว่ามีกำไร

รูปแบบการออมคงต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพของบุคคล ผู้ที่มีรายได้เกินพอ เงินเก็บมากมาย ก็อาจเลือกวิธีการออมที่ไม่เน้นให้มีดอกผลงอกเงยก็ได้เพราะว่ามีเยอะอยู่ แล้ว การออมที่ดอกผลต่ำความเสี่ยงก็มักจะต่ำด้วย เงินต้นก็ปลอดภัยดี แต่สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่มากนัก มีกำลังการออมที่จำกัด อาจเลือกวิธีการออมที่เน้นให้ดอกผลสูงเพราะต้องการให้เงินช่วยทำงานด้วย มิฉะนั้นจะออมไม่ถึงเป้า

ต้องออมเท่าไร ขึ้นกับว่าเกษียณแล้วต้องการรายได้เท่าไร และจะอยู่ไปอีกกี่ปี

การที่จะตอบคำถามว่าต้องออมเท่าไรและเลือกวิธีการออมอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับว่า ผู้ออมต้องการสร้างบำนาญหลังเกษียณเท่าไร ดังนั้นคำตอบจึงแทบจะเป็นเรื่องครอบจักรวาลเพราะว่าต่างคนก็ต่างความคิด ต่างความต้องการ ยากที่จะเหมือนกัน ดังนั้นจึงยากที่จะมีสูตรสำเร็จสำหรับใช้กับทุกๆคนได้ แต่ละคนจึงต้องนำแนวทางที่มีอยู่แล้วไปปรับเพื่อให้เข้ากับตนเอง

แต่เพื่อให้มองเห็นภาพบ้าง หนังสือหลายๆเล่มมีสูตรสำหรับรายได้หลังเกษียณว่าควรจะประมาณ 70% ของรายได้เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ แต่ก็มองเห็นภาพได้ยากเพราะว่าแต่ละคนรายได้ไม่เท่ากัน 70% ของบางคนอาจมากมาย และของบางคนอาจมีไม่มากนักก็ได้ อีกประการ สูตรนี้มักใช้กับผู้ที่มีเงินเดือนประจำ แต่สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือรายได้ไม่แน่นอนก็ยากจะใช้ได้

ลุงแมวน้ำขอตอบคำถามข้อนี้โดยอิงจากภาระค่าใช้จ่ายน่าจะดีกว่า โดยเราลองมาประเมินกันคร่าวๆว่าผู้สูงอายุควรมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
  • ค่าเช่าบ้าน ไม่น่าจะมี ถึงวัยนี้ควรมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองแล้ว มิฉะนั้นคงไม่สามารถออมเงินเพื่อสร้างบำนาญได้
  • ค่าอาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ค่าเดินทาง พอๆกับก่อนเกษียณ อาจน้อยกว่าก็ได้ เพราะว่าเมื่อเกษียณแล้วอาจไม่ต้องแต่งตัวมากนัก
  • ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ จำเป็นต้องมี ผู้สูงอายุควรมีประกันสุขภาพเอาไว้ แม้จะมีประกันสังคมอยู่แล้วก็ตาม
  • ค่ายา ค่าแพทย์ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพ ผู้สูงอายุมักมีปัญหาสุขภาพ บางส่วนอาจต้องออกเองเนื่องจากเบิกประกันไม่ได้
  • ค่าใช้จ่ายสันทนาการ พักผ่อนหย่อนใจ ทำบุญ ฯลฯ อันเป็นการบำรุงรักษาสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ
  • ค่า คนดูแล ค่าอุปกรณ์และวัสดุจำเป็นบางอย่าง กรณีที่ผู้สูงอายุสุขภาพไม่ดีจริงๆอาจต้องจ้างคนดูแลและอาจมีค่าใช้จ่ายสิ้น เปลืองเพิ่มเติมอื่นๆ
ฯลฯ

ลุงแมวน้ำคะเนเอาว่าภายในสิบปี ข้างหน้าค่าครองชีพในเมืองคงสูงกว่านี้มาก ดังนั้นผู้สูงอายุที่อยู่ในสังคมเมืองหากจะมีชีวิตตามสมควรก็น่าจะมีรายได้ เดือนละ 25,000 บาท โดยส่วนที่คาดการณ์ได้ยากคือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพนั่นเอง

คำถามต่อมาก็คือ แล้วชีวิตหลังเกษียณจะอยู่ไปได้อีกสักกี่ปี จะได้คำนวณการออมถูก คำตอบก็คือไม่ทราบ เพราะว่าอายุขัยของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่จากข้อมูลทางสถิติพบว่าอายุขัยเฉลี่ยของชายไทยอยู่ที่ 68 ปี และของหญิงไทยอยู่ที่ 75 ปี การออมก็ต้องเผื่อเอาไว้บ้าง เผื่อว่าผู้ออมจะมีอายุขัยเกินค่าเฉลี่ย เงินออมจะได้ไม่หมดเสียก่อน ดังนั้นลุงแมวน้ำคิดเอาง่ายๆว่าต้องเตรียมบำนาญเผื่อเอาไว้จนถึงอายุ 85 หรือเตรียมเอาไว้นาน 25 ปีหลังเกษียณก็แล้วกัน

สรุปว่าหากต้องการมี รายได้หลังเกษียณเดือนละ 25,000 บาท และอยู่ไปได้จนถึงอายุ 85 ปี จะต้องเตรียมเงินบำนาญเอาไว้ถึง 25,000 x (25 x 12) = 7,500,000 บาท (คิดแบบง่ายๆ ไม่คิดอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อใดๆ)

เจ็ดล้านห้าแสนบาท!

เนื่องจากลุงแมวน้ำต้องการมีเงินก้อน 7,500,000 บาท เพื่อสร้างบำนาญหลังการเกษียณอายุขึ้นมาเอง นอกจากนี้ลุงแมวน้ำยังมีความจำเป็นต้องเก็บออมเพื่อการอื่นอีก ดังนั้นลุงแมวน้ำจึงมีความคิดที่จะทำเป็นโครงการลงทุนเพื่อจัดทำกองทุนบำนาญ ของลุงแมวน้ำเอง ใช้เงินต้นจากการออมจำนวนหนึ่ง โดยให้กองทุนนี้สามารถเกิดดอกผลงอกงามต่อไปได้จนครบตามเป้า

ข้อกำหนดเบื้องต้น


เมื่อลุงแมวน้ำจะทำโครงการลงทุน คงต้องมีข้อกำหนดเบื้องต้นกันก่อน ข้อกำหนดเบื้องต้นของลุงแมวน้ำเป็นดังนี้

  1. ใช้ เงินออมในการตั้งโครงการลงทุน 192,000 บาท โดยเริ่มลงทุนเมื่อได้เงินครบ 120,000 บาท ที่เหลือทยอยออมเดือนละ 2,000 บาทอีกเป็นเวลา 3 ปี จนครบ 192,000 บาทในที่สุด
  2. ลงทุนในฟิวเจอร์สเป็นหลัก ใช้การเทรดตามแนวโน้มตลาดและเทรดอย่างเป็นระบบตามสัญญาณซื้อขายเมื่อสิ้นวัน (คือ eod trade ไม่ใช้ intraday trade)
  3. ในแต่ละปี เมื่อมีกำไรให้นำเงินกำไรมาลงทุนต่อ
  4. เป้าหมายของโครงการนี้คือกองทุนบำนาญขนาด 7,500,000 บาท
  5. ระยะเวลาของโครงการ 10-15 ปี
  6. อย่าหวังรวย อย่าหวังรวยจากโครงการลงทุนนี้ ขอให้มีทัศนคติในการทำโครงการเพียงเพื่อการยังชีพตามสมควรเท่านั้น
  7. เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการลงทุน การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเงิน 192,000 บาทนี้อาจขาดทุนและสูญเงินต้นไปจนหมดได้ ดังนั้นหากยังทำใจไม่ได้กับการสูญเงินจำนวนนี้ก็ยังไม่ควรเริ่มต้นโครงการ
หลายคนคงแปลกใจกับข้อกำหนดสองข้อสุดท้าย เหตุผลก็คือ การเทรดหุ้นหรือว่าฟิวเจอร์สอย่างเป็นระบบนั้น ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการควบคุมความโลภและความกลัว ความโลภเกิดจากเมื่อได้กำไรแล้วย่ามใจ ความกลัวเกิดจากการขาดทุนแล้วเข็ดขยาด สองประการนี้ทำให้เกิดการเสียวินัยในการเทรดและจะนำไปสู่ความหายนะอย่างแท้จริงในที่สุด ดังนั้นในการเทรดอย่างเป็นระบบนั้นต้องเริ่มต้นด้วยการปรับทัศนคติเสียก่อนและก็เท่ากับเป็นการฝึกอุเบกขาธรรมไปด้วยในตัว เมื่อควบคุมความโลภและความกลัวได้ เป้าหมายของโครงการก็จะบรรลุได้

นอกจากนี้ เพื่อลดความซับซ้อนและทำให้เข้าใจง่ายที่สุด ลุงแมวน้ำจึงทำโครงการบำนาญสำหรับตัวลุงแมวน้ำเองเท่านั้น ไม่ได้รวมบำนาญของป้าแมวน้ำเข้ามาด้วย แต่หากเข้าใจหลักการก็สามารถนำไปต่อยอดได้


การลงทุนและผลงานการลงทุน

เพื่อความสะดวกรวดเร็วและเพื่อไม่ให้ต้องคอยนาน ลุงแมวน้ำจะขอสมมติว่าเริ่มการลงทุนตั้งแต่ปี 2009 และมีการเตรียมการมาตั้งแต่ปี 2008 ดังนี้

ปี 2008 (พ.ศ. 2551)

เตรียมการลงทุนโดยจัดเตรียมเงินออม ศึกษาการเทรดนามแนวโน้มอย่างเป็นระบบ เปิดพอร์ตการลงทุนกับโบรกเกอร์ทั้งโบรกเกอร์หลักทรัพย์ (หุ้นและ Tfex) และโบรกเกอร์สินค้าเกษตร

การลงทุนในปีที่ 1 (ปี 2009 พ.ศ. 2552)

ปีนี้เป็นปีแรกของการลงทุน ลุงแมวน้ำใช้เงินในการลงทุนขั้นต้น 120,000 บาท ส่วนที่เหลือออมรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท

เงิน 120,000 บาทจะนำมาใช้ลงทุนอย่างไร คำตอบก็คือเงินจำนวนนี้คือเงินจำนวนน้อยที่สุดที่จะเทรดฟิวเจอร์สได้นั่นเอง โดยในการเทรดฟิวเจอร์สนั้น ปี 2009 มีสินค้าอะไรให้เทรดได้บ้าง

  • S50 ตลาด Tfex ใช้ IM (initial margin หรือมาร์จินตั้งต้น) 50,000 บาท
  • RSS ยางพาราตลาด Afet ใช้ IM 20,000 บาท
  • WBR ข้าวขาว กับ TC มันสำปะหลัง ตลาด Afet ปริมาณการซื้อขายแทบไม่มี จึงไม่นำมาพิจารณา

อาศัยสูตรการเตรียมเงินสำหรับเทรดฟิวเจอร์ส นั่นคือ 3.5 เท่าของ IM+MM หรือเขียนเป็นสมการได้ว่า
เงินที่ต้องเตรียม = 3.5 x (IM + MM)

ดังนั้นหากต้องการเทรด RSS ต้องเตรียมเงินไว้ = 3.5 x (20000+15000) = 122,500 บาท

และหากต้องการเทรด S50 ต้องเตรียมเงินไว้ = 3.5 x (50000 +35000) = 297,500 บาท

ลุงแมวน้ำจึงเลือกที่จะเทรดฟิวเจอร์สของยางพาราเนื่องจากเป็นฟิวเจอร์สที่ใช้เงินน้อยกว่า S50

ลุงแมวน้ำเข้าเทรดเมื่อเกิดสัญญาณซื้อครั้งแรกของยางพาราเมื่อวันที่ 13/03/2009 ที่ราคา 51 บาท ภาวการณ์ในขณะนั้นลุงแมวน้ำประเมินว่าอาจจะจบคลื่น A หรือไม่ก็คลื่น C ไปแล้ว หากจบคลื่น A เราก็กำลังอยู่ในคลื่น B และหากจบ C เราก็กำลังอยู่ในคลื่น 1 ซึ่งคลื่นขาขึ้นทั้งคู่อีกทั้งเป็นช่วงต้นลูกคลื่นเสียด้วย ดังกราฟต่อไปนี้



และเมื่อสิ้นปี ลุงแมวน้ำได้กำไรจากยางพารา 1 สัญญานั้นเป็นเงิน 156,435 บาท ดังรายงานสรุปเมื่อสิ้นปี 2009 ดังนี้



เท่ากับว่าขณะนี้กองทุนบำนาญสามารถทำรายได้เลี้ยงลุงแมวน้ำหลังเกษียณได้เดือนละ 1,001 บาทจนถึงอายุ 85 ปี

การลงทุนในปีที่ 2 (ปี 2010 พ.ศ. 2553)

เมี่อต้นปีที่สอง ลุงแมวน้ำมีทุนอยู่ในโครงการทั้งสิ้นเป็นเงิน 300,435 บาท โดยรวมจากเงินลงทุนต้นปี เงินกำไร และเงินออมที่เก็บในระหว่างปีนำมาสมทบ

ในปีที่สองนี้ลุงแมวน้ำจะลงทุนอย่างไรดี

เงินสามแสนบาทหากต้องการเทรด S50 ก็จะเทรดได้หนึ่งสัญญา โดยต้องเลิกเทรด RSS ไปเนื่องจากหากเทรดทั้ง S50 และ RSS เงินสำรองที่ต้องกันเอาไว้จะไม่พอ ดังนั้นลุงแมวน้ำจึงตัดสินใจเลือกเทรด RSS เพิ่มอีกหนึ่งสัญญาแทน โดยในปีนี้เท่ากับว่าลุงแมวน้ำเทรดยางพารา 2 สัญญา โดยยางพาราสัญญาที่สองนั้นเข้าเทรดเมื่อเปิดสัญญาณซื้อในวันที่ 5/02/2010 ที่ราคา 99 บาท

เทรดยางพารา 2 สัญญาต้องเตรียมเงินลงทุนประมาณ 240,000 บาท ดังนั้นลุงแมวน้ำจึงยังเหลือเงินทุนอยู่ 60,000 บาท จึงนำไปซื้อกองทุนน้ำมัน K-OIL เอาไว้ ดังที่เคยวิเคราะห์เอาไว้แล้วว่าในปีนี้น้ำมันน่าสนใจกว่าทองคำเพราะว่า น้ำมันยังอยู่ในคลื่น 3 ขณะที่ทองคำใกล้จบคลื่น 5 แล้ว

ผลการลงทุนในรอบปีที่สอง คำนวณ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏผลกำไรขาดทุนเป็นดังนี้



ผลการลงทุนในรอบปีที่สอง คำนวณ ณ สิ้นเดือนมีนาคม ปรากฏผลกำไรขาดทุนเป็นดังนี้



ผลการลงทุนในรอบปีที่สอง คำนวณ ณ สิ้นเดือนเมษายน ปรากฏผลกำไรขาดทุนเป็นดังนี้



ผลการลงทุนในรอบปีที่สอง คำนวณ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม ทั้งยางและน้ำมันดิบราคาตก กองทุนน้ำมันเกิดสัญญาณขายซึ่งลุงแมวน้ำประเมินทิศทางของน้ำมันดิบแล้วจึงตัดสินใจขายไปเมื่อ 6 พ.ค. ปรากฏผลกำไรขาดทุนเป็นดังนี้



ผลการลงทุนในรอบปีที่สอง คำนวณ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ยางพาราเกิดสัญญาณหลอกจึงทำให้ขาดทุนเพิ่ม และเดือนนี้ไม่ได้ถือกองทุนน้ำมันแล้ว ปรากฏผลกำไรขาดทุนเป็นดังนี้



ผลการลงทุนในรอบปีที่สอง คำนวณ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ยางพาราเกิดสัญญาณหลอกถึง 2 ครั้งติดกัน รวมทั้งตกรถไปครั้งหนึ่ง ทำให้คืนกำไรไปโข ยอดขาดทุนสุทธิมากขึ้นกว่าเดือนที่แล้ว แต่ขณะนี้น่าจะตามแนวโน้มมาได้ถูกทางแล้ว และกองทุนสินค้าเกษตรเริ่มเห็นกำไรแล้ว ต่อไปผลขาดทุนสุทธิน่าจะเริ่มลดลงและทำกำไรได้ในที่สุด ปรากฏผลกำไรขาดทุน ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมเป็นดังนี้



ผลการลงทุนในรอบปีที่สอง คำนวณ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม ยางพาราอยู่ในสภาพแนวโน้มขาขึ้นแล้ว ดังนั้นเมื่อมีแนวโน้ม การเทรดตามแนวโน้มจึงเริ่มให้ผลกำไรไปลดการขาดทุนสะสมลง และกองทุนสินค้าเกษตรเริ่มเห็นกำไรมากขึ้นแล้ว ปรากฏผลกำไรขาดทุน ณ สิ้นเดือนสิงหาคมเป็นดังนี้



ผลการลงทุนในรอบปีที่สอง คำนวณ ณ สิ้นเดือนกันยายน ยางพาราอยู่ในสภาพแนวโน้มขาขึ้นแล้วทำให้ตัดขาดทุนจากสัญญาณหลอกที่ผ่านมาได้จนหมดและเริ่มมีกำไรแล้ว กองทุนสินค้าเกษตรก็อยู่ในทิศทางขาขึ้น พอร์ตการลงทุนดูดีขึ้นกว่าเดือนที่แล้ว




ผลการลงทุนในรอบปีที่สอง คำนวณ ณ สิ้นเดือนตุลาคม พอร์ตการลงทุนได้กำไรจากยางพารามากขึ้น กองทุนสินค้าเกษตรก็อยู่ในทิศทางขาขึ้น พอร์ตการลงทุนตอนนี้สามารถสร้างบำนาญหลังเกษียณ 25 ปีได้ถึงเดือนละ 1,496 บาทแล้ว



ผลการลงทุนในรอบปีที่สอง คำนวณ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน เดือนนี้เป็นเดือนที่ลุงแมวน้ำจัดการอะไรต่ออะไรไปหลายอย่างเกี่ยวกับพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุนี้ ซึ่งลุงแมวน้ำจะขอแจกแจงดังนี้

  1. ราคายางปรับตัวสูงขึ้น สินค้าเกษตรในตลาดโลกก็มีราคาสูงขึ้น ทำให้พอร์ตการลงทุนมีกำไรเพิ่มมากขึ้น กำไรจากการเทรดฟิวเจอร์สยางพารากับกำไรจากกองทุน K-Agri รวมแล้วประมาณ 245,000 บาท
  2. เนื่องจากลุงแมวน้ำติดตามฟิวเจอร์ของ SET50 (SET50 furutres, S50) มาโดยตลอด เห็นว่าเกิดสัญญาณซื้อมาเป็นเวลานานหลายเดือนแล้ว จากการสังเกตคาดว่าอีกไม่นานอาจเกิดสัญญาณขาย รวมทั้งอาจกลับทิศแนวโน้มก็ได้ ประกอบกับกองทุนรวม K-Agri เกิดสัญญาณขายเมื่อวันที่ 16 พ.ย. ดังนั้นลุงแมวน้ำจึงขายกองทุน K-Agri ไปเมื่อวันที่ 17 พ.ย.
  3. กำไรจากยางพารา กำไรจาก K-Agri รวมทั้งเงินต้นที่ลงทุนใน K-Agri กับเงินออมรายเดือน ทั้ง 4 รายการนี้เป็นเงินรวมกันประมาณ 300,000 บาท เท่ากับว่าลุงแมวน้ำมีเงินพอที่จะเทรด S50 ได้แล้ว (การเทรด S50 ต้องเตรียมเงินเพื่อการเทรดเอาไว้เป็นจำนวน 3.5 เท่าของ IM+MM ซึ่งเป็นเงินประมาณ 300,000) บาท
  4. เมื่อวันที่ 26 พ.ย. S50 เกิดสัญญาณขาย ลุงแมวน้ำจึงเริ่มการลงทุนใน S50 ด้วยการเปิดสัญญาขาย S50 เอาไว้ที่ 685.80 จุด
  5. ขณะนี้ลุงแมวน้ำเทรดฟิวเจอร์สอยู่ 3 สัญญา คือยางพารา RSS3 2 สัญญา และ S50 1 สัญญา นั่นหมายความว่าลุงแมวน้ำต้องเตรียมเงินลงทุนเอาไว้ตามสูตร 3.5 เท่าของ IM+MM คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 542,500 บาท โดยเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่สำรองเอาไว้เผื่อการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นได้
  6. สืบเนื่องจากข้อ 5 แต่ในการเทรดจริงๆนั้นไม่ต้องนำเงินไปวางกับโบรกเกอร์หมดทั้งจำนวนนี้ เราสามารถวางเพียงส่วนหนึ่ง แล้วส่วนหนึ่งเราเก็บเอาไว้เอง หากขาดทุนมากจนเงินที่วางเอาไว้กับโบรกเกอร์ไม่เพียงพอจึงค่อยๆทยอยนำเงินทุนสำรองนี้เติมลงไป เงินส่วนหนึ่งที่เราเก็บเอาไว้เองนี้ปกติลุงแมวน้ำฝากเอาไว้ในบัญชีออมทรัพย์ แต่เนื่องจากบัญชีออมทรัพย์ได้ผลตอบแทนต่ำมาก หากพักเงินเอาไว้ในบัญชีออมทรัพย์แทบไม่ได้ผลตอบแทนอะไร ลุงแมวน้ำจึงจัดการเสียใหม่ โดยแบ่งเงินทุนสำรองในการเทรดฟิวเจอร์ส ออกมาครึ่งหนึ่ง แล้วนำมาพักไว้ในกองทุนรวมตราสารหนี้ซึ่งให้ดอกผลดีกว่าอัตราดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ การนำเงินสำรองในการเทรดไปพักไว้ในกองทุนรวมตราสารหนี้นั้นถือเป็นการพักเงิน ไม่ได้ถือเป็นการลงทุนเนื่องจากกองทุนตราสารหนี้มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นและฟิวเจอร์ส ลุงแมวน้ำเลือกพักเงินไว้ที่กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนเปิดกรุงศรีโทเทิลรีเทิร์นบอนด์ (Krungsri Total Return Bond Fund, KF-TRB) อันเป็นกองทุนรวมประเภทลงทุนในต่างประเทศ (FIF) เป็นจำนวนเงิน 275,000 บาท
  7. ลุงแมวน้ำแบ่งเงินกำไรส่วนหนึ่ง จำนวน 10,000 บาทไปซื้อ ปฏิทินสงเคราะห์สัตว์ - โครงการเพื่อนข้างถนน เพื่อเอาไว้แจกเด็กๆที่มาชมการแสดงของลุงแมวน้ำถือเป็นของขวัญปีใหม่ รวมทั้งได้ช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดด้วยอันเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขและแบ่งปันเพื่อช่วยเหลือชีวิตอื่นๆ ดังที่ลุงแมวน้ำเคยบอกเอาไว้ว่าเงินกำไรที่ได้มาจากการลงทุนในตลาดหุ้นหรือตลาดฟิวเจอร์สนั้นส่วนหนึ่งมาจากหยาดเหงื่อและน้ำตาของผู้อื่น ดังนั้นควรเทรดด้วยความเมตตา ควรรู้จักพอประมาณ รวมทั้งเมื่อได้มาแล้วควรมีการแบ่งปันด้วยจึงจะถือได้ว่าเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกัน
ผลการลงทุนในเดือนพฤศจิกายนนี้ พอร์ตลงทุนของลุงแมวน้ำสามารถเลี้ยงลุงแมวน้ำหลังจากเกษียณไปแล้วเดือนละ 1,799 บาทเป็นเวลา 25 ปี




ผลการลงทุนในเดือนธันวาคมนี้อันเป็นการสรุปการลงทุนสิ้นปี 2553 พอร์ตลงทุนของลุงแมวน้ำมีทรัพย์สิน 682,031 บาท โดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีก 381,596 บาท เมื่อเทียบกับตอนสิ้นปี 2552

ทรัพย์สินของกองทุนในขณะนี้สามารถใช้เป็นบำนาญหลังเกษียณได้เดือนละ 2,273 บาทเป็นเวลา 25 ปี เทียบกับเมื่อตอนเริ่มต้นโครงการเมื่อต้นปี 2009 ด้วยเงินลงทุน 120,000 บาท ซึ่งเท่ากับรายได้หลังเกษียณเดือนละ 400 บาทตลอด 25 ปี




การลงทุนในปีที่ 3 (ปี 2011 พ.ศ. 2554)

หลังจากการลงทุนผ่านไป 2 ปี พอร์ตลงทุนเพื่อการเกษียณอายุของลุงแมวน้ำก็เติบโตขึ้น มียอดยกมาจากปีที่แล้ว (ปี 2010, 2553) 682,031 บาท ลองมาติดตามการลงทุนในปีที่ 3 กันต่อไป

ในเดือนแรกของปีที่ 3 หรือว่าในเดือนที่ 25 ของการลงทุนนี้ พอร์ตการลงทุนได้กำไรจากราคายางพาราที่ทะยานขึ้นมาอีกประมาณสองแสนกว่าบาทบาท ส่วน S50 นั้นลุงแมวน้ำได้กำไรจากตลาดขาลง ทำให้การขาดทุนสะสมลดลง กองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนเอาไว้ก็กลับมามีกำไร

ลุงแมวน้ำแบ่งเงินส่วนหนึ่ง จำนวน 20,000 บาทมาใช้ในการทำหมันหมาจรจัดและแมวจรจัด ทำได้ประมาณ 20 กว่าตัว แม้ว่าการทำหมันหมาจรจัดและแมวจรจัดจะเป็นการแก้ปัญหาสัตว์จรจัดแบบกลางเหตุ (ต้นเหตุคือคนทิ้งสัตว์ และสัตว์จรจัดสืบพันธุ์โดยไร้การควบคุม ผลก็คือสัตว์จรจัดเพิ่มปริมาณมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาสัตว์จรจัดล้นเมือง โรคปัญหาพิษสุนัขบ้า และปัญหาสัตว์ทำร้ายคน รวมทั้งปัญหาอื่นๆตามมา) แต่ก็ยังพอช่วยได้บ้าง ส่วนใหญ่เป็นสุนัขจรจัดและแมวจรจัดตามสถานที่ก่อสร้าง

อาจมีบางคนตั้งข้อสงสัยว่า หากพอร์ตลงทุนมีค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการลงทุนจะไม่ทำให้ผลตอบแทนของกองทุนลดน้อยลงไปหรือ คำตอบก็คือลดลงไปบ้างจริง แต่ความคิดของลุงแมวน้ำก็คือเรื่องการแบ่งปันไม่จำเป็นต้องรอ ไม่ต้องรอให้รวยหรือไม่ต้องรอให้ได้กำไรมากๆเสียก่อนจึงค่อยแบ่งบันเนื่องจากความเดือดร้อนและความทุกข์นั้นไม่รอเวลา ความช่วยเหลือเพื่อแบ่งเบาความทุกข์ก็ไม่ควรรีรอเช่นกัน การให้เเป็นเหตุให้เกิดความสุขมากยิ่งกว่าการรับ ลุงแมวน้ำสร้างพอร์ตการลงทุนขึ้นมาเพื่อสะสมเงินเอาไว้เพื่อให้สบายกายในยามชรา แต่ถ้าพอร์ตการลงทุนนี้สามารถสร้างความสุขใจได้ในเวลาปัจจุบัน ก็ยิ่งน่าจะเป็นเรื่องดีขึ้นไปอีก ได้ทั้งสบายใจ ได้ทั้งสบายกาย ดังนั้นลุงแมวน้ำจึงมีความตั้งใจเอาไว้ว่าพอร์ตการลงทุนนี้จะมีค่าใช้จ่ายเพื่อการแบ่งปันบรรเทาทุกข์ได้ตามสมควร

สรุปแล้ว ณ สิ้นเดือน มกราคม 2553 ลุงแมวน้ำสามารถสร้างบำนาญเลี้ยงตูเองในยามชราได้แล้วเดือนละ 2,973 บาท




พอร์ตการลงทุนของโครงการนี้จะปรับปรุงยอดทุกสิ้นเดือนและนำมาโพสต์ในต้นเดือนถัดไป สามารถคลิกดูได้ที่เมนูด้านขวาใต้สารบัญ ดังภาพข้างล่างนี้