Tuesday, May 8, 2012

สรุปตลาดรอบสัปดาห์ 30/04/2012 - 04/05/2012

เมื่อวันจันทร์ที่ 07/05/2012 เป็นวันหยุดของบ้านเรา ดังนั้นตลาดหุ้นบ้านเราจึงหยุดด้วย แต่ตลาดบ้านอื่นเปิดทำการและผันผวนพอควรทีเดียว

เรามาดูสรุปตลาดในสัปดาห์ที่แล้ว (30/04/2012 - 04/05/2012) กันก่อน ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง สถานการณ์ทางฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกายังเป็นตัวฉุดตลาดโดยรวม โดยทางฝั่งยุโรปนั้นธนาคารหลายแห่งของสเปนถูกลดอันดับเครดิต การรัดเข็มขัดของกรีซเพื่อปรับสัดส่วนหนี้สารธณะให้ต่ำลงดูจะส่งผลร้ายต่อสภาพเศรษฐกิจแทนที่จะช่วยให้ดีขึ้น ฝรั่งเศสเลือกประธานาธิบดี กรีซเลือกตั้ง (ตอนนี้รู้ผลแล้ว) ส่วนทางสหรัฐอเมริกาก็กังวลกับรายงานตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดเอาไว้ สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจยังไม่น่าไว้วางใจ

ส่วนเรื่องอัตราว่างงานของสหรัฐอเมริกา 8.1% ที่รายงานในเดือนเมษายนนั้น แม้ตัวเลขจะดูดีแต่ที่จริงแล้วอาจดีไม่จริงเพราะการคำนวณอัตราว่างงานนั้นต้องขึ้นกับคำนิยามด้วยว่านิยามว่าว่างงานไว้ว่าอย่างไร อย่างเช่น การคำนวณอัตราการว่างงานอย่างเป็นทางการของ สรอ ที่เรียกว่าวิธี U-3 ซึ่งได้ตัวเลข 8.1% นั้นจะมีเกณฑ์ว่าหากว่างงานนานไประยะเวลาหนึ่งจะกลายสภาพเป็นผู้ไม่อยากทำงานไป ซึ่งผู้ไม่อยากทำงานนี้จะไม่เอาไปคำนวณในอัตราการว่างงานวิธี U-3 เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน สรุปว่าอัตราการว่างงานของ สรอ นั้นมีค่าตั้งแต่ 4.5% ไปจนถึง 14.5% ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาเกณฑ์อะไรมาใช้ในการคำนวณ ดังนั้นการดูตำแหน่งงานว่าเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใดจึงเป็นตัวบ่งชี้สภาพเศรษฐกิจที่ใช้พิจารณาประกอบกับอัตราการว่างงาน

สรุปแล้วภาวะการลงทุนในสัปดาห์ที่แล้วดูเหมือนนักลงทุนจะใจคอไม่ค่อยดี ดัชนีตลาดหุ้นระดับโลก คือ Dow Jones Global Index และดัชนี MSCI A/C World Index ปรับตัวลดลง -2.3% กับ -2.8% ตามลำดับ หากมองในระดับภูมิภาค ตลาดหุ้นกลุ่มสหภาพยุโรปปรับตัวลดลงประมาณ -3.4% ฝั่งทวีปอเมริกา ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของ สหรัฐอเมริกาลดลงไป -1.4% ส่วนดัชนีละตินอเมริกาลดลง -2.6% มีตลาดหุ้นในย่านเอเชียแปซิฟิกที่เป็นพระเอกเพราะว่ายังสามารถเขียวส่วนโลกตะวันตกได้ ดัชนีตลาดหุ้นอาเซียน +1.1%

ตลาดหุ้นที่ขึ้นแรงในรอบสัปดาห์ที่แล้ว ได้แก่ จีน +3.4% ได้หวัน +3.0% ส่วนตลาดหุ้นที่ลงแรง ได้แก่ อิตาลี -5.8% สเปน -3.8% เยอรมนี -3.5% แคนาดา -3.0%

สำหรับตลาดหุ้นไทย สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี SET index ปรับตัวขึ้น +1.29% หุ้นแรงได้แก่ ROBINS +8.0%, BLA +6.4%, PS +5.8%, BIGC +5.8, MAKRO +5.6% หุ้นร่วงได้แก่ TICSO -9.0%, LH -5.0%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ในรอบสัปดาห์ที่แล้วน้ำมันดิบลงแรง น้ำมันดิบ WTI (CL) -6.1% ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ (BZ) -5.6% กลุ่มโลหะ ทองแดง -2.7% ทองคำ (GC) -1.2% โลหะเงิน (SI) -3.1% ส่วนสินค้าเกษตรนั้นข้าวสาลี (W) กับฝ้าย (CT) ลงแรง ดัชนีสินค้าเกษตรลดลง -2.4%

ด้านตราสารหนี้และกองทุนตราสารหนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี อยู่ที่ 3.81 (จากเดิม 3.78) เพิ่มขึ้น 3 จุด (basis point) กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ KFTRB ที่ลงทุนใน PIMCO Total Return Bond Fund มูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ปรับเพิ่ม 0.37% ส่วน TMBGBF ที่ลงทุนใน Templeton Global Bond Fund มีมูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้น 0.16%

ทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาแข็งค่าขึ้น โดย ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD Index) ปรับเพิ่ม +1.1% เงินยูโรอ่อนค่า -1.3% ส่วนเงินเยนแข็งค่า +0.6% เงินดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่า -0.5% ส่วนเงินบาทอ่อนค่า -0.7%


ค่าเงินเช้านี้ (08/05/2012)

ตลาดหุ้นและสินค้่าโภคภัณฑ์ในวันที่ 07/05/2012 ค่อนข้างผันผวน ทั้งเอเชีย ยุโรป และฝั่งอเมริกา ตลาดหุ้นเอเชียลงแรงหลายตลาด เช่น ตลาดหุ้นหั่งเส็งของฮ่องกง ส่วนยุโรปนั้นเปิดแดงแบบยกแผงทั้งยุโรป แต่แล้วก็ค่อยๆดีขึ้นและสามารถปิดเขียวได้บางตลาด ดัชนี DAX ของเยอรมนี +0.1%

ส่วนค่าเงินนั้นค่อนข้างแปลก เมื่อวานตลาดหุ้นย่านเอเชียกับยุโรป รวมทั้งตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ผันผวนหนักพอดู แต่ว่าค่าเงินดอลลาร์ สรอ กับยูโรค่อนข้างนิ่ง usd index อยู่ในกรอบแคบ 79.6 ถึง 80.0 จุด เงินยูโร -0.2% ส่วนค่าเงินสกุลเอเชียแปซิฟิกนั้นปรับตัวเล็กน้อย ดอลลาร์ออสเตรเลีย +0.2% เงินเยน -0.1% ดอลลาร์สิงคโปร์ -0.1% ส่วนเงินบาท -0.2%

เช้านี้ (08/05/2012) usd index 79.6 จุด เงินยูโร 1.305 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 79.97 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 30.99 บาท/ดอลลาร์ สรอ มีแตะ 31.0 บาทบ้างในระหว่างวัน

น้ำมันดิบ wti 97.8 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 113.3 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1638 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์

เอาไว้พรุ่งนี้ลุงแมวน้ำจะมาประเมินสถานการณ์โดยใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคกัน วันนี้เมื่อยครีบแล้ว ขอนอนก่อนละคร้าบ ^_^



อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 07/05/2012



ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 07/05/2012





กราฟแสดงความสัมพันธ์ของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินสำคัญบางสกุลรวมทั้งทองคำ


ตารางหุ้น ฟิวเจอร์ส และกองทุนรวม และค่าสถิติต่างๆ

Saturday, May 5, 2012

เช้าวันหยุดกับลุงแมวน้ำ พริกขี้หนูลดน้ำหนัก





เช้านี้ลุงแมวน้ำอารมณ์แจ่มใสเพราะว่าเป็นวันหยุดยาว อีกทั้งยังเป็นวันที่ 5/5/55 ดังนั้นลุงแมวน้ำคงต้องพยายามหัวเราะทั้งวัน

เช้านี้จะทำอะไรดีล่ะ มาปลูกต้นไม้กันดีกว่า ต้นไม้ที่ลุงแมวน้ำจะแนะนำวันนี้เป็นต้นไม้วิเศษ พูดจริงไม่ได้พูดเล่น อ่านต่อไปแล้วจะรู้ว่าต้นไม้นี้สารพัดประโยชน์จริงๆ

ต้นไม้วิเศษที่ว่านี้คือต้นแมวน้ำ เอ๊ย ไม่ใช่ ต้นพริกขี้หนู มีประโยชน์มากมาย แต่จะใช้สอยให้กวาดบ้าน ถูพื้น ล้างจาน ไม่ได้นะ หมายถึงประโยชน์ต่อสุขภาพเท่านั้น ^_^

เมื่อพูดถึงพริก แต่ละคนคงนึกถึงพริกในแง่มุมต่างๆกัน สาวๆอาจนึกถึงสารสกัดพริกที่ใช้ลดน้ำหนัก บางคนอาจนึกถึงน้ำพริกกะเหรี่ยงรสเผ็ด บางคนอาจนึกถึงพริกยอดสนคั่วกลิ่นหอมฉุยที่กินกับขนมจีนน้ำยาหรือกินกับข้าวซอย รวมทั้งบางคนอาจนึกถึงพริกชี้ฟ้าที่มีสีสันสดใส ใช้ประดับจานอาหารให้ดูน่ากิน

พวกพริกที่เป็นผลเรียวยาว (ไม่รวมพริกไทย) เป็นพืชในสกุลเดียวกัน นั่นคือ สกุลแคปสิคัม (Genus Capsicum) ซึ่งเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่าเผ็ดร้อน ว่ากันว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของพริกอยู่ในทวีปอเมริกา มีการเพาะปลูกกันมาหลายพันปีแล้ว ต่อมาจึงกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆของโลก

พริกมีผลเรียวยาว (ที่เห็นเป็นฝักสีเขียวๆแดงๆ หากเรียกให้ถูกคือผลพริก แต่ส่วนใหญ่เรามักเรียกว่าเม็ดพริก จำนวนนับในภาษาไทยเราก็นับพริกเป็นเม็ด ไม่ได้นับเป็นผล แต่เพื่อไม่ให้สับสน ลุงแมวน้ำขอเรียกว่าผลพริก) นี้หากแบ่งย่อยลงไปอีกก็จะแบ่งเป็นพริกรสเผ็ด กับพริกที่รสไม่เผ็ด พวกพริกที่มีรสเผ็ดส่วนมากมักมีผลเล็ก ได้แก่พวก พริกขี้หนู พริกกะเหรี่ยง พริกยอดสน ฯลฯ ส่วนพริกที่ไม่เผ็ดมักเป็นพริกผลใหญ่ นั่นคือ พริกหยวก พริกชี้ฟ้า พริกหวาน ฯลฯ นอกจากนี้แล้วยังมีชื่อพื้นเมือง ชื่อท้องถิ่นที่ใช้เรียกพริกอีกมากมาย

ที่ลุงแมวน้ำอยากเขียนถึงก็คือพริกขี้หนูซึ่งเป็นกลุ่มพริกรสเผ็ด พริกขี้หนูนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Capsicum frutescens L. ซึ่งยังแยกเป็นสายพันธุ์ย่อยอีกมากมายเนื่องจากพริกนี้มีผู้นิยมผสมและคัดพันธุ์พริกกันค่อนข้างมาก ส่วนพริกชี้ฟ้านั้นมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Capsicum annuum L. คืออยู่ในสกุล (genus) เดียวกันแต่เป็นคนละชนิดพันธุ์ (species) กัน

จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าสารที่ทำให้เกิดความเผ็ดร้อนในพริกนั้นมีคุณประโยชน์มากมาย โดยนักวิทยาศาสตร์เรียกสารที่ทำให้เกิดความเผ็ดร้อนในพริกว่าสารแคปไซซิน (capsaicin) ลองมาดูกันว่าประโยชน์ของแคปไซซินที่นักวิทยาศาสตร์วิจัยค้นคว้าออกมานั้นมีอะไรบ้าง

ผลต่อการขยายตัวของหลอดเลือด พบว่าสารแปคไซซินนี้ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว มีเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณนั้นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเมื่อกินลงไปในกระเพาะก็จะทำให้เนื้อเยื่อของกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้นมีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น ช่วยให้มีการดูดซึมสารต่างๆทำให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่าฤทธิ์ในด้านไบโออะเวลาบิลิตี (bioavailability เรียกยากจัง)แต่อย่างไรก็ดี ผลด้านการขยายตัวของหลอดเลือดคงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลไกด้าน bioavailability เท่านั้น

ช่วยในการละลายลิ่มเลือด ซึ่งลิ่มเลือดนี้เองที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้หัวใจวาย หรือภาวะลิ่มเลือดอุดตันในสมองก็ทำให้ร่ายกายเป็นอัมพฤกษ์ สารแคปไซซินช่วยละลายลิ่มเลือดและป้องกันไม่ให้เลือดจับตัวเป็นลิ่มได้ ดังนั้นจึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่ายก็ต้องระวังเพราะแคปไซซินจะยิ่งทำให้เลือดออกง่ายและหยุดได้ยาก

ช่วยเพิ่มเมตาโบลิซึมในร่างกาย หมายถึงช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่าง ทำให้ร่างกายใช้พลังงานเพิ่มขึ้น และนี่เองคือจุดที่นักธุรกิจนำไปใช้เป็นจุดขายในผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก คือทำเป็นสารสกัดพริกขายโดยอ้างว่ากินแล้วผอมหรือกินแล้วหุ่นดี พวกสารที่กินแล้วผอมนี่ยังมีอีกตัวหนึ่ง นั่นคือกรดอะมิโนแอล คาร์นิทีน (L-carnitine) ที่นิยมเอาไปทำกาแฟลดน้ำหนักกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทั้งแคปไซซินและแอลคาร์นิทีนแม้จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้บ้างก็จริง แต่ช่วยเพิ่มได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น พฤติกรรมการบริโภคมีความสำคัญที่สุด หากยังกินมาก นอนมาก ออกกำลังน้อย สารเหล่านี้ก็ช่วยลดน้ำหนักไม่ได้อยู่ดี ซ้ำยังเป็นผลร้ายที่ทำให้เรายิ่งประมาท ไม่ระมัดระวังในการบริโภค เผลอๆจะอ้วนมากกว่าเดิมเสียอีก

ประโยชน์ประการต่อมาของแคบไซซินก็คือ ช่วยลดคอเลเตอรอล (cholesterol) และ ช่วยลดไขมันชนิดที่ไม่ดี (ที่เรียกว่า แอลดีแอล LDL) ในกระแสเลือด อีกทั้ง ช่วยเพิ่มปริมาณไขมันชนิดดี (คือไขมันชนิด HDL) ประโยชน์ข้อนี้ก็สำคัญ เพราะว่า LDL นั้นทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมสภาพ ขาดความยืดหยุ่น เพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน แต่ก็อีกนั่นแหละ พฤติกรรมการบริโภคยังมีความสำคัญมากที่สุดอยู่ดี

ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด สารแคปไซซินช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลงได้บ้าง ดังนั้นจึงมีประโยชน์สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานหรือต้องการคุมระดับน้ำตาลในในเลือด แต่ก็ต้องควบคู่ไปกับการจัดโภชนาการที่เหมาะสมด้วย ไม่ใช่กินเค้ก กินน้ำอัดลม กินทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เข้าไปตั้งกิโลแล้วมากินพริก อย่างนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

นอกจากประโยชน์ในด้านอาหารแล้ว ความเผ็ดร้อนของพริกยังช่วย บรรเทาอาการปวด ลดอาการบวม ตามข้อและกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี จึงมีการพัฒนาเจลพริกสำหรับนวดข้อและกล้ามเนื้อ รวมทั้งพริกยังสามารถ บรรเทาอาการหวัด เพราะว่าในพริกมีวิตามินซีสูง

และที่สำคัญ สารแคปไซซินในพริกยังช่วยกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่งสารเอนดอร์ฟิน (endorphin) ออกมา สารเอนดอร์ฟินนี้เรียกภาษาชาวบ้านว่าเป็นสารสร้างสุข คือเมื่อต่อมใต้สมองหลั่งสารนี้ออกมาจะทำให้มีอารมณ์แจ่มใส คล้ายกับหลังการออกกำลังกายนั่นเอง ดังนั้นใครที่เริ่มหดหู่ซึมเศร้า หากอาการไม่มากนักก็ออกกำลังกายบ้าง กินพริกบ้าง ก็ช่วยได้ แต่หากเป็นมากๆก็ไปพบแพทย์ดีกว่า อย่ามัวแต่กินพริก

เห็นไหมว่าประโยชน์ของพริกขี้หนูมีมากมาย ดังนั้นจึงเป็นต้นไม้ที่น่าปลูกมากอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งนอกจากเราจะกินผลพริกแล้วเรายังสามารถกินใบพริกได้อีกด้วย ในใบพริกก็มีสารแคปไซซินนิดหน่อย นำไปต้มแกงจืด ทำให้มีรสชาติเผ็ดนิดๆ เป็นแกงจืดที่จืดแต่อร่อยมากทีเดียว

เอาละ เรามาดูวิธีการปลูกพริกขี้หนูกันดีกว่า พริกขี้หนูนี้ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ก็คือต้องปลูกด้วยเมล็ดนั่นเอง ซึ่งเราอาจซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกก็ได้ หรือซื้อเป็นต้นเล็กๆมาเลี้ยงให้โตก็ได้ แล้วแต่สะดวก เนื่องจากพริกขี้หนูเองมีหลายสายพันธุ์อย่างที่ลุงแมวน้ำว่า เราสามารถหาพันธุ์มาปลูกได้ตามชอบใจ พริกขี้หนูพันธุ์แปลกๆ เช่น มีกลิ่นหอมก็มี เป็นพันธุ์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่หากเอาง่ายที่สุดก็คือพริกขี้หนูสวน หรือหากจะเอาง่ายยิ่งกว่านั้นก็เดินดูตามข้างทาง หากเจอต้นพริกก็ขุดมาปลูกที่บ้านเราได้เลย แต่ต้องดูเป็นนะว่าใช่ต้นพริกแน่หรือเปล่า แล้วต้องดูว่าไม่มีเจ้าของจริงๆด้วย เดี๋ยวจะกลายเป็นขโมยของเขามา ที่ลุงแมวน้ำพูดแบบนี้ก็เพราะนกชอบกินผลพริก กินแล้วก็ถ่ายมูลที่มีเมล็ดพริกปนออกมา ดังนั้นนกถ่ายที่ไหนตรงนั้นก็จะมีต้นพริกงอกงามอยู่ สามารถขุดมาปลูกได้ แต่พริกอะไรก็ไม่รู้นะ เพราะนกกินไม่เลือก

พริกเป็นพืชที่เลี้ยงง่าย ชอบดินร่วน มีการระบายน้ำดี สามารถปลูกในกระถางขนาด 6 นิ้วได้สบายๆ สามารถปลูกที่ระเบียงคอนโดได้ หากปลูกในกระถางหกนิ้วต้นจะไม่โตนัก แต่หากปลูกลงดินหรือใช้กระถางใหญ่หน่อยก็จะได้ต้นที่โตขึ้น สามารถเก็บใบและผลกินได้ตลอดปี

ภาพบนสุดที่เห็นเป็นต้นพริกของลุงแมวน้ำที่ปลูกในกระถางขนาด 6 นิ้ว ใช้วัสดุปลูกไร้ดินที่น้ำหนักเบา ต้นนี้ลุงแมวน้ำขุดเอามาจากข้างทาง เป็นพริกขี้หนูที่นกอึเอาไว้ ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าพริกขี้หนูสายพันธุ์อะไร แต่ว่าก็เผ็ดดี ผลเอามาปรุงอาหาร ใบเอามาต้มแกงจืดกิน และที่สำคัญคือทนทานทรหดมาก ลืมรดน้ำก็ยังเฉยๆ (^_^) ที่จริงลุงแมวน้ำมีหลายต้น ที่ซื้อมาก็มี แต่วันนี้เอามาอวดเพียงต้นเดียวเพราะว่าอาย หมู่นี้ไม่ค่อยได้ดูแล ต้นไม้เลยไม่ค่อยน่าดูนัก ต้นนี้ดีที่สุดแล้ว แต่ก็ใบเหลืองไปหน่อยเพราะขาดสารอาหารนั่นเอง

สำหรับผู้ที่ชอบกินแกงจืด ลุงแมวน้ำอยากแนะว่าต้นพริกขี้หนูนั้นมีใบหลายขนาด หากเน้นที่กินใบเวลาเลือกซื้อต้นพริกมาปลูกก็ดูใบเป็นสำคัญ บางคนชอบใบใหญ่หน่อยก็เลือกซื้อพันธุ์ที่ใบใหญ่ บางคนชอบใบเล็กหน่อยก็เลือกซื้อพันธุ์ที่ใบจิ๋วๆ สามารถเลือกได้ตามอัธยาศัย แต่หากเน้นที่ปลูกกินผลพริก ชอบเผ็ดมากเผ็ดน้อยก็มีให้เลือกได้อีกเช่นกัน

Friday, May 4, 2012

03/05/2012 * HMPRO, ROBINS, CPN



ค่าเงินเช้านี้ 04/05/2012 (รายงานวันเทรดที่ 03/05/2012)

วันที่ 03/05/2012 ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกขึ้นลงในกรอบแคบ ไม่มีขึ้นแรงหรือลงแรง ดัชนีเซ็ต SET index ปิดที่ 1240.03 จุด (+0.08%) ต่างชาติขายสุทธิ 162 ล้านบาท

ส่วนตลาดฝั่งยุโรปนั้นส่วนใหญ่ปรับตัวลง ดัชนี DAX ของเยอรมนี -0.24%

ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกา ด้านบราซิลปิดแดง -0.6% ส่วนสหรัฐอเมริกาลบเพียงเล็กน้อย ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกา -0.5%

ทางด้านค่าเงิน เงินดอลลาร์ สรอ ทรงตัว usd index ปรับตัวในกรอบแคบโดยอยู่ในกรอบ 79.1 ถึง 79.4 จุด เงินสกุลยุโรปอ่อนค่าเล็กน้อย เงินยูโร ฟรังก์สวิส โครน โครนา อ่อนค่าลงประมาณ -0.1% พอๆกันทั้งสี่สกุล

ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกอ่อนค่ามากกว่าสกุลยุโรป เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย -0.7% เงินเยนอ่อนค่า -0.1% เงินดอลลาร์สิงคโปร์ -0.3% เงินบาท -0.4% ช่วงนี้เงินดอลลาร์สิงคโปร์ดูแข็งแรงกว่าเงินบาท

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ 03/05/2012 กลุ่มน้ำมันดิบปรับตัวลงแรงเนื่องจากกลุ่มโอเปกให้ข่าวว่าจะผลิตน้ำมันสู่ตลาดเพิ่มอีก เพื่อให้ราคาน้ำมันดิบคงตัวที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ สรอ ซึ่งเป็นราคาที่กลุ่มโอเปกพอใจ กลุ่มโอเปกนี่ก็เป็นพวกปากศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน พูดอะไรแต่ละครั้งสามารถฉุดราคาน้ำมันให้ขึ้นหรือลงได้ ข่าวออกช่วงดึกๆเวลาบ้านเรา พอข่าวจบราคาน้ำมันก็ร่วงเลย น้ำมันดิบ wti -2.6% น้ำมันดิบเบรนต์ -1.8% นอกจากกลุ่มโอเปกฉุดราคาน้ำมันดิบแล้วยังฉุดราคากลุ่มโลหะลงมาด้วย ทองแดง -1.4% โลหะเงิน -1.7% ส่วนทองคำ -1.0% สินค้าเกษตรก็ลงแต่ไม่มาก ดัชนีสินค้าเกษตร 77.73 จุด (-0.4%)

เช้านี้ (25/04/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 79.2 จุด เท่ากับเมื่อวานเช้าเลยเงินยูโร 1.315 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 80.23 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 30.96 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 102.6 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 116.0 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1637 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์


กราฟราคาหุ้น ROBINS, HMPRO, CPN


วันนี้ลุงแมวน้ำเอากราฟราคาหุ้นในกลุ่มค้าปลีกมาให้ดูอีก 2 ตัว นั่นคือ HMPRO กับ ROBINS จะเห็นว่าหุ้นในหมวดพาณิชย์หรือหุ้นที่เกี่ยวกับการค้าปลีกเท่าที่เราดูมานั้น ทั้งเมื่อวานและวันนี้ รูปแบบของกราฟคล้ายๆกัน นั่นคือ คลื่น 2 เตี้ยมาก ตามปกติแล้วหากคลื่น 2 เรียบง่ายไม่หวือหวา คลื่น 4 มักผันผวนซับซ้อน ต้องคอยดูว่าเมื่อหุ้นกลุ่มนี้หากเข้าสู่คลื่น 4 แล้วจะผันผวนมากน้อยเพียงใด

กราฟราคาหุ้น ROBINS



กราฟราคาหุ้น HMPRO



อีกภาพหนึ่งคือหุ้น CPN เป็นหุ้นในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ลุงแมวน้ำนำกราฟมาให้ดูเพราะว่าเป็นหุ้นที่ขึ้นแรงในสัปดาห์ที่แล้ว แรงพอๆกับราคาหุ้นในกลุ่มค้าปลีก กับรูปแบบคลื่น 2 ตรงข้ามกับกลุ่มค้าปลีก จึงนำมาให้ดูกัน

จะสังเกตเห็นว่ากราฟราคาหุ้น CPN นั้นมีลักษณะแตกต่างที่เด่นชัดจากกลุ่มค้าปลีกก็คือคลื่น 2 มีรูปแบบผันผวนซับซ้อน ตามทฤษฎีแล้วคลื่น 2 กับคลื่น 4 มักมีลักษณะตรงข้ามกัน ดังนั้น หากคลื่น 2 ผันผวน คลื่น 4 มักจะเรียบง่าย เกิด false signal น้อย ลองตามดูไปเรื่อยๆว่าจะเป็นไปตามทฤษฎีหรือไม่ จะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง

กราฟราคาหุ้น CPN



อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 03/05/2012



ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 03/05/2012

Thursday, May 3, 2012

02/05/2012 * ตลาดโลกยังขึ้นต่อ ใครจะได้ไม้สุดท้าย, BIGC, MAKRO, CPALL, NMG



ค่าเงินเช้านี้ 03/05/2012 (รายงานวันเทรดที่ 02/05/2012)

วันที่ 02/05/2012 ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกปิดเขียว ตลาดหุ้นจีนขึ้นแรง ประมาณ 1.8% เนื่องจากหยุดมาสองวัน ตลาดหุ้นฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ขึ้นประมาณ +1% ตลาดหุ้นไทยยังขึ้นต่อ แถมขึ้นแรงอีกด้วย ดัชนีเซ็ต SET index ปิดที่ 1239.06 เพิ่มขึ้น +0.9% ต่างชาติขายสุทธิเพียงไม่กี่วันแล้วก็กลับมาซื้อสุทธิต่อเนื่องอีก วันนี้ซื้อสุทธิ 629 ล้านบาท

ส่วนตลาดฝั่งยุโรปนั้นเขียวตอนต้นตลาดแต่แล้วก็อ่อนตัวกลายมาเป็นปิดแดง ดัชนี DAX ของเยอรมนี -0.8%

ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกา ด้านบราซิลปิดเขียว ส่วนสหรัฐอเมริกากระดานแดงตลอดเวลาเทรดและปิดแดงในที่สุด แต่ลบเพียงเล็กน้อย ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกา -0.1%

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 2 เงินดอลลาร์ สรอ แข็งค่าเล็กน้อย ดัชนีดอลลาร์ สรอ ปรับตัวในกรอบแคบโดยอยู่ในกรอบ 78.8 ถึง 79.3 จุด เงินสกุลยุโรปอ่อนค่าเล็กน้อย เงินยูโร ฟรังก์สวิส -0.6% ส่วนโครน -0.5% โครนา -0.3%

ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ก็อ่อนตัวเลกน้อย เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย -0.1% เงินเยนอ่อนค่า -0.1% เงินดอลลาร์สิงคโปร์ -0.3% เงินบาท -0.4%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ 02/05/2012 ในภาพรวมปรับตัวลดลง wti -0.9% แต่น้ำมันดิบเบรนต์กลับลงแรงกว่า -1.4% กลุ่มโลหะ ทองแดง -1.5% โลหะเงิน -1.0% ส่วนทองคำ -0.5% ดัชนีสินค้าเกษตร 78.07 จุด (-2.0%)

เช้านี้ (25/04/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 79.2 จุด เงินยูโร 1.315 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 80.14 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 30.86 บาท/ดอลลาร์ สรอ น้ำมันดิบ wti 105.4 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 118.4 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1653 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์



ตลาดโลกยังขึ้นต่อ ใครจะได้ไม้สุดท้าย


ลุงแมวน้ำเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อเดือนมีนาคมเขียนบทความเรื่อง การลงทุนทองคำ เอาไว้ แต่ยังเขียนไม่จบ แล้วก็ลืมไปเสียสนิทเลย เพิ่งจะมานึกได้นี่แหละ เรื่อง การลงทุนทองคำ ที่ยังไม่จบขอติดเอาไว้ก่อน วันนี้ลุงแมวน้ำเตรียมเรื่องที่จะเขียนเอาไว้แล้วก็จะขอนำเสนอเสียก่อน

ขณะนี้ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ นี่พูดในภาพรวม ดูจากดัชนีระดับ global index ก็จะเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตลาดสำคัญเช่น ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นในยุโรปก็เช่นกัน เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ ล้วนแต่ปรับตัวขึ้นกันทั้งนั้น ทั้งๆที่มีแต่คนพูดกันว่าปัญหาของยุโรปยังไม่จบ นอกจากจะไม่จบแล้วยังไม่ได้แก้อะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันอีกด้วย แค่ซื้อเวลาเท่านั้น

ในเมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่มองปัจจัยพื้นฐานในทางไม่ค่อยดีแล้วทำไมตลาดหุ้นยังขึ้นได้ คำตอบก็คือ น่าจะเป็นเพราะว่าสภาพคล่องล้นโลกนั่นเอง ไม่ลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดพันธบัตร เงินก็ไม่งอกเงย อยากทำกำไรก็ต้องรับความเสี่ยงเอา ตอนนี้นักลงทุนไม่ว่ารายย่อยหรือกองทุนต่างก็ลงทุนหุ้นโดยตามแนวโน้มไปเรื่อยๆ หุ้นขึ้นก็ขอทำกำไรตามน้ำไป เปรียบเสมือนการเล่นวิ่งผลัด หุ้นหรือสินค้าอื่นๆที่ถืออยู่ก็เหมือนกับไม้วิ่งผลัดนั่นเอง ตอนนี้ก็ผลัดเปลี่ยนมือกันไป รออยู่แต่เพียงว่าใครจะเป็นผู้ถือไม้สุดท้าย

เมื่อวานลุงแมวน้ำพูดถึงหุ้นไทยในกลุ่มค้าปลีก วันนี้ลุงแมวน้ำจึงนำกราฟมาฝาก มีหุ้น BIGC, MAKRO และ CPALL กราฟนี้เป็นกราฟรายสัปดาห์ (weekly chart) อันหมายถึงว่าลุงแมวน้ำมองในกรอบเวลาที่ใหญ่หน่อย ลองนับคลื่นดูคิดว่าน่าจะอยู่ในคลื่น 3 ซึ่งคลื่นสามนี้ดำเนินไปไกลแล้วด้วย จะจบเมื่อไรก็ไม่รู้ หากจบคลื่น 3 ก็เข้าสู่คลื่น 4 อันเป็นคลื่นขาลงหรือ reactive wave

กราฟราคาหุ้น BIGC



กราฟราคาหุ้น MAKRO



กราฟราคาหุ้น CPALL


หุ้น CPALL นี้วัดระดับราคาเป้าหมายด้วยฟิโบนาชชี (fibonacci target price) สำหรับคลื่น 3 ไม่ถูกเพราะว่าคลื่น 2 เตี้ยมาก วัดแล้วก็มีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง เลยไม่วัดดีกว่า แต่ดูด้วยสายตาก็เห็นว่าคลื่นสามนี้ดำเนินไปไกลแล้ว ดังนั้นจะจบเมื่อไรก็ได้

และอีกสองภาพที่ไม่ใช่หุ้นค้าปลีก แต่ลุงแมวน้ำเห็นว่าราคาผันผวนน่าตื่นเต้นมาก เลยนำมากราฟมาฝากกัน


กราฟราคาหุ้น NMG (weekly chart)



กราฟราคาหุ้น NMG (daily chart)


ภาพสองภาพนี้ ภาพบนเป็นกราฟรายสัปดาห์ ส่วนภาพล่างเป็นกราฟรายวัน (daily chart) จะเห็นว่าราคาหุ้นตัวนี้โลดโผนมาก อีกทั้งนับคลื่นไม่ถูกเพราะว่ารูปแบบไม่เป็นปกติ ค่าความผันผวน (volatility index, vi) ขณะนี้ 5.4% และเคยขึ้นไปถึง 8.3% ด้วย อันเป็นระดับที่ผันผวนมาก สภาพคล่องของหุ้นต่ำมาก เพิ่งมามีสภาพคล่องเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ดังนั้นหากสภาพคล่องของหุ้นหายไปผู้ที่ถือไว้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน หุ้นแบบนี้ใช้ระบบอะไรก็เอาไม่อยู่ รวมทั้งไม่ต้องไปถึงครูอังคณาด้วย (เกี่ยวกันไหมเนี่ย ไม่เกี่ยวหรอก ^_^) เพราะว่ากว่าสัญญาณซื้อหรือสัญญาณขายจะเกิดนักเก็งกำไรก็เสียหายไปมากแล้ว ดังนั้นในทางเทคนิคหุ้นแบบนี้ไม่เหมาะที่จะเทรดด้วยระบบสัญญาณ ระบบที่ใช้ได้มีเพียงระบบเดียวคือระบบวัดดวงเอา



อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 02/05/2012



ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 02/05/2012

Wednesday, May 2, 2012

สรุปตลาดในรอบสัปดาห์ * ผลการทำอาร์บิทราจยางพารา

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาลุงแมวน้ำไม่ได้มารายงาน ส่วนวันอังคารก็หยุดเนื่องในวันแรงงาน ลุงแมวน้ำก็ฉวยโอกาสหยุดไปด้วยตามน้ำ ^_^

เรามาดูความเปลี่ยนแปลงในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมากัน สัปดาห์ปัจจุบันนี้เริ่มต้นสัปดาห์ก็เป็นวันหยุดในวันแรงงาน ตลาดหุ้นส่วนใหญ่หยุดทำการกัน ดังนั้นตลาดในสัปดาห์นี้จึงยังไม่ได้ไปไหนไกล

สัปดาห์ที่ 23/04/2012 ถึง 27/04/2012 ตลาดหุ้นโดยรวม ดัชนีระดับโลกปรับตัวขึ้น แต่หากพิจารณาในระดับภูมิภาค ตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นตัวนำตลาด กลุ่มละตินอเมริกาปรับตัวลเล็กน้อย ฝั่งเอเชียส่วนใหญ่ก็ปรับตัวลดลงเล็กน้อย

ดัชนีโลก Dow Jones Global index (W1DOW) ซึ่งเฉลี่ยจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น +1.1% ดัชนีโลกอีกดัชนีหนึ่งคือ MSCI All Country World Index ก็เพิ่มประมาณ +1.3% ดัชนีตลาดหุ้นกลุ่มยุโรป Dow Jone Europe Index (E1DOW) +1.0%

ดัชนีตลาดหุ้นกลุ่มเอเชียแปซิฟิกเฉลี่ยในรอบสัปดาห์แล้วปรับตัวลงเล็กน้อย คือ -0.05% จะเรียกว่าทรงตัวก็ได้ หากดูในส่วนดัชนีตลาดกลุ่มอาเซียน FTSE ASEAN USD Index (ดูแทนด้วย ASEAN.L) ปรับตัว -0.7% ตลาดหุ้นฮ่องกง มาเลเซีย อินเดีย และรัสเซีย เป็นกลุ่มที่ฉุดตลาด

ตลาดหุ้นที่ขึ้นแรงในรอบสัปดาห์ ได้แก่ ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ออสเตรีย อิตาลี อียิปต์ และตุรกี เหล่านี้ +2% กว่าๆ ตลาดหุ้นที่ลงแรงคือตลาดหุ้นอาร์เจนตินา และกรีซ ลดลงไป -2% กว่าๆ

ส่วนตลาดหุ้นไทยในรอบสัปดาห์ SET index ปรับตัวขึ้น +1.4% ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิต่ออีก โปรแกรมพอร์ตจำลองถือหุ้นในกลุ่ม SET50 เพิ่มจากเดิมมี 30 ตัวกลายเป็น 36 ตัว หุ้นที่ขึ้นแรงคือกลุ่มค้าปลีก BIGC +13% MAKRO +8.0% CPALL +7.1% HMPRO +7.0% และ ROBINS +6.0%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ในรอบสัปดาห์ปรับตัวขึ้น ทั้งน้ำมันดิบ สินค้าเกษตร และทองคำ กลุ่มโลหะอุตสาหกรรม ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง ปรับตัวขึ้น

ทองคำ (GC) +1.3% ช่วงนี้นักลงทุนทองคำคงเบื่อเพราะไม่ค่อยไปไหน ส่วนน้ำมันดิบ wti +1.0% แต่น้ำมันดิบเบรนต์ +0.9% ดัชนีสินค้าเกษตร DJUBSAG ตลอดสัปดาห์ปรับตัว +1.9% ส่วนยางพาราสัปดาห์นี้เริ่มขึ้นแล้ว +1.4%

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ในรอบสัปดาห์เงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาอ่อนตัว ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อ่อนตัว -0.7% เงินตราสกุลยุโรปแข็งค่า เงินยูโร ฟรังก์สวิส +0.2% โครนอ่อน -0.2% โครนาอ่อน -0.6% ทางด้านเงินตราเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่แข็งค่า ดอลลาร์ออสเตรเลีย +0.9% ดอลลาร์สิงคโปร์ +0.9% เงินบาท +0.4% เงินบาทแข็งค่าได้น้อยเมื่อเทียบกับเงินสิงคโปร์ ส่วนเงินเยนแข็ง +1.5% ถือว่ามากทีเดียว

ด้านตราสารหนี้ สัปดาห์นี้ KFTRB (ลงทุนใน PIMCO Total Return Bond Fund) มี nav เพิ่มขึ้น +0.3% ส่วน TMBGRF (ลงทุนใน Templeton Global Bond fund) มี nav ลดลง -0.2%


ค่าเงินวันนี้ 02/05/2012

เช้านี้ (02/05/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 78.8 จุด เงินยูโร 1.324 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 80.17 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 30.72 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 106 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 119.8 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล เมื่อคืน wti ขึ้นแรงส่วนเบรนต์ขึ้นน้อยกว่า ทองคำ 1662 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์



ผลการทำอาร์บิทราจยางพารา

วันนี้มาดูผลการทำอาร์บิทราจยางพารากันต่อ ลุงแมวน้ำชอร์ตยางโตคอมและลองยาง RSS3 เอาไว้ตั้งแต่ 15/03/2012 จนป่านนี้ก็ยังถืออยู่ ณ วันที่ 30/04/2012 ค่าส่วนต่างระหว่างสองตลาด (ค่า diff) อยู่ที่ 3.29 บาท เท่ากับลุงแมวน้ำได้กำไรมาโขทีเดียว แต่ลุงแมวน้ำยังไม่ปิดสัญญาเพื่อรับรู้กำไร ไหนๆก็มาถึงป่านนี้แล้ว จะขอถือต่อไปก่อน รอจนส่วนต่างขึ้นถึงประมาณ 7 บาท ค่อยปิดสัญญา

ประเด็นที่อยากให้สังเกตกันก็คือ ณ วันที่ลุงแมวน้ำเริ่มทำอาร์บิทราจ ตอนนั้น RSS3 ราคา 122.8 บาท ค่าส่วนต่างหรือค่า diff ประมาณ -0.05 ต่อมาวันที่ 19/04 ราคายางพาราลงไปเหลือ 116.3 บาท แต่ค่า diff ลดลงไม่มาก คืออยู่ที่ -0.47 บาท เท่ากับว่าลุงแมวน้ำขาดทุนนิดหน่อย

ต่อมาวันที่ 30/04 ราคายางพาราอยู่ที่ 122.5 บาท พอๆกับเมื่อตอนที่ลุงแมวน้ำเริ่มทำอาร์บิทราจ แต่ว่าค่า diff อยู่ที่ +3.29 บาท เท่ากับลุงแมวน้ำกำไรมาพอสมควรทีเดียว

ที่อยากให้สังเกตกันก็คือ จากที่ลุงแมวน้ำยกมาให้ดูนี้ จะเห็นว่าการทำอาร์บิทราจ (arbitrage) หรือการทำสเปรด (spread) นั้นจะตัดปัจจัยเรื่องความผันผวนของตลาดออกไป ตลาดลงเราก็อาจขาดทุนไม่มาก หรืออาจได้กำไรเพิ่มด้วยซ้ำ แม้ตลาดผันผวนมากก็ไม่ทำให้เราใจหายเพราะกำไรของเทคนิคนี้อยู่ที่ความแตกต่างของสองตลาด ไม่ได้อยู่ที่การขึ้นลงของราคาผลิตภัณฑ์ในตลาด


ผลการทำอาร์บิทราจยางพารา



กราฟแสดงความสัมพันธ์ของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินสำคัญบางสกุลรวมทั้งทองคำ




ตารางหุ้น ฟิวเจอร์ส และกองทุนรวม และค่าสถิติต่างๆ

Saturday, April 28, 2012

เช้าวันหยุดกับลุงแมวน้ำ เมนูสุขภาพ วาฟเฟิล 5 ถั่ว





เช้าวันหยุดนี้อากาศร้อน ขนาดเวลาเช้าตรู่ก็ยังร้อน ปีนี้ร้อนขนาดเหล็กรางรถไฟยังบิดงอ พื้นดินลุกเป็นไฟ (เฉพาะตรงโพรงที่เป็นข่าวที่จังหวัดพิษณุโลก ไม่ใช่พื้นลุกเป็นไฟทุกที่ ถ้าทุกทีงั้นละก็แย่เลย) ปริมาณการใช้ไฟฟ้าก็ทำลายสถิติที่การไฟฟ้าเคยมีมา ที่เรียกว่าร้อนตับแลบก็คงเป็นยังงี้นี่เอง แม้ลุงแมวน้ำจะร้อนแต่ว่าโดยอาชีพแล้วได้อยู่ใกล้น้ำ ต้องว่ายน้ำเล่นในสระน้ำอวดความสามารถแก่ผู้ชม ได้แช่น้ำก็ยังพอค่อยยังชั่ว ^_^

วันหยุดก็หยุดคิดเรื่องการลงทุนไว้ชั่วคราว มาคิดเรื่องอื่นๆที่สบายใจกันดีกว่า

หลายปีมานี้อะไรกระแสความนิยมที่มาแรงเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของสุขภาพ ดังนั้นอาหารการกินที่ชูประเด็นเพื่อสุขภาพก็จะขายดี มีผู้สนใจกันมาก เมื่อผู้ผลิตอาหารหรือผู้ขายอาหารเห็นว่าประเด็นสุขภาพนี้ขายได้ต่างก็อ้างว่าเมนูหรืออาหารของตนเป็นเมนูสุขภาพ อาหารสุขภาพเป็นการใหญ่ จนตอนนี้เราเห็นอาหารที่อ้างตนเองว่าเป็นอาหารสุขภาพวางขายอยู่เต็มไปหมด

เท่าที่ลุงแมวน้ำเห็นในท้องตลาด เมนูสุขภาพหรือว่าอาหารสุขภาพที่อ้างกันนั้น มีอยู่เป็นจำนวนมากที่น่าจะเป็นอาหารทำลายสุขภาพเสียมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น น้ำผลไม้สุขภาพ บอกว่าสุขภาพแต่เติมน้ำตาลเสียหวานจี๊ด กินแล้วปริมาณน้ำตาลในเลือดพุ่งกระฉูด หรือเค้กสุขภาพ บอกว่าไม่หวานมาก คือลดน้ำตาลทรายที่ใช้ลง แต่เมื่อไปดูสูตรแล้วพบว่าใส่เนยขาวลงไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งพวกเนยขาวนี้มีไขมันทรานส์ (trans fat) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ก็ไม่รู้ว่าสุขภาพตรงไหน หรืออาหารทอดบางชนิดอ้างว่าเป็นอาหารสุขภาพแต่ใช้น้ำมันทอดซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือของว่างขบเคี้ยวใส่เกลือจนเค็มจัดแต่บอกว่าเป็นขนมสุขภาพ เป็นต้น

ดังนั้นอาหารที่อ้างกันว่าเป็นอาหารสุขภาพนั้น ส่วนหนึ่งเป็นอาหารที่เกาะกระแสสุขภาพเพื่อหวังยอดขายเท่านั้น แต่ไม่ใช่อาหารที่เป็นผลดีแก่สุขภาพจริงๆ ผู้บริโภคจึงควรมีความรู้ในการพิจารณาเลือกซื้ออาหารสุขภาพเอาไว้บ้างเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตหรือผู้ขายอาหารที่ไม่จริงใจและไม่ซื่อสัตย์บางรายเอาเปรียบได้

หลักการของอาหารสุขภาพ เท่าที่ลุงแมวน้ำใช้อยู่ นี่ว่าจากประสบการณ์ก็แล้วกัน ส่วนใหญ่ต้องพิจารณาจากฉลากอาหาร ซึ่งมีหลักดังนี้

ต้องพิจารณาพลังงานที่ได้รับจากอาหารชนิดนั้นก่อน ว่าในการบริโภคหนึ่งครั้งอาหารชนิดนั้นให้พลังงานเท่าไร สมมติว่าอาหารคือข้าวแกง ก็ต้องพิจารณาว่าข้าวแกงหนึ่งจาน (คือปริมาณที่กินในหนึ่งมื้อ) ให้พลังงานเท่าไร หรือเค้กหนึ่งชิ้น (ปริมาณที่เรากินในหนึ่งมื้อ) ให้พลังงานเท่าไร เป็นต้น เลือกอาหารที่ให้พลังงานไม่สูงนักยิ่งคนที่ทำงานนั่งโต๊ะไม่ควรเลือกอาหารที่ให้พลังงานสูง เพราะกินแล้วจะอ้วน อ้วน และอ้วน

ขั้นต่อมาก็พิจารณาปริมาณไขมันว่ามีมากน้อยเพียงใด และเป็นไขมันประเภทใด มีไขมันอิ่มตัวเท่าใร มีไขมันไม่อิ่มตัวเท่าไร มีโคเลสเตอรอลหรือไม่ มีไขมันทรานส์หรือไม่ อาหารสุขภาพควรเป็นไขมันไม่อิ่มตัวชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ไม่ควรมีไขมันทรานส์และคอเลสเตอรอล รวมทั้งไม่ควรเป็นอาหารที่ปิ้ง ทอด ย่าง จนไหม้ หรือใช้เวลาปิ้ง ทอด ย่างนาน

ขั้นต่อมาก็พิจารณาว่าปริมาณแป้งและน้ำตาลมีมากเท่าใด มีใยอาหารมากน้อยเพียงใด แป้งและน้ำตาลมีมากๆก็ไม่ดี ยิ่งผู้ที่เป็นเบาหวานหรือต้องการคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควรพิจารณาค่าไกลซีมิกโหลด (glycemic load) เป็นสำคัญ อาหารที่ดีต่อสุขภาพควรมีไกลซีมิกโหลดต่ำหรือปานกลาง แต่น่าเสียดายที่ฉลากอาหารโดยทั่วไปจะไม่มีค่านี้ปรากฏอยู่ แม้แต่ฉลากอาหารของฝรั่งก็ไม่มีค่านี้ อยากรู้ต้องหาคู่มือหรือตารางมาเปิดดูกันเอาเอง ซึ่งคนทั่วไปทำได้ค่อนข้างยาก

อาหารสุขภาพที่แท้จริงแล้วควรมีไขมันชนิดที่ดีและมีปริมาณไม่มากเกินไป ควรมีแป้งและน้ำตาลไม่มากเกินไป และมีปริมาณโปรตีนในปริมาณพอควร อย่าให้ต่ำเกินไป อีกทั้งไม่ควรเป็นอาหารปิ้งย่างหรือไม่ควรเป็นอาหารที่ทอดนานเกินไป มีไกลซีมิกโหลดปานกลางหรือต่ำ มีใยอาหารพอสมควร ปรุงอย่างสะอาด ถูกอนามัย ไม่มีสารปนเปื้อนหรือใช้สารเคมีมากเกินไป เช่น พวกสารกันบูด ยาฆ่าแมลง ฯลฯ

หากอ่านกันมาถึงตรงนี้แล้วพวกเราคงคิดกันว่านี่มันอาหารในอุดมคตินี่นา แล้วจะอาหารแบบนี้ได้ที่ไหน หากอาหารใดไม่มีฉลากอาหารก็พิจารณาไม่ถูกอีก ก็ลุงแมวน้ำถึงได้บอกไงว่าอาหารสุขภาพจริงๆแล้วมีอยู่น้อย แต่ที่อวดอ้างน่ะมีอยู่เยอะ ผู้บริโภคต้องมีความรู้เท่าทันซึ่งยากทีเดียวแหละที่จะรู้เท่าทัน หากเกรงว่าจะรู้ไม่เท่าทันก็ต้องกินแบบยึดหลักทางสายกลาง คือไม่มาก ไม่น้อย ไม่สุดโต่ง

แม้เมนูสุขภาพจริงๆจะมีน้อย แต่อย่างน้อยก็มีอยู่ที่หนึ่ง นั่งคือมีอยู่ที่ลุงแมวน้ำนี่เอง ขอบอก ^_^ ลุงแมวน้ำพูดได้เต็มปากเพราะว่าไม่ได้มีผลประโยชน์อะไร ไม่ได้ทำขายด้วย แค่ทำกินเองแล้วก็เอามาแบ่งปันกันในเว็บบล็อกนี้

เอาละ มาดูกันว่าเมนูของลุงแมวน้ำวันนี้เป็นอะไร วันนี้ลุงแมวน้ำจะทำวาฟเฟิลในแนวอาหารสุขภาพ แถมยังเป็นอาหารเจหรือมังสวิรัติเสียด้วย เรียกว่าวาฟเฟิลห้าถั่ว หรือหากจะเรียกให้อลังการก็เรียกว่าวาฟเฟิลเบญจถั่ว เอ... ชื่อหลังฟังดูแปลกๆชอบกลเนอะ ลุงแมวน้ำเรียกว่าวาฟเฟิล 5 ถั่วดีกว่า

ปกติวาฟเฟิล (waffle) เป็นของหวานของฝรั่งตะวันตกเขา หากค้นเอกสารในกูเกิลดูจะพบว่าชื่อเรียกในภาษาไทยเรียกกันสองแบบ คือเรียก วาฟเฟิล กับ วอฟเฟิล ที่ออกเสียงว่าวอฟเฟิลนี้ลุงแมวน้ำก็ไม่ทราบว่าเป็นสำเนียงอะไรเหมือนกัน แต่หากยึดสำเนียงอเมริกันจะออกเสียงว่าวาฟเฟิล ดังนั้นลุงแมวน้ำจะขอเขียนว่าวาฟเฟิลก็แล้วกัน

หน้าตาของวาฟเฟิลนั้นเป็นเอกลักษณ์ เพราะมีหน้าตาเป็นแผ่นมีหลุมๆมากมายคล้ายรังผึ้ง ปกติแล้ววาฟเฟิลของฝรั่งนั้นใช้แป้งสาลีเป็นหลัก มีวิธีทำสองแบบ นั่นคือแบบหมักด้วยยีสต์กับแบบใช้ผงฟู วาฟเฟิลนี้คนไทยเอามาประยุกต์ เปลี่ยนส่วนประกอบจากแป้งสาลีและเนยหรือน้ำมันมาเป็นแป้งข้าวเจ้ากับน้ำกะทิ แล้วตั้งชื่อเรียกเสียใหม่ว่าขนมรังผึ้งนั่นเอง

ดังที่บอกแล้วว่าวาฟเฟิลนั้นโดยปกติเป็นของหวาน มีแป้ง น้ำตาล และไขมันสูง แต่ลุงแมวน้ำเอามาดัดแปลงให้เป็นอาหารสุขภาพที่กินเป็นอาหารได้หนึ่งมื้อ กินแทนข้าวแกงได้เลย แถมยังหวานพอให้ชื่นใจและมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ไขมันต่ำอีกด้วย

มาดูกันว่าลุงแมวน้ำทำอย่างไร เอาแต่หลักการก็แล้วกันเนอะ เพราะลุงแมวน้ำอยากยกตัวอย่างของอาหารสุขภาพมากกว่าที่จะมาสอนการทำอาหาร

ขั้นแรกก็ต้องมีพิมพ์รังผึ้งสำหรับอบวาฟเฟิลเสียก่อน เรียกกันง่ายๆว่าเครื่องอบวาฟเฟิล หากไม่มีก็ทำไม่ได้ ถามว่าเอาไปอบในเตาอบได้ไหม ก็ตอบว่าได้ แต่รสชาติไม่อร่อยเหมือนทำในพิมพ์วาฟเฟิล

เอาละ สมมติว่ามีเครื่องอบวาฟเฟิลแล้ว ขั้นต่อมาก็เตรียมถั่วกันก่อน ถั่วที่ลุงแมวน้ำใช้มีถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ และถั่วลิสง ซื้อจากตลาดหรือในห้างก็ได้ แต่ซื้อในห้างก็แพงหน่อย ถั่วเหล่านี้เป็นทั้งแหล่งแป้ง โปรตีน ไขมัน และเกลือแร่วิตามินต่างๆ ถั่วเหลืองกับถั่วลิสงให้โปรตีนกับไขมันสูง แต่มีแป้งน้อย ส่วนถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ มีไขมันน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นแป้งกับโปรตีน เราจึงเลือกใช้ถั่วหลายๆชนิดเพื่อความหลากหลายของแหล่งพลังงานและเพื่อความหลากหลายของวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ

ถั่วพวกนี้เป็นเมล็ดแห้ง ต้องเอามาแช่น้ำแล้วต้มให้นุ่มก่อน ไม่อย่างนั้นหากเอาไปทำวาฟเฟิลโดยที่ต้มไม่นุ่มแล้วเมล็ดถั่วในวาฟเฟิลจะไม่อร่อย



ทีนี้มาที่แป้งวาฟเฟิล ลุงแมวน้ำใช้แป้งหลายชนิดผสมกัน มีแป้งสาลี แป้งข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวโอ๊ต จมูกข้าวหอมมะลิ และรำข้าว ข้าวไรซ์เบอร์รีให้สารต้านอนุมูลอิสระ กับข้าวโอ๊ตมีดัชนีน้ำตาล (glycemic index) ไม่สูงมาก จมูกข้าวให้วิตามิน เกลือแร่ และสารกาบา (Gaba) ส่วนรำข้าวนั้นใส่นิดหน่อยเพื่อเพิ่มใยอาหาร

ไขมันก็ใช้น้ำมันคาโนลา (canola oil) น้ำมันนี้มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง ถือเป็นไขมันชั้นดี

นอกจากนี้ก็มีน้ำตาล ลูกเกด นิดหน่อย เอาไว้เพิ่มความหวาน แล้วก็งาดำ เอาไว้เป็นแหล่งของกรดอะมิโนเมไทโอนีน ดังที่เคยบอกไปแล้วว่าโปรตีนในกลุ่มถั่วจะมีเมไทโอนีนน้อย ก็เอางาดำเข้ามาเสริม แล้วก็ใส่โกโก้ลงไปด้วยเพื่อให้วาฟเฟิลมีกลิ่นโกโก้หอมหวน

เอาละ ผสมส่วนผสมต่างๆ วิธีผสมกับวิธีอบไม่เล่าละนะ เอาเป็นว่าทำเสร็จแล้วละกัน แอ่น แอ๊น...




เห็นวาฟเฟิลสีดำๆนอนอยู่ในพิมพ์ไม่ใช่ว่าลุงแมวน้ำอบวาฟเฟิลจนไหม้นะ เป็นสีของโกโก้ (ไม่ได้แก้ตัว) ^_^

เมื่อปล่อยวาฟเฟิลไว้สักพักจนคลายความร้อนแล้วก็พร้อมเสิร์ฟได้ จะเห็นตามรูปด้านบนสุด เวลากินรสชาติแป้งจะหอมโกโก้ เนื้อแป้งนุ่มเนียน ได้รสหวานจากลูกเกด อีกทั้งเวลาขบโดนเมล็ดถั่วกับเมล็ดงาที่อยู่ข้างในก็จะมีรสมันๆ อูยยย น้ำลายไหล

วาฟเฟิลหนึ่งชิ้น หนักประมาณ 125 กรัม ให้พลังงานประมาณ 230 กิโลแคลอรี พลังงานขนาดนี้วิ่งประมาณ 2.5 กิโลเมตรก็เผาหมดแล้ว จะกินมื้อละกี่ชิ้นก็เลือกได้ตามความเหมาะสมของการใช้พลังงาน ทำงานนั่งโต๊ะก็กินน้อยหน่อย ทำงานออกแรงก็กินมากหน่อย แถมยังเป็นอาหารเว้นกรรมอีกด้วย

วาฟเฟิลนี้หนึ่งชิ้นมีไขมันประมาณ 3.2 กรัม และมีไขมันอิ่มตัวอันเป็นไขมันที่ไม่ค่อยดีเพียง 0.7 กรัม ที่เหลือเป็นไขมันไม่อิ่มตัว ไม่มีคอเลสเตอรอล ไม่มีไขมันทรานส์ มีโปรตีนจากพืช 9.2 กรัม มีคารโบไฮเดรต 42 กรัม ในจำนวนนี้แยกเป็นน้ำตาล 6.7 กรัมและใยอาหาร 8.7 กรัม มีเกลือ (โซเดียม) เพียง 100 มิลลิกรัม มีไกลซีมิกโหลดประมาณ 16 ถือว่าปานกลาง

วาฟเฟิลนี้หากเบื่อถั่วก็เปลี่ยนส่วนประกอบเป็นกล้วยหอมบ้าง ข้าวโพดบ้าง เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและทำให้อาหารมีความหลากหลายบ้างก็ได้ แป้งก็เปลี่ยนเป็นผสมแป้งโฮลวีตบ้างก็ได้ หรือจะเอาถั่วพวกนี้มาเพาะให้งอกเล็กน้อยก็จะได้สารพวกฮอร์โมนเจริญเติบโตจากพืช เป็นวาฟเฟิลห้าถั่วงอก (ชื่อแปลกๆอีกแล้ว ^_^) สามารถแข่งกับข้าวกล้องงอกได้อีก เห็นไหมพลิกแพลงได้หลายอย่าง แต่ต้องคำนวณคุณค่าทางโภชนาการใหม่

ลองเปรียบเทียบกับอาหารจานเดียวคือข้าวผัดกระเพรา สถาบันวิจัยโภชนาการของมหาวิทยาลัยมหิดลวิเคราะห์ส่วนประกอบทางโภชนาการ พบว่าหนึ่งจานหนัก 300 กรัม (น้ำหนักข้าวผัดกระเพราในจาน ไม่ใช่น้ำหนักจาน) ให้พลังงาน 540 กิโลแคลอรี กินแล้วต้องวิ่งประมาณ 5.5 กิโลเมตรเพื่อเผาอาหารจานนี้ มีโปรตีน 30 กรัม ไขมัน 19 กรัม ลุงแมวน้ำพิจารณาสารอาหารจากข้าวผัดกระเพราที่ทำขายกันจริงๆ จะเห็นว่าไขมันในอาหารจานนี้นอกจากมีปริมาณสูงแล้วยังมีคุณภาพไม่ค่อยดีนักเพราะมีคอเลสเตอรอลจากไขมันสัตว์ อีกทั้งน้ำมันที่ใช้ผัดมักเป็นน้ำมันปาล์ม ทำให้ผู้กินได้รับไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่ ใยอาหารแทบไม่มีเพราะข้าวที่ใช้เป็นข้าวขัดขาว ใยอาหารที่มีอยู่ในใบกระเพราะก็น้อยมาก ส่วนน้ำตาล เกลือโซเดียม มีอยู่บ้างจากเครื่องปรุงพวกน้ำตาล น้ำปลาที่เติมลงไป

หวังว่าเมนูในวันนี้คงพอเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการเลือกบริโภคอาหารสุขภาพได้บ้างนะคร้าบ ^_^

Thursday, April 26, 2012

25/04/2012 * สินค้าเกษตรดูไม่ค่อยดี แนวโน้มกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ Templeton อ่อน ส่วน PIMCO ขึ้น

ค่าเงินเช้านี้ 26/04/2012 (รายงานวันเทรดที่ 25/04/2012)

วันที่ 25/04/2012 นี้นักลงทุนใจจดใจจ่อรอฟังคุณเบน เบอร์นันกี (Ben Bernanke) ประธานธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาว่าจะแถลงอะไรในการประชุมคณะกรรมการการเงินและเงินตราระหว่างประเทศ กว่าจะพูดก็ประมาณห้าทุ่ม (เวลาบ้านเรา) ซึ่งเรื่องที่โลกอยากรู้ก็คือเฟดจะใช้มาตรการ QE3 หรือไม่นั่นเอง แต่แล้วในที่สุดเบอร์นันกีก็พูดกลางๆเพียงว่าเราน่าจะมาถูกทางแล้ว

ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ปิดกระจายตัวแบบบวกนิดลบหน่อยอีก ไม่มีตลาดใดขึ้นลงแรง ดัชนีเซ็ต SET index ปิดที่ 1201.36 (+0.13%) แต่ต่างชาติกลับมากลายเป็นขายสุทธิ 911 ล้านบาท

ส่วนตลาดฝั่งยุโรปนั้นปรับตัวขึ้นอีก ดัชนี DAX ของเยอรมนี +1.73% CAC 40 อันเป็นดัชนีตลาดหุ้นของฝรั่งเศสก็บวกแรง +2.0%

ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกา ด้านบราซิลเปิดเขียวแต่ว่าปิดแดง ส่วนสหรัฐอเมริกาวิ่งตั้งแต่เปิดตลาด ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกา +0.7% ดัชนี DJI สามารถกลับขึ้นมาเหนือ 13000 จุดได้อีกแล้ว นักลงทุนหลายคนอาจพูดขำๆว่าคงต้องของคุณเบอร์นันกี พูดอ้อมแอ้มนิดหน่อยตลาดหุ้นก็ขึ้นแล้ว แต่จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค ลุงแมวน้ำมองว่าตลาดหุ้น สรอ เป็นขาขึ้นอยู่แล้ว ถึงไม่พูดอะไรตลาดก็ยังไปได้อยู่ดี

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 25 เปลี่ยนแปลงไม่มาก ดอลลาร์ สรอ ปรับตัวในกรอบแคบโดยอ่อนตัวเล็กน้อย usd index อยู่ในกรอบ 79.0 ถึง 79.3 จุด เงินสกุลยุโรปแข็งค่าขึ้นเพียงเล็กน้อย เงินยูโร ฟรังก์สวิส โครน และโครนา +0.2% แข็งค่าขึ้นในอัตราใกล้เคียงกัน

ทางด้านค่าเงินเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย +0.5% เงินเยนทรงตัว เงินดอลลาร์สิงคโปร์ +0.2% เงินบาทอ่อนค่า -0.1%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ 24 น้ำมันดิบขยับเพียงเล็กน้อย wti +0.5% น้ำมันดิบเบรนต์ +0.7% กลุ่มโลหะ ทองแดง +1.0% โลหะเงิน -0.3% ส่วนทองคำทรงตัว ดัชนีสินค้าเกษตร 78.52 จุด (-0.3%)

เช้านี้ (26/04/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 79.0 จุด เงินยูโร 1.323 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 81.31 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 30.93 บาท/ดอลลาร์ สรอ น้ำมันดิบ wti 104.0 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 119.1 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1643 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์


สินค้าเกษตรดูไม่ค่อยดี แนวโน้มตราสารหนี้ต่างประเทศระยะสั้น Templeton อ่อน ส่วน PIMCO ขึ้น


วันนี้ลุงแมวน้ำขออัปเดตกองทุนรวมบ้าง เน้นที่กองทุนรวมในต่างประเทศในกลุ่มสินค้าเกษตรและตราสารหนี้

มาดูกองทุนแรกกัน คือกองทุนสินค้าเกษตร ขณะนี้อยู่ในสภาวะไร้แนวโน้ม (sideway) แต่เนื่องจากยังไม่หลุดจากระดับฟิโบนาชชี (Fibonacci) 61.8% อีกทั้งน้ำมันดิบยังอยู่ในขาขึ้น (แต่น้ำมันดิบน่าจะอยู่ในคลื่นย่อย 4) ดังนั้นลุงแมวน้ำจึงยังมีมุมมองในทางบวกอยู่ รอให้หลุดระดับ 61.8% แล้วจึงมาทบทวนมุมมองกันอีกครั้ง


กราฟ nav ของกองทุนรวมสินค้าเกษตร K-Agri



ต่อมาก็เป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ ดูที่กองทุนแม่ระดับโลก นั่นคือ Templeton Global Bond Fund สำหรับกองทุนนี้มีกองทุนรวมในไทยที่ใช้เป็นกองทุนแม่อยู่หลายกองทุนทีเดียว แต่ลุงแมวน้ำนำกราฟของ TMBGBF ค่ายทหารไทยมาให้ดู


กราฟ nav ของกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ TMBGBF




แนวโน้มของ Templeton global bond fund ในระยะสั้นเป็นขาลง สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินในสกุลเอเชียแปซิฟิกอ่อนค่าลง รวมทั้งเงินบาทอ่อนค่าด้วย ส่วนแนวโน้มระยะกลางต้องรอพิจารณาอีกทีหนึ่งในภายหลัง

ส่วนกองทุนตราสารหนี้ระดับโลกอีกกองหนึ่ง คือ PIMCO Total Return Bond Fund ในบ้านเรามีกองทุนรวม KFTRB ที่ลงทุนในกองทุนนี้ แนวโน้มทั้งระยะสั้นและระยะกลางเป็นขาขึ้น ดังภาพต่อไปนี้


กราฟ nav ของกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ KFTRB



สำหรับตลาดหุ้นไทย หากเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง ตลาดหุ้นน่าจะเป็นขาลงแบบคลื่น 4 คือลงแบบผันผวน ให้ติดตามค่าเงินบาทและปริมาณการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติให้ดี


ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 25/04/2012



อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 25/04/2012

Wednesday, April 25, 2012

24/04/2012 * เงินบาทอ่อน เกิดสัญญาณขาย

ค่าเงินเช้านี้ 25/04/2012 (รายงานวันเทรดที่ 24/04/2012)

วันที่ 24/04/2012 ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ปิดกระจายตัวแบบบวกนิดลบหน่อย ดัชนีเซ็ต SET index ปิดที่ 1199.86 เพิ่มขึ้น 10.51 จุด แต่ต่างชาติกลับมากลายเป็นขายสุทธิ 1108 ล้านบาท

ส่วนตลาดฝั่งยุโรปนั้นมีรีบาวด์หลังจากที่วันก่อนหน้านี้ลงแรง แต่ระหว่างวันผันผวนแบบเดาไม่ถูกว่าจะปิดตลาดอย่างไร ตอนต้นตลาดเขียวสวยงาม แต่ภายในไม่กี่ชั่วโมงก็ร่วงอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายก็รีบาวด์ได้แรงพอควร ดัชนี DAX ของเยอรมนี 1.0%

ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกา ด้านบราซิลเปิดอ่อนแต่ปิดเขียว ส่วนสหรัฐอเมริกาแรงต้นตลาดแต่ท้ายตลาดอ่อนแรงลง ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกา +0.58%

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 24 เปลี่ยนแปลงไม่มาก ดอลลาร์ สรอ ปรับตัวในกรอบแคบโดยอ่อนตัวเล็กน้อย usd index อยู่ในกรอบ 79.1 ถึง 79.4 จุด เงินสกุลยุโรปแข็งค่าขึ้นเพียงเล็กน้อย เงินยูโร ฟรังก์สวิส +0.2% ส่วนโครน โครนาแทบไม่เปลี่ยนแปลง

ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกไม่เป็นไปทางเดียวกัน เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย -0.3% เงินเยนอ่อนค่า -0.2% เงินดอลลาร์สิงคโปร์ +0.1% เงินบาท +0.2%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ 24 น้ำมันดิบขยับเพียงเล็กน้อย wti +0.4% แต่น้ำมันดิบเบรนต์ -0.5% กลุ่มโลหะ ทองแดง +1.3% โลหะเงิน +0.7% ส่วนทองคำ +0.6% ดัชนีสินค้าเกษตร 78.76 จุด (+0.5%)

เช้านี้ (25/04/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 79.2 จุด เงินยูโร 1.320 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 81.36 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 30.93 บาท/ดอลลาร์ สรอ น้ำมันดิบ wti 103.7 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 118.4 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1641 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์


เงินบาทอ่อน เกิดสัญญาณขาย


ลุงแมวน้ำนำภาพเงินบาทมาให้ดู


อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อหนึ่งดอลลาร์ (USD_BHT)


ภาพนี้ที่ถูกต้องเรียกว่ากราฟเงินบาทแบบ USD_BHT คืออัตราแลกเปลี่ยนของเงินตราสองสกุลมีวิธีพิจารณาสองอย่าง คือดูสกุลดอลลาร์ สรอ เทียบกับสกุลนั้นๆ หรือดูสกุลนั้นๆเทียบกับดอลลาร์ สรอ

หากเป็นแบบ USD_BHT คือมี usd นำหน้า ตัวเลขที่เห็นหมายถึงอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ สรอ แลกได้กี่บาท กราฟแบบนี้หากตัวเลขมากแปลว่าเงินบาทอ่อน หากตัวเลขน้อยแปลว่าเงินบาทแข็ง และสัญญาณซื้อแท่งเขียวในกราฟที่จริงก็คือสัญญาณขายเพราะว่าหมายถึงเงินบาทอ่อนจนเกิดสัญญาณขาย ส่วนสัญญาณขายแท่งแดงที่จริงหมายถึงสัญญาณซื้อ เพราะว่าเงินบาทแข็งจนเกิดสัญญาณซื้อ เวลาดูหากไม่คุ้นจะงงนิดหน่อยเพราะว่าเหมือนดูภาพในกระจก ต้องคิดกลับกันเสมอ

แต่หากเป็นตัวเลขแบบ BHT_USD ก็จะหมายถึงว่าเงินบาท 1 บาทแลกได้กี่ดอลลาร์ สรอ หากเป็นกราฟแบบนี้ ตัวเลขมากคือเงินบาทแข็ง แท่งสีเขียวก็คือสัญญาณซื้อ และตัวเลขน้อยก็คือเงินบาทอ่อน และแท่งสีแดงคือสัญญาณขาย แบบนี้ตรงไปตรงมา ไม่ต้องคิดกลับ แต่โชคร้ายที่ลุงแมวน้ำใช้ค่าและกราฟแบบ USD_BHT เป็นหลักน่ะสิ ^_^ รวมทั้งค่าเงินสกุลอื่นส่วนใหญ่มักถือว่าเทียบกับ 1 usd เสมอ ดังนั้นเวลาดูต้องคิดกลับกัน ยกเว้นบ้าง เช่นเงินยูโร โดยทั่วไปมักใช้แบบ EUR_USD คือคิดตรงไปตรงมา ไม่ต้องกลับ

จากภาพ จะเห็นว่าเงินบาทกำลังอ่อนตัวแบบมีแนวโน้ม และเกิดสัญญาณขายแล้ว (ในกรณีนี้แท่งเขียวคือสัญญาณขาย) และหากลองนับคลื่นย่อยดู เราอาจสันนิษฐานได้เป็นสองกรณี

กรณีแรก หากเป็นตามการนับคลื่นชุดสีน้ำเงิน ขณะนี้เราน่าจะจบคลื่น 2 ย่อยไปแล้ว และกำลังอยู่ในคลื่น 3 ย่อย หากเป็นไปตามกรณีนี้ ค่าเงินบาทจะอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วเพราะอยู่ในคลื่น 3 ย่อย

กรณีที่สอง หากเป็นไปตามการนับคลื่นชุดสีดำ ขณะนี้เราน่าจะกำลังอยู่ในคลื่น 2 ถ้าเป็นไปตามกรณีนี้ เงินบาทช่วงนี้จะผันผวนอยู่แถวนี้ อาจแข็งค่าได้บ้างในบางวัน แต่สุดท้ายเมื่อเข้าคลื่น 3 (สีดำ) เงินบาทก็จะอ่อนตัวเร็ว

สรุปก็คือไม่ว่าจะเป็นไปตามกรณีใด สุดท้ายเงินบาทก็น่าจะไปในคลื่น 3 ย่อย ซึ่งหากประเมินตามการวิเคราะห์ทางเทคนิค กว่าจะจบคลื่น 5 ย่อยเงินบาทน่าจะอ่อนตัวได้อีกพอควร ขั้นแรกคงผ่าน 31.3 บาท/ดอลลาร์ สรอ ไปก่อน จากนั้นค่อยมาประเมินกันอีก


ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 24/04/2012



อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 24/04/2012

Monday, April 23, 2012

สรุปรอบสัปดาห์ * ตลาดหุ้นขึ้นเล็กน้อย ยุโรปเด่น ยูโรแข็งค่า สินค้าโภคภัณฑ์อ่อนตัว



วันนี้ลุงแมวน้ำปรับปรุงรายงานใหม่ นั่นคือ ในคอลัมน์ Change ในตารางนั้นเดิมทีเป็นการเปลี่ยนแปลงของราคา (หรือดัชนี) ที่เป็นรายวัน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อวานร้อยละเท่าไร แต่เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาลุงแมวน้ำรายงานตารางดัชนี หุ้น และฟิวเจอร์สนี้สัปดาห์ละครั้ง ลุงแมวน้ำจึงปรับให้คอลัมน์ Change นี้เปลี่ยนเป็น Change (% week) อันหมายความว่าราคาหรือ ณ วันสิ้นสัปดาห์ เปลี่ยนแปลงไปจากวันสิ้นสัปดาห์ก่อนหน้าเท่าไร คิดเป็นร้อยละ อันที่จริงดูเป็นรายสัปดาห์ก็เห็นภาพในมุมมองที่กว้างขึ้น ลุงแมวน้ำกว่าดีเหมือนกัน

อย่าเห็นว่าเปลี่ยนแปลงรายการเพียงคอลัมน์เดียว ลุงแมวน้ำแก้รายงานจนมึน เพราะการคำนวณเปลี่ยนไปพอสมควร กว่าจะแก้เสร็จต้องกินยาหอมไปหลายแก้วทีเดียว ^_^

สัปดาห์ที่ 16/04/2012-20/04/2012 ตลาดหุ้นโดยรวม ดัชนีระดับโลกปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่หากพิจารณาในระดับภูมิภาค ตลาดหุ้นยุโรปขึ้นมากที่สุดโดยเน้นในกลุ่มตลาดสำคัญ เช่น อังกฤษ เยอรมนี ยุโรปเหนือ ฯลฯ ส่วนตลาดยุโรปตะวันออกยังอ่อนตัว สเปนร่วงลงอีก -2.0% ฝั่งอเมริกาเหนือก็ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ส่วนฝั่งอเมริกาใต้อ่อนตัวนิดหน่อย

ดัชนีโลก Dow Jones Global index (W1DOW) ซึ่งเฉลี่ยจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น +0.8% ดัชนีโลกอีกดัชนีหนึ่งคือ MSCI All Country World Index ก็เพิ่มประมาณ +1.2% ดัชนีตลาดหุ้นกลุ่มยุโรป Dow Jone Europe Index (E1DOW) +2.7%

ดัชนีตลาดหุ้นกลุ่มเอเชียแปซิฟิกเฉลี่ยในรอบสัปดาแล้วปรับตัวลงเล็กน้อย คือ -0.6% หากดูในส่วนดัชนีตลาดกลุ่มอาเซียน FTSE ASEAN USD Index (ดูแทนด้วย ASEAN.L) ปรับตัว -1.0% ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้อ่อนตัวทำให้ฉุดกลุ่มลง

ตลาดหุ้นที่ขึ้นแรงในรอบสัปดาห์ ได้แก่ ตลาดหุ้นเม็กซิโก เยอรมนี อังกฤษ และสวีเดน เหล่านี้ +2% กว่าๆ ตลาดหุ้นที่ลงแรงคือตลาดหุ้นอาร์เจนตินา -6.5% น่าจะเป็นเพราะการเมืองเนื่องจากรัฐบาลอาร์เจนตินามีนโยบายยึดบริษัทน้ำมันคืนจากเอกชนมาเป็นรัฐวิสาหกิจ กับตลาดที่ลงแรงรองลงมาคือตลาดหุ้นไต้หวัน

ส่วนตลาดหุ้นไทยในรอบสัปดาห์ SET index ปรับตัวขึ้น +2.2% ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิต่ออีก โปรแกรมพอร์ตจำลองถือหุ้นในกลุ่ม SET50 เพิ่มเป็น 30 ตัว หุ้น LH ขึ้นแรง +11% รองลงมาคือ BH และ MINT +7% หุ้นที่ลงแรงคือ TUF -8%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ในรอบสัปดาห์อ่อนตัว ทั้งน้ำมันดิบ สินค้าเกษตร และทองคำ มีกลุ่มโลหะอุตสาหกรรมที่ปรับตัวขึ้นได้ น้ำตาล (SB #11) ลงแรง -5.5% ตามมาด้วยข้าวโพด (C) -2.9% น้ำตาลและข้าวโพดไม่ใช่พืชอาหารเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเอทานอลที่ใช้เป็นพลังงานด้วย ช่วงนี้บราซิลมีผลผลิตอ้อยสูงประกอบกับราคาพลังงานอ่อนตัว ราคาอ้อยกับข้าวโพดจึงอ่อนตัว ที่ปรับตัวเพิ่มมีเพียงไม่กี่สินค้า เช่น โกโก้ (CC) +3% ช่วงนี้โกโก้กับถั่วเหลืองขึ้นต่อเนื่อง ถั่วเหลืองแพงขึ้นมาก

ทองคำ (GC) -1.5% ส่วนน้ำมันดิบ wti -0.5% แต่น้ำมันดิบเบรนต์ -2.0% ดัชนีสินค้าเกษตร DJUBSAG ตลอดสัปดาห์ปรับตัวลง -1.3% ส่วนยางพารายังลงต่อ -2.3%

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ในรอบสัปดาห์เงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาอ่อนตัวลง ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อ่อนตัว -1.0% เงินตราสกุลยุโรปแข็งค่า เงินยูโร ฟรังก์สวิส โครน โครนา แข็งค่าประมาณ +1.0% ทางด้านเงินตราเอเชียแปซิฟิกอ่อนตัว เงินเยนอ่อน -0.7% ดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนนิดหน่อย -0.17% เงินบาทอ่อน -0.23 เงินบาทอ่อนค่ากว่าเงินสิงคโปร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียทรงตัว

ด้านตราสารหนี้ ลุงแมวน้ำยังปรับปรุงอยู่ มีปัญหาเรื่องข้อมูลอยู่บ้าง ลองรายงานเป็นกองทุนตราสารหนี้ไปก่อนก็แล้วกัน สัปดาห์นี้ KFTRB (ลงทุนใน PIMCO Total Return Bond Fund) มี nav เพิ่มขึ้น +0.3% ส่วน TMBGRF (ลงทุนใน Templeton Global Bond fund) มี nav เพิ่มขึ้น +0.4%


ค่าเงินวันนี้ 23/04/2012

เที่ยงนี้ (23/04/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 79.2 จุด เงินยูโร 1.320 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 81.37 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 30.95 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 103.8 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 118.8 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1642 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์


กราฟแสดงความสัมพันธ์ของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินสำคัญบางสกุลรวมทั้งทองคำ


ตารางหุ้น ฟิวเจอร์ส และกองทุนรวม และค่าสถิติต่างๆ

Saturday, April 21, 2012

เช้าวันหยุดกับลุงแมวน้ำ เมนูประหยัด เมนูลดน้ำหนัก ต้มยำเห็ดนางฟ้า





ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้สินค้าขึ้นราคาไปมากทีเดียว โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ข้าวแกงริมถนนเดี๋ยวนี้ราคาจานละ 35-40 บาทไปแล้ว ในขณะที่ข้าวแกงตึกแถว (หมายถึงร้านในตึกแถว) ราคาจานละ 30-35 บาท ไม่น่าเชื่อแต่ว่าก็เป็นเรื่องจริงที่ราคาอาหารตามแผงลอยริมถนนนั้นราคาแพงกว่าที่ขายในร้านห้องแถวเสียอีก

สินค้าขึ้นราคานั้นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มอาหาร ของใช้ยังพอประหยัดได้ เสื้อผ้าก็เปลี่ยนใหม่ช้าลงหน่อย ก็พอประทังไปได้ แต่อาหารการกินนี่สิ จะบอกว่ากินให้น้อยลงก็พูดยาก บางคนกินมากจะลดให้น้อยก็พอไหว แต่บางคนกินน้อยอยู่แล้วก็ไม่รู้ว่าจะลดอย่างไร อีกอย่างหนึ่งก็คือผู้ที่มีรายได้น้อยนั้นรายจ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับค่าอาหารการกิน โดยเฉลี่ยแล้ว 60%-70% ของรายจ่ายในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหมดไปกับค่าอาหารการกิน ดังนั้นการที่อาหารขึ้นราคาจึงกระทบกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มอื่น

เอาละ ก็สรุปว่าข้าวของแพง ราคาอาหารแพง วันนี้ลุงแมวน้ำจึงเอาเมนูราคาประหยัดที่ลุงแมวน้ำทำกินเองมาทำให้ชมให้อ่านกันดีกว่า เป็นอาหารที่แคลอรีต่ำ แต่ให้คุณค่าทางโภชนาการใช้ได้เลยดีเดียว ราคามือละ 16 บาทเอง นอกจากเป็นเมนูราคาประหยัดแล้วยังเหมาะเป็นเมนูลดน้ำหนักอีกด้วย เพราะว่าให้แคลอรีต่ำและไขมันต่ำ กินเป็นอาหารมื้อเย็นก็เหมาะมาก เพราะว่ามื้อเย็นกินแล้วก็พักผ่อน กลางคืนไม่ได้ใช้พลังงานอะไร ไม่จำเป็นต้องกินอาหารมื้อหนัก นี่ลุงแมวน้ำแนะให้ประหยัด แต่ในทางเศรษฐศาสตร์บอกว่าการประหยัดนี่ไม่ดี เพราะเป็น paradox of thrift คึอประหยัดแล้วจะเกิดผลเสียเนื่องจากเศรษฐกิจไม่หมุน จีดีพีไม่โต หากคนประหยัดกันหมดผู้ผลิตจะอยู่ไม่ได้แล้วเลิกจ้างคนงาน ก็จะมีคนตกงาน แล้วเศรษฐกิจก็จะยิ่งหดตัว ผู้คนก็จะยิ่งลำบาก ว่าไปโน่น แต่ในฐานะปัจเจกบุคคลเราแต่ละคนคงต้องคิดถึงการคุ้มครองเงินในกระเป๋าของเราก่อน เรื่อง paradox of thrift คงต้องเอาไว้ว่ากันทีหลัง

อาหารมื้อประหยัดของลุงแมวน้ำวันนี้เป็น ต้มยำเห็ดนางฟ้า ส่วนประกอบก็มีเห็ดนางฟ้า โปรตีนเกษตร (หรือถั่วเหลืองก็ได้) เต้าหู้อ่อน งา และผักหวานบ้าน กับเครื่องปรุงอีกนิดหน่อย นั่นคือ ต้มยำก้อนสำเร็จรูป

ที่ลุงแมวน้ำอยากจะแนะนำเป็นพิเศษก็คือเห็ดนางฟ้านี่แหละ หลายๆคนชอบกินผักแต่ก็กลัวยาฆ่าแมลงที่แฝงมาในผัก จะซื้อผักปลอดสารหรือผักอินทรย์ก็แสนแพง ลุงแมวน้ำจึงแนะนำเห็ดนางฟ้า ราคาไม่แพง มีคุณค่าทางอาหารในแง่ให้วิตามิน กรดอมิโนบางตัว และเกลือแร่บางชนิด นอกจากนี้ยังมีเส้นใยสูง ช่วยในการขับถ่าย อีกทั้งพวกเห็ดนี่ใช้ยาฆ่าแมลงไม่ได้ เพราะเห็ดจะตาย ดังนั้นการบริโภคเห็ดจึงปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง กินผักแล้วสลับมากินเห็ดบ้างก็ไม่เลว ที่ควรระวังเกียวกับเห็ดก็มีอยู่บ้าง เช่น เห็ดหูหนูขาว อาจมีการใช้สารฟอกสีได้เพื่อให้ขาวสวย

เห็ดนางฟ้ามีหลายราคา ราคาเปลี่ยนไปตามฤดูกาล หน้าหนาวแพงหน่อย แต่หน้าอื่นก็ไม่แพง เห็ดนางฟ้ามีหลายเกรด หลายราคา เกรดของเห็ดนางฟ้าแบ่งตามขนาดดอกเห็ด ดอกใหญ่เนื้อจะเหนียว ราคาถูกหน่อย ส่วนดอกเล็กจะกรอบกรุบ ราคาแพงหน่อย เมื่อปลายปีที่แล้วเห็นนางฟ้าราคาอยู่ในช่วงกิโลกรัมละ 30 บาท ถึง 80 บาท ขึ้นกับเกรดอย่างที่ว่า แต่หากไปซื้อเห็นนางฟ้าตามตลาดสดตอนเย็นๆ ราคาจะถูกลงอีกครึ่งหนึ่ง เพราะว่าแม่ค้าจะขายเลหลัง ลุงแมวน้ำชอบไปซื้อตอนเย็นนี่แหละ ถูกดี ^_^ เมื่อปลายปีที่แล้ว ลุงแมวน้ำซื้อได้ในราคาตอนเย็น กิโลกรัมละ 15 บาท เอง แต่มาปีนี้ เห็ดนางฟ้าเกรดดอกใหญ่หน่อย กิโลกรัมละ 40 ถึง 60 บาท และหากไปตอนเย็นก็ไม่มีของอีก ของมีน้อย ตอนนี้ลุงแมวน้ำจึงต้องซื้อในราคากิโลกรัมละ 60 บาทและต้องไปตอนเช้าด้วย กลัวหมด จ๊าก...

ส่วนประกอบสำคัญอีกอย่างของเมนูลุงแมวน้ำก็คือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ใช้เป็นแหล่งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่ลุงแมวน้ำใช้ก็มีโปรตีนเกษตร เต้าหู้อ่อน และถั่วเหลืองเมล็ด และพวกนี้ก็มีคุณค่าทางโภชนาการที่ต่างกัน

มาดูกันที่ถั่วเหลืองเมล็ดก่อน ถั่วเหลืองเมล็ดแห้งนี่หาซื้อง่าย ตามห้างก็มี ถุงหนึ่ง 500 กรัม ราคายี่สิบกว่าบาท แบ่งกินได้ตั้งหลายครั้ง ถั่วเหลืองเมล็ดแห้งมีสารอาหารครบครัน แถมได้ฮอร์โมนพืชด้วย เพราะเรากินถั่วเหลืองทั้งเมล็ด แต่ก็มีไขมันสูง หากคนที่ไขมันไม่สูงก็กินได้ไม่เป็นไร หากไขมันสูงต้องระวังไว้บ้าง

ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่อยากแนะนำถัดมาคือโปรตีนเกษตร กิโลกรัมหนึ่งเกือบร้อยบาท โปรตีนเกษตรนี้ทำมาจากถั่วเหลืองเมล็ดที่สกัดน้ำมันออกแล้ว ส่วนใหญ่จึงเป็นแป้งกับโปรตีน ดังนั้นหากระวังเรื่องไขมันก็กินโปรตีนเกษตรดีกว่า

เต้าหู้ เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอีกอย่างหนึ่ง เต้าหู้ทำจากน้ำต้มถั่วเหลือง (ก็น้ำเต้าหู้นั่นแหละ) คือเอาถั่วเหลืองต้มน้ำแล้วเอาส่วนที่ละลายอยู่ในน้ำมาทำ ส่วนกากถั่วเหลืองที่เหลือจากการต้มก็เอาไปทำอย่างอื่นต่อ เช่น ทำขนม ฯลฯ ดังนั้นเต้าหู้จึงมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยหน่อย คือมีทั้งคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน แต่ในปริมาณน้อยลง เพราะคุณค่าบางส่วนยังติดอยู่ในกากถั่วเหลืองนั่นเอง

เต้าหู้มีสองแบบ คือเต้าหู้อ่อน (เต้าหู้หลอดก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้) ลักษณะอ่อนนุ่มกลิ่นอ่อน เต้าหู้อ่อนทำจากน้ำเต้าหู้กับแคลเซียมซัลเฟต ดังนั้นคนที่กินเต้าหู้อ่อนจะได้รับแคลเซียมด้วย ส่วนเต้าหู้แข็งมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง กลิ่นแรง พวกนี้เตรียมจากน้ำเต้าหู้กับแมกนีเซียมซัลเฟต คนที่กินเต้าหู้แข็งจะไม่ได้รับแคลเซียมส่วนเพิ่ม ลุงแมวน้ำใช้เต้าหู้อ่อนเพราะกลิ่นอ่อนกว่าและได้แคลเซียม ราคาเต้าหู้อ่อนตามตลาดสดตกประมาณห่อละ 10 บาท (200 กรัม) ตามต่างจังหวัดบางทีก็เรียกเต้าหูใบตองเพราะว่าเอาใบตองห่อ แต่ก็คือเต้าหู้อ่อนนั่นเอง จะใช้เต้าหู้หลอดก็ได้แต่ว่าแพงขึ้นอีกหน่อย

เอาละ เมื่อรู้จักส่วนประกอบสำคัญแล้วทีนี้ก็มาปรุงกันดีกว่า วิธีทำก็ไม่ยุ่งยาก มีเพียงเตาแก๊ส เตาไฟฟ้า หรือเตาไมโครเวฟก็ทำได้ทั้งนั้น

ขั้นแรกก็เอาเห็นนางฟ้า 150 กรัม เต้าหู้อ่อนหรือเต้าหู้หลอด 50 กรัม กับผักหวานบ้านนิดหน่อยมาล้างน้ำ ผักหวานนี่ลุงแมวน้ำปลูกเอง จึงไม่ได้คิดราคา ^_^ จากนั้นเอามาต้มให้เดือด หรือใช้ต้มในเตาไมโครเวฟก็ได้ คือทำยังไงก็ได้เพื่อให้เกิดการต้ม

เมื่อเดือดสักครู่แล้วก็ใส่โปรตีนเกษตรลงไป 15 กรัม ทิ้งไว้สักครู่โปรตีนเกษตรก็จะนิ่ม วันนี้ลุงแมวน้ำทำเป็นเมนูที่ใช้โปรตีนเกษตร (หากใช้ถั่วเหลืองก็ดัดแปลงนิดหน่อย คือแช่ถั่วเหลือง 6 ชั่วโมงจนนิ่ม จากนั้นเอาไปต้มพร้อมกับเห็ดนางฟ้า) แล้วก็ใส่ก้อนต้มยำลงไป ก้อนนี้ราคาประมาณก้อนละ 3 บาท ลุงแมวน้ำใช้ครึ่งก้อนเอง ไม่ต้องใส่มากเพราะว่าเกลือสูง จากนั้นก็โรยงาคั่วลงไปสัก 20 กรัม (กะประมาณเอาก็ได้ ไม่ต้องชั่งน้ำหนักหรอก) แล้วถ้าอยากได้รสชาติเข้มข้นอีกนิดก็ใส่น้ำพริกเผาเพิ่มลงไปเองก็ได้ตามด้วยน้ำมะนาวอีกหน่อย หรือจะไม่ใส่ก็ได้

เมนูนี้เป็นเมนูเกือบเจ ที่บอกว่าเกือบเจก็เพราะว่าก้อนต้มยำนั่นแหละ ข้างกล่องเขียนว่ามีส่วนประกอบของไก่ จึงทำให้เมนูนี้เป็นแค่เกือบเจ 

ผู้ที่กินเจหรือกินมังสวิรัติมักได้โปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นหลัก ซึ่งถั่วเหลืองนี้ขาดกรดอะมิโนสำคัญที่ร่างกายต้องการอยู่ชนิดหนึ่งคือเมไทโอนีน (methionine) คือมีน้อยจนไม่เพียงพอ ไม่ถึงกับไม่มีเลย แต่ในงามีเมไทโอนีนสูง ดังนั้นจึงควรกินถั่วเหลืองคู่กับงา ร่างกายจะได้ไม่ขาดเมไทโอนีน



แค่นี้เอง เสร็จแล้ว เมนูนี้ให้พลังงานประมาณ 180 กิโลแคลอรี ราคาประมาณ 16 บาท นี่คิดจากวัตถุดิบที่ใช้ปรุง ไม่ได้คิดค่าพลังงาน ได้โปรตีนประมาณ 17 กรัม เยอะกว่าการกินข้าวมันไก่หนึ่งจานเสียอีก ไขมันมีเพียง 6 กรัมเท่านั้น ส่วนไกลซีมิกโหลด (glycemic load) ไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าต่ำมาก กินบ่อยๆหุ่นดีเชียว มีเงินเหลือเก็บอีกด้วย ขอบอก แต่อย่าบ่อยมากเกินไป สลับกับการกินอย่างอื่นบ้าง ถั่วเหลืองนี่มีกรดยูริกสูง หากกินมากบางคนถึงกับมีค่ากรดยูริกในเลือดสูงขึ้นมาก ก็ต้องระวังเรื่องโรคเก๊าต์ไว้ด้วย ดังนั้นควรกินสลับดีกว่า อย่ากินอะไรอย่างเดียวซ้ำๆ

Friday, April 20, 2012

19/04/2012 * ผลการทำอาร์บิทราจยางพารา

ค่าเงินเช้านี้ 20/04/2012 (รายงานวันเทรดที่ 19/04/2012) 

วันที่ 19/04/2012 ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ปิดกระจายตัวแบบบวกนิดลบหน่อย ยกเว้นแต่ตลาดหุ้นไทยที่บวกแรง ดัชนีเซ็ต SET index ปิดที่ 1185.34 (+1.5%) ต่างชาติกลับมากลายเป็นซื้อสุทธิอีก 1336 ล้านบาท

ส่วนตลาดฝั่งยุโรปนั้นผันผวน ตอนต้นตลาดเขียวสวยงาม แต่ภายในไม่กี่ชั่วโมงก็ร่วงอย่างรวดเร็ว ตลาดยุโรปปิดกระจายตัว มีทั้งปิดบวกและปิดลบ ฝรั่งเศสลงแรง -2.0% ดัชนี DAX ของเยอรมนี -0.9% ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกาเห็นสีเขียวเฉพาะช่วงต้นตลาด ต่อมาก็แดงตลอดจนปิดตลาด เป็นเหมือนกันทั้งบราซิลและสหรัฐอเมริกา ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกา -0.53%

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 19 เปลี่ยนแปลงไม่มาก ดอลลาร์ สรอ ปรับตัวในกรอบแคบ usd index อยู่ในกรอบ 79.4 ถึง 79.8 จุด อยู่แถวนี้มาหลายวันแล้ว เงินสกุลยุโรปแข็งค่าขึ้นเพียงเล็กน้อย เงินยูโร ฟรังก์สวิส โครน โครนา แข็งค่า +0.1% พอๆกัน

ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกอ่อนค่าลง เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย -0.3% เงินเยนอ่อนค่า -0.30% เงินดอลลาร์สิงคโปร์ทรงตัว เงินบาทอ่อน -0.13% ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ 17 น้ำมันดิบอ่อนตัวเล็กน้อย wti -0.2% แต่น้ำมันดิบเบรนต์แทบไม่เปลี่ยนแปลง กลุ่มโลหะ ทองแดงลง -0.2% โลหะเงิน +0.7% ส่วนทองคำ +0.2% ดัชนีสินค้าเกษตร 79.74 จุด (+1.0%)

 เช้านี้ (20/04/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 79.6 จุด เงินยูโร 1.314 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 81.6 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 30.9 บาท/ดอลลาร์ สรอ น้ำมันดิบ wti 102.6 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 118.0 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1641 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์

ควรระวังค่าเงินบาทกลับมาอ่อนตัวอีก เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มแข็งค่าต่อ ในขั้นต้นคงได้เห็น 31.3 บาท/ดอลลาร์ สรอ

มาดูเรื่องอาร์บิทราจกันหน่อย วันก่อนลุงแมวน้ำทำอาร์บิทราจ (arbitrage) ยางพาราไป โดยเปิดสัญญาซื้อ (open long position) ยางพารา RSS3 และเปิดสัญญาขาย (open short position) ยางพาราตลาดโตคอม ตอนนั้นราคาส่วนต่างระหว่างสองตลาดคือ -0.051 บาท เมื่อ 15/03/2012 และใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้นในการคำนวณ



หลังจากนั้น ต่อมา 20/03/2012 ส่วนต่างราคาของสองตลาดขยายออกมาเป็น 1.76 บาท แบบนี้ลุงแมวน้ำก็ได้กำไรจากส่วนต่างของสองตลาดแล้ว สมควรจะปิดทำกำไรได้แล้ว เพราะการทำอาร์ทิราจไม่ต้องถือนานเนื่องจากส่วนต่างกำไรจะแคบลงค่อนข้างเร็ว แต่ลุงแมวน้ำไม่ได้ปิดสัญญาไปเพราะว่าลืม เนื่องจากไม่ได้เทรดจริงๆ เลยเผลอไป แล้วลุงแมวน้ำก็ลืมยาวไปเลย มาถึงวันนี้ 19/04/2012 ส่วนต่างกลายเป็น -0.47 บาท ลุงแมวน้ำขาดทุนไปแล้ว ฮือๆ (=_=)' นี่ถ้าเป็นพอร์ตซื้อขายจริงๆก็แย่ไปแล้วเพราะบกพร่องที่ไม่ดูแลติดตามพอร์ต


ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 19/04/2012
 


อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 19/04/2012

Wednesday, April 18, 2012

17/04/2012 * วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยและดัชนีเซ็ต (SET index) กรณีศึกษาสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค

ค่าเงินเช้านี้ 18/04/2012 (รายงานวันเทรดที่ 17/04/2012)

วันที่ 17/04/2012 ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ปิดลบ ตลาดหุ้นไต้หวันลงหนักหน่อย -1.9% ส่วนอินเดียสามารถปิดเขียวได้แบบสวนกระแสเอเชีย คือปิด +1.2% ตลาดหุ้นไทย ดัชนีเซ็ต SET index ปิดที่ 1160.23 (-0.8%) ต่างชาติขายสุทธิ 1249 ล้านบาท

ส่วนตลาดฝั่งยุโรปนั้นส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นแรง ส่วนใหญ่เกินกว่า +1.0% ดัชนี DAX ของเยอรมนี +2.7% ตลาดหุ้นอิตาลีที่เป็นเหตุกังวลรอบใหม่ของยุโรปก็บวกแรง ดัชนีฟุตซีมิลาโนอินดิซีบอร์ซา (FTSE MIB) ของอิตาลี +3.7% ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกาก็ปิดเขียว ดัชนีโบเวสปา (IBovespa) ของบราซิล +1.2% ส่วนสหรัฐอเมริกาก็ปิดเขียว ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกาขึ้นไป +1.5%

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 17 เปลี่ยนแปลงไม่มาก ดอลลาร์ สรอ ปรับตัวในกรอบแคบ usd index อยู่ในกรอบ 79.4 ถึง 79.8 จุด เงินสกุลยุโรปแทบไม่เปลี่ยนแปลง เงินยูโร -0.11% ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกผันผวนกว่าเงินสกุลยุโรป เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย +0.4% เงินเยนอ่อนค่า -0.60% เงินดอลลาร์สิงคโปร์เงินบาทปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ถือว่าทรงตัว

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ 17 น้ำมันดิบรีบาวด์ wti +1.3% แต่น้ำมันดิบเบรนต์แทบไม่เปลี่ยนแปลง กลุ่มโลหะ ทองแดงลง +0.5% โลหะเงิน +1.1% ส่วนทองคำ +0.1% ดัชนีสินค้าเกษตร 79.04 จุด (+0.1%)

เช้านี้ (18/04/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 79.6 จุด เงินยูโร 1.313 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 81.1 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 30.81 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 104.2 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 118.5 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1651 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์


วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยและดัชนีเซ็ต (SET index) กรณีศึกษาสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค

ช่วงไม่กี่วันมานี้ตลาดหุ้นไทยลงเอาๆ ต่างชาติก็เริ่มขายมาหลายวันแล้ว ผู้ที่ลงทุนหุ้นเอาไว้บางคนอาจใจไม่ค่อยดี ช่วงนี้มาร์เก็ตติงของโบรกเกอร์หุ้นรับโทรศัพท์กันจนหูชา ไม่ใช่หูชาเพราะว่าโดนต่อว่า แต่หูชาเพราะนักลงทุนโทรถามสถานการณ์และปรึกษามาร์เกตติง ที่จริงตลาดหุ้นลงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพียงแต่ว่าช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยขึ้นต่อเนื่องมาหลายเดือน นักลงทุนหุ้นเริ่มชินกับสีเขียว ไม่ค่อยคุ้นกับสีแดงเสียแล้ว ประกอบกับนักลงทุนหุ้นรายใหม่ๆที่เข้าตลาดในช่วงนี้มีพอสมควร คนกลุ่มนี้ยังไม่ค่อยพบกับกระดานสีแดงเท่าไรนัก พอมาเจอเข้าก็อาจกังวล

ลุงแมวน้ำอยากฝากนักลงทุนหุ้นรายใหม่ๆที่เพิ่งเข้าตลาดมา ส่วนใหญ่มักเป็นคนหนุ่มสาว คนเหล่านี้เงินออมยังไม่มากนักเพราะว่าเพิ่งใช้ชีวิตวัยทำงานกันได้ไม่มี่ปี เงินออมขั้นต้นในช่วงเริ่มทำงานนี้มีความสำคัญมาก เพราะมันเป็นฐานสำหรับขยายผลต่อไปในอนาคต หากเงินออมก้อนนี้ทำงานให้เราได้ดี เราก็เป็นอิสระทางการเงินเร็วหน่อย แต่หากเราทำให้เงินต้นก้อนนี้หดหายไป การเป็นอิสระทางการเงินก็ช้าลง

การลงทุนในตลาดหุ้นหรือในตลาดทุนอื่นเป็นทางเลือกทางหนึ่งที่จะขยายผลเงินออมของเรา แต่ลุงแมวน้ำอยากฝากนักลงทุนที่เพิ่งเข้ามาลงทุนใหม่ว่านักลงทุนต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง วิเคราะห์และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง หากเงินพร้อมแต่ความรู้ยังไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งเข้ามาดีกว่า ศึกษาไปก่อน พร้อมแล้วจึงเข้ามา อย่าลงทุนเพราะว่าฟังผู้อื่นแนะนำโดยที่เราเองยังวิเคราะห์ไม่ออกหรือตัดสินใจไม่ได้ การวิเคราะห์นั้นจะเป็นสายปัจจัยพื้นฐานก็ได้ หรือสายการวิเคราะห์ทางเทคนิคก็ได้ หรือจะใช้ผสมกันก็ได้ แต่หากจะผสมกันต้องรู้จักวิธีใช้แบบผสมกันด้วย หากใช้ผิดวิธีก็ไม่ได้ผลอีก

ทีนี้ลองมาดูแนวโน้มตลาดหุ้นไทยกันดู ว่ามุมมองของลุงแมวน้ำที่อาศัยการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิคมองอย่างไรบ้าง ลุงแมวน้ำขอใช้บทความวันนี้เป็นการณีศึกษาสำหรับผู้ที่เริ่มศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิค ว่าเมื่อเราเรียนรู้ไปแล้วนำไปประยุกต์อย่างไร

ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น หลักสำคัญคือการวิเคราะห์กราฟ เราใช้กราฟดัชนีตลาดหุ้นเป็นตัวแทนของตลาดหุ้น ในการวิเคราะห์กราฟนั้น หลักสำคัญที่ลุงแมวน้ำใช้ก็คือ ต้องเห็นภาพของตลาดหุ้นให้กระจ่างด้วยการดูในหลายๆกรอบเวลา

สมมติว่าเราจะศึกษาป่า หากเราเดินไปที่ใต้ต้นยางนาที่อยู่ในป่าต้นหนึ่ง เราก็เห็นต้นไม้หนึ่งต้น ต้นนี้มีรายละเอียดอย่างไร ใบเป็นอย่างไร ต้นเป็นอย่างไร เป็นโรคหรือไม่ ฯลฯ เราจะมองเห็น และหากเรามองไปรอบๆตัว เราเห็นต้นไม้ต้นอื่นๆรอบตัวเราในระดับที่เราสังเกตรายละเอียดของแต่ละต้นได้ เช่น มีต้นประดู่ ต้นเต็ง ต้นแดง ฯลฯ เราก็เห็นภาพและเข้าใจป่าในแบบหนึ่ง

คราวนี้สมมติว่าเราปีนขึ้นไปบนภูเขาลูกหนึ่ง แล้วมองลงมาจากยอดเขา เราก็จะเห็นต้นไม้หลายๆต้นประกอบกันเป็นผืนป่าในอีกแบบหนึ่ง ยังอาจพอเห็นรายละเอียดได้บ้าง แต่หากเราขึ้น ฮ. แล้วบินขึ้นไปสูงๆ มองลงมาข้างล่าง เราก็เห็นผืนป่าในอีกรูปแบบหนึ่ง ตรงไหนถูกลักลอบตัดไม้ไป ตรงไหนเกิดไฟป่าเผาผลาญ เราก็จะเห็นได้ แต่หากเรามองจากบน ฮ. เราคงแยกแยะไม่ออกว่าต้นไหนเป็นต้นอะไร แต่ละต้นมีปัญหาอะไรหรือไม่ เพราะว่าอยู่ไกลเกินไป

ภาพป่าเดียวกันเมื่อเราดูจากบน ฮ. ดูจากบนเขา และดูจากใต้ต้นยางนา แม้ว่าเป็นป่าเดียวเดียวกัน แต่ก็ทำให้เราเกิดความรู้ความเข้าใจได้แตกต่างกัน แต่หากเราได้ดูทั้งสามภาพ เราก็ย่อมเกิดความเข้าใจที่ละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นไปอีกเพราะเห็นทั้งระดับกว้างใหญ่และเห็นทั้งในรายละเอียดมาพิจารณาประกอบกัน

เช่นเดียวกัน ในการวิเคราะห์โดยใช้ปัจจัยทางเทคนิค ปกติลุงแมวน้ำต้องพิจารณากรอบเวลาต่างๆหลายกรอบไปพร้อมกันเพื่อให้เห็นทั้งภาพกว้าง ภาพกลาง และภาพละเอียด ซึ่งการดูภาพกว้างได้นั้นต้องมีฐานข้อมูลที่ย้อนหลังไปมาก ดังนั้นลุงแมวน้ำจึงชอบลงทุนในหุ้นหรือดัชนี หรือฟิวเจอร์สที่อิงกับหุ้นที่มีอายุนานๆ พวกของเข้าใหม่ที่มีประวัติการเทรดสั้นๆลุงแมวน้ำมักเลี่ยงเพราะว่าทำความเข้าใจกับมันไม่ได้ทั้งหมด

อ้าว คุยเสียเพลิน ยังไม่ได้วิเคราะห์ SET index เลย มาๆๆ มาดูกัน


ภาพดัชนีเซ็ตในกรอบเวลาที่กว้างมาก (20 ปี)


มาดูภาพแรกกันก่อน ภาพแรกนี้เป็นดัชนีเซ็ตในกรอบเวลาใหญ่ เป็นคลื่นระดับคลื่นรายหลายๆปี (ตัวเลขชุดสีดำ) ลุงแมวน้ำประเมินว่าในกรอบเวลาใหญ่ ขณะนี้เรากำลังอยู่ในคลื่น 5 ใหญ่ ซึ่งนี่งเองที่ทำให้ลุงแมวน้คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยจะไปเกินกว่า 1800 จุด เพราะว่าทฤษฎีคลื่นของอีเลียตมีหลักว่า 5 ต้องสูงกว่าคลื่น 3 นั่นเอง แต่นั่นเป็นคงเป็นเรื่องอีกนาน

ในชุดคลื่นใหญ่ คลื่น 5 (สีดำ) ก็ประกอบด้วยชุดคลื่นย่อยในระดับรองลงไป กล่าวคือ คลื่นใหญ่ 5 (สีดำ) ประกอบด้วย 5 คลื่นย่อย (สีน้ำเงิน) ซึ่งขณะนี้เราน่าจะอยู่ในปลายคลื่น 3 (สีน้ำเงิน) แล้ว

หากเราซูมภาพเข้าไปอีก เข้าไปดูคลื่นย่อยที่เล็กลง ชุดคลื่นสีน้ำเงินนี้นับคลื่นยาก ลุงแมวน้ำจับคลื่นสีน้ำเงินมาท่อนหนึ่ง ไม่ได้เอามาทั้งหมด แล้วลองนับคลื่นย่อยดู ได้เป็นชุดคลื่นย่อยสีน้ำตาล ดังภาพต่อไปนี้

ภาพดัชนีเซ็ตในกรอบเวลาที่กว้าง (15 ปี)


หากจับความตามภาพชุดคลื่นสีน้ำตาล ตอนนี้เราอยู่ในคลื่นย่อย 5 (สีน้ำตาล) อันเป็นคลื่นขาขึ้นลูกสุดท้ายของชุดคลื่นสีน้ำตาล แต่จะจบคลื่น 5 เมื่อไรยังไม่รู้

ทีนี้ลุงแมวน้ำก็ซูมภาพเข้าไปอีก ในคลื่นย่อย 5 (สีน้ำตาล) นับคลื่นย่อยที่เกิดอยู่ในนั้น ได้เป็นชุดคลื่นย่อยสีม่วง ดังภาพต่อไปนี้

ภาพดัชนีเซ็ตในกรอบเวลาประมาณ 1 ปี


จากภาพ ขณะนี้เราน่าจะอยู่ในคลื่น 4 (สีม่วง) ที่จริงพูดตอนนี้ยังเร็วไปหน่อยเพราะดัชนีเซ็ตยังไม่ได้กลับทิศอย่างชัดเจน อาจจะอยู่ปลายคลื่น 3 ก็ได้ แต่ลุงแมวน้ำต้องการใช้เป็นกรณีศึกษาเรื่องการนับคลื่น อีกอย่างก็เปนการคาดการณ์ ไม่มีใครรู้อนาคตหรอก ก็เอาเป็นว่าลุงแมวน้ำประเมินว่าตอนนี้เราอยู่ในคลื่น 4 แล้วก็แล้วกัน

อะไรที่เป็นคลื่น 4 มักไม่ค่อยดี เนื่องจากคลื่น 4 เป็น reactive wave คือคลื่นขาลงในชุดคลื่นขาขึ้น อีกทั้งคลื่น 4 มักผันผวนชวนเวียนหัว และชวนให้ขาดทุนด้วย

ประมวลภาพในหลายๆกรอบเวลา หากเราจบคลื่น 4 สี่ม่วง (ตอนนี้ยังไม่จบ) หากเราจบก็จะเข้าคลื่น 5 สีม่วง เมื่อจบคลื่น 5 (สีม่วง) ก็เท่ากับว่าเราจบคลื่น 5 (สีน้ำตาล) ด้วย แปลว่าเราก็จะเข้าสู่คลื่นขาลง a-b-c ในชุดคลื่นสีน้ำตาล

การตีความ หากสถานการณ์เป็นไปตามนี้ ก็หมายความว่า ขณะนี้เราคงผจญกับความผันผวนของตลาดหุ้นในคลื่น 4 ไปอีกสักพักหนึ่ง คลื่นนี้เป็นคลื่นคืนกำไรเพราะมักหลอกให้เราตายใจ เห็นลงไปมากแล้วรีบาวด์ขึ้นมาก็นึกว่าจบคลื่นแล้ว ที่ไหนได้ ขึ้นแรงแล้วกลับลงไปใหม่ หลังจากจบคลื่น 4 จากนั้นหุ้นไทยคงไปต่อได้ แต่เมื่อไรที่จบคลื่น 5 (สีม่วงและสีน้ำตาล จบพร้อมกัน) นี่สิ ตลาดหุ้นคงปรับตัวลงลึก

วิเคราะห์ต่อไปอีกนิด หากถามว่าเมื่อไรจะจบคลื่น 5 (สีม่วงและสีน้ำตาล) เราก็ประเมินด้วยการวัดเป้าหมายด้วยตัวบ่งชี้ฟิโบนาชชี (Fibonacci target indicator) วัดระดับฟิโบนาชชี วัดจากหลายๆกรอบ ช่วงดัชนีใดที่มีระดับฟิโบนาชชีสอดคล้องกันหลายชุด ช่วงนั้นมีน้ำหนักสูง จากภาพข้างบน ลุงแมวน้ำประเมินว่าคลื่น 5 (สีม่วง) อาจจบแถวๆดัชนีเซ็ต 1300 ถึง 1350 จุด

หากถามต่ออีกว่า แล้วคลื่น 4 (สีม่วง) นี้จะลงไปถึงแค่ไหน ลุงแมวน้ำก็ใช้หลักของการวัดเป้าหมายด้วยตัวบ่งชี้ฟิโบนาชชีอีก ดังภาพต่อไปนี้


ดูที่เส้นฟิโบสีน้ำเงินเส้นหนา เป็นไปได้ว่าคลื่น 4 (สีม่วง) นี้อาจจบลงแถวดัชนี 1020 ถึง 1070 จุด ก็ลึกพอดู

เมื่อเราประเมินได้แบบนี้แล้ว เราก็นำเอาไปใช้ต่อยอดได้ตามแต่นโยบายการเทรดของแต่ละคน เช่น ในคลื่น 4 อาจหยุดเทรดชั่วคราว ฯลฯ

ฝากลองไปประเมินต่อกันดูด้วยตนเอง ว่าหากนับคลื่นตามแนวทางนี้ เมื่อจบคลื่น 5 (สีน้ำตาล) แล้ว ปลายคลื่น c (สีน้ำตาล) อาจลงไปได้ถึงดัชนีเท่าไร

นี่เป็นกรณีศึกษาการนับคลื่นและการใช้ความรู้ทางเทคนิคในการเทรด การนับคลื่นและการเทรดไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด เพราะแต่ละคนอาจนับไม่เหมือนกัน หากรู้ว่านับผิดก็นับใหม่ก็ได้ ความสำคัญคือเราจะเอาความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการลงทุนอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและประสบการณ์



ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 17/04/2012



อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 17/04/2012

Tuesday, April 17, 2012

16/04/2012 * สรุปรอบสัปดาห์ ตลาดหุ้นลงอีก ดอลลาร์ สรอ อ่อนค่า สินค้าโภคภัณฑ์ผันผวน

สัปดาห์ที่ 09/04/2012-13/04/2012 นี้โลกยังไม่มีข่าวดีอะไร มีแต่ข่าวดีส่วนตัวคือลุงแมวน้ำได้หยุดยาวววววววว หลายวันในช่วงสงกรานต์ ชอบจริงๆเลย ทำไมลุงแมวน้ำถึงได้ชอบวันหยุดนักก็ไม่รู้ ^_^

ตอนนี้เข้าสู่โหมดวิตกกังวล (อีกแล้ว) ความกังวลก็เรื่องเดิมๆ คือกลุ่มยุโรปกลับมากังวลเรื่องปัญหาหนี้สาธารณะโดยตัวละครเปลี่ยนจากกรีซมาเป็นสเปนและอิตาลี ทางด้านสหรัฐอเมริกาก็กังวลว่าเมื่อไม่มี QE3 แล้วเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะฟื้นไม่ไหว ข่าวดีมีอยู่เล็กน้อย คือ เกาหลีเหนือทดลองขีปนาวุธล้มเหลว และกรณีพิพาทเรื่องนิวเคลียร์อิหร่านมีแนวโน้มว่าจะพูดคุยกันได้ จึงทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง

ดัชนีโลก Dow Jones Global index (W1DOW) ซึ่งเฉลี่ยจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง -1.6% ดัชนีโลกอีกดัชนีหนึ่งคือ MSCI All Country World Index ก็ลดลงประมาณ -1.5% ดัชนีตลาดหุ้นกลุ่มยุโรป Dow Jone Europe Index (E1DOW) -2.0%

ดัชนีตลาดหุ้นกลุ่มเอเชียแปซิฟิกเฉลี่ยในรอบสัปดาแล้วปรับตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากสัปดาห์ที่แล้ว คือ +0.2% ส่วนดัชนีตลาดกลุ่มอาเซียน FTSE ASEAN USD Index (ดูแทนด้วย ASEAN.L) ปรับตัวลงนิดหน่อย -0.3% ตลาดหุ้นญี่ปุ่นซวนเซอีกครั้งจากผลประกอบการขาดทุนของบริษัทชั้นนำยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น นั่นคือ โซนี มิตซูบิชิ โดยถูกแบรนด์เกาหลีชิงตลาดไปมาก สะท้อนถึงความเสียเปรียบในการแข่งขันกับเกาหลีที่นับวันจะยิ่งเสียตลาดไปมากขึ้น

ตลาดหุ้นที่ขึ้นแรงในรอบสัปดาห์ ได้แก่ ตลาดหุ้นเวเนซุเอลา และตลาดหุ้นสโลวีเนีย +3.8% ทั้งคู่ ตลาดหุ้นที่ลงแรงเป็นตลาดหุ้นในยุโรปทั้งสิ้น คือ ตลาดหุ้นอิตาลี สเปน ฟินแลนด์ และฮังการี -5.0% ลงแรงรองลงมาคือ ตลาดหุ้นเยอรมนีและฝรั่งเศส -3% ส่วนตลาดหุ้นไทยในรอบสัปดาห์ SETi ปรับตัวลง -1.1% ต่างชาติเริ่มขายสุทธิแล้ว

ทางด้านตลาดพันธบัตร ดูจากพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี มีทั้งที่อัตราผลตอบแทนลดลง และที่เพิ่มขึ้น กระจายกันไป พันธบัตรที่อัตราผลตอบแทนลดลง ได้แก่ กรีซ สหรัฐอเมริกา สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ เดนมาร์ก เยอรมนี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีน ฯลฯ ส่วนพันธบัตรที่อัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ได้แก่ สเปน โปรตุเกส ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยในรอบสัปดาห์เพิ่มขึ้นประมาณ 0.02 จุด (basis point)

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ในรอบสัปดาห์แนวโน้มค่อนไปทางปรับตัวลดลง ที่ปรับตัวเพิ่มมีเพียงไม่กี่สินค้า เช่น โกโก้ (CC) +4.2% ฝ้าย (CT) +3.2% ทองคำ (GC) +1.7% ส่วนที่ปรับตัวลง เช่น น้ำตาล (SB11) -4.9% ข้าวโพด -4.6% กาแฟ (KC) และข้าวสาลี (W) -2.5% ทั้งคู่ ส่วนน้ำมันดิบ wti คงที่ แต่น้ำมันดิบเบรนต์ -1.3% ดัชนีสินค้าเกษตร DJUBSAG ตลอดสัปดาห์ปรับตัวลง -1.8% ส่วนยางพาราลงหนักหน่อย -3.6%

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ในรอบสัปดาห์ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD index) ปรับตัวลดลงเล็กน้อย -0.3% เงินตราสกุลยุโรปก็อ่อนค่าลงเล็กน้อยเช่นกัน เงินยูโร -0.15% ฟรังก์สวิส -0.25% ดอลลาร์สิงคโปร์กับเงินเยนแข็งค่ามากที่สุด +0.9% รองลงมาเป็นเงินบาทและดอลลาร์ออสเตรเลีย +0.7%


ค่าเงินเช้านี้ 17/04/2012 (รายงานวันเทรดที่ 16/04/2012)


สำหรับวันที่ 16/04/2012 ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ปิดแดงแต่ว่าลงไม่มาก ยกเว้นดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นที่ลงแรงกว่าเพื่อน -1.7% ตลาดหุ้นไทยปิดทำการ

ส่วนตลาดฝั่งยุโรปนั้นปิดกระจาย จับทิศทางไม่ออก มีทั้งขึ้นและลง ดัชนี DAX ของเยอรมนี +0.6% ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาและบราซิลส่วนใหญ่กระดานแดงตั้งแต่ต้นตลาดจึงถึงปิดตลาด ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐไม่พร้อมใจกัน คือดัชนี S&P 500 ปิดแดง ดัชนี Nasdaq ก็ปิดแดง ส่วนอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ปิดเขียว +0.6%

เช้านี้ (17/04/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 79.6 จุด เงินยูโร 1.312 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 80.5 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 30.80 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 103.1 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 118.5 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1652 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์

วันพรุ่งนี้ลุงแมวน้ำจะนำเอาภาพการนับคลื่นของดัชนี SETi มาให้ดูกันครับ ลองประเมินดูว่าตอนนี้ยังลงทุนได้หรือไม่


กราฟแสดงความสัมพันธ์ของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินสำคัญบางสกุลรวมทั้งทองคำ



ตารางหุ้น ฟิวเจอร์ส และกองทุนรวม และค่าสถิติต่างๆ