Friday, June 15, 2012

14/06/2012 * โลกรอข่าวดีจากกรีซ ยุโรปสับสน สหรัฐอเมริกาคิดบวก


การลงทุนและค่าเงิน 15/06/2012 (รายงานวันเทรดที่ 14/06/2012)


ช่วงนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังดูอึมครึมอยู่ ไปไหนไม่ได้ไกลนัก เพราะสถานการณ์ทางยุโรปยังไม่ชัดเจน

วันที่ 14/06/2012 ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกวันนี้พร้อมใจกันปรับตัวลง ตลาดหุ้นขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ลงกันเกินกว่า -1%

ตลาดหุ้นไทย SET index ปิดที่ 1153.01 จุด (-0.5%) ต่างชาติขายสุทธิอีก วันนี้มากหน่อย ขาย 1463 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิติดต่อกันหลายวันชักเริ่มมีนัยสำคัญขึ้นมาแล้ว

ตลาดฝั่งยุโรปก็วันนี้สับสนเช่นเคย ตอนนี้ยุโรปชีวิตสับสนจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ตลาดหุ้นในยุโรปมีทั้งขึ้นและลง ไปกันคนละทาง ดัชนีเอเธนส์ คอมโพสิต ของกรีซพุ่งไป +10% ดัชนีแดกซ์ DAX ของเยอรมนีปิด -0.2%

ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกา วันนี้บราซิลกับสหรัฐอเมริกาไปกันคนละทาง ด้านบราซิล ดัชนีโบเวสปา (Bovespa Index) -0.5% ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกา +1.2%

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 14/06/2012 เงินดอลลาร์ สรอ อ่อนตัวต่อเนื่องตลอดทั้งวันแต่ว่ากรอบการเคลื่อนไหวแคบมาก ดัชนีดอลลาร์ สรอ ปรับตัวในกรอบ 81.9 จุดถึง 82.3 จุด เงินสกุลยุโรปแข็งค่าเล็กน้อย เงินยูโรกับฟรังก์สวิส +0.5% เงินโครน +0.7% เงินโครนา +0.3%

ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ดอลลาร์ออสเตรเลีย +0.6% เงินเยน +0.2% บาท +0.1% ดอลลาร์สิงคโปร์ +0.3%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ กลุ่มน้ำมันดิบแกว่งในช่วงแคบเกือบทั้งวัน มาปรับตัวสูงขึ้นในช่วงกลางคืนเมื่อตลาด สรอ เปิด wti +1.8% จากปัจจัยเศรษฐกิจภายในประเทศ สรอ ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ +0.9% ด้านทองคำขึ้นเล็กน้อย +0.4% แต่โลหะเงิน -1.2% ทองแดง +0.6% สินค้าเกษตรวันนี้ปรับตัวลงอีก ดัชนีสินค้าเกษตร 73.09 จุด (-1.0%)

เช้านี้ (15/06/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 81.8 จุด อ่อนตัวจนหลุด 82 จุดลงมาแล้ว แต่น่าจะเป็นเหตุการณ์เพียงช่วงสั้น เงินยูโร 1.263 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 79.45 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 31.49 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 84.5 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 97.0 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1623 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์


โลกรอข่าวดีจากกรีซ ยุโรปสับสน สหรัฐอเมริกาคิดบวก


บทความวันนี้ลุงแมวน้ำพาดหัวแบบขำๆ

วันที่ 14/06/2012 นี้ตลาดหุ้นยุโรปเล่นข่าวกรีซ สังเกตไหมว่าดัชนีเอเธนส์ คอมโพสิต (GD.AT) ของตลาดหุ้นกรีซปรับตัวขึ้นถึง +10% ภายในวันเดียว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผลการสำรวจหรือที่เรียกว่าโพลล์ที่สำรวจคะแนนนิยมของพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 17/06/2012 นี้ ปรากฎว่าพรรคประชาธิไตยใหม่ (New Democracy) ได้รับความนิยมสูง ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่าหลังการเลือกตั้งจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งพรรคนี้เป็นพรรคที่สนับสนุนมาตรการรัดเข็มขัด ตลาดหุ้นจึงขึ้นแรง ผลของโพลล์กับการตอบสนองของตลาดหุ้นอาจพออนุมานได้ว่าประชาชนกับภาคธุรกิจมีแนวโน้มยอมรัดเข็มขัดดีกว่ายอมหลุดออกจากกลุ่มยูโรโซน ช่วงหลังนี้ประชาชนกรีซกลัวเรื่องการหลุดออกจากกลุ่มยูโรกันมากขึ้น จะเห็นได้จากการถอนเงินออกจากธนาคารในกรีซกันอย่างต่อเนื่อง ใครที่มีช่องทางเอาไปฝากไว้นอกประเทศก็ขนเงินออกไป ที่ขนเงินออกไปไม่ได้ก็เก็บใส่ตู้เอาไว้ก่อน เหตุที่ไม่กล้าฝากเงินอยู่ในธนาคารเพราะเกรงว่าวันใดที่กรีซต้องออกจากยูโรโซน เงินของประชาชนที่เป็นเงินยูโรจะกลายเป็นเงินดรักมาที่ด้อยค่าในทันที ประชาชนจึงพอนเงินยูโรมาเก็บไว้เองดีกว่า และวันนี้เองที่ดัชนีตลาดหุ้นของกรีซสามารถกลับมายืนเหนือ 500 จุดได้อีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องรอผลการเลือกตั้งในวันที่ 17 และการตั้งรัฐบาลที่จะตามมา ตอนนี้ก็เป็นเพียงความหวังที่หล่อเลี้ยงจิตใจเท่านั้น

ทางด้านประเทศอื่นๆในกลุ่มยูโรโซนไม่ได้ตอบสนองต่อข่าวดีของกรีซนี้มากนัก สังเกตได้จากความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นประเทศต่างๆ สาเหตุน่าจะเป็นเพราะกังวลเรื่องอิตาลีกับสเปน ช่วงหลังนี้ธนาคารในอิตาลีและสเปนถูกลดอันดับเครดิตจนจำกันไม่ได้แล้วเพราะว่ามีเยอะมาก นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสเปนก็สูงขึ้นอีก จนน่าเป็นห่วง ทั้งๆที่กลุ่มยูโรโซนจะเข้ามาช่วยเหลือด้านการเงิน

ส่วนทางสหรัฐอเมริกานั้น วันนี้ที่ตลาดหุ้น สรอ ขึ้นเพราะปัจจัยภายใน อ่านตามข่าวแล้วนักวิเคราะห์บอกว่าตลาดหุ้น สรอ ขึ้นเพราะว่าตัวเลขอัตราว่างงานของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น ซึ่งปกติแล้วหากอัตราว่างานสูงขึ้นตลาดหุ้นมักจะตอบสนองทางลบ เพราะแสดงว่าเศรษฐกิจไม่ดี ทีแรกลุงแมวน้ำอ่านแล้วก็งงๆ แต่พออ่านต่อไป นักวิเคราะห์บอกว่าอัตราการว่างงานของสหรัฐอเมริกาสูงขึ้นเป็นข่าวดี เนื่องจากทำให้เชื่อได้ว่าถึงอย่างไรเฟดของต้องออกมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง QE3 ค่อนข้างแน่ ตลาดหุ้นจึงขึ้น เพราะว่าชอบ QE3 ว่าไปโน่นเลย ที่ลุงแมวน้ำขำก็ตรงเหตุผลที่นักวิเคราะห์พยายามเอามาอธิบายนี่แหละ

พรุ่งนี้วันหยุด เรามาทำโยเกิร์ต (เกือบ) เจกินกันดีกว่า ลากเรื่องโยเกิร์ตมานาน ยังไม่ได้ทำกินเสียที พรุ่งนี้ได้กินของอร่อยแน่ ได้เว้นกรรมด้วย แล้วต้นสัปดาห์หน้าลุงแมวน้ำจะเอาผลของมาตรการ Operation Twist ของลุงเฮลิคอบเตอร์เบน มาคุยกัน

ก่อนจบมาดูกราฟตลาดหุ้นกรีซกัน

ดัชนีตลาดหุ้นของกรีซ มองในภาพกว้างด้วยกราฟรายสัปดาห์ ไหลมาตั้งแต่ 5500 จุด จนหลุด 500 จุดมาอยู่แถว 400 จุดกว่าๆในเวลาประมาณ 4 ปี ตลาดทุนของกรีซรวมทั้งนักลงทุนเสียหายหนักมาก





ดัชนีตลาดหุ้นของกรีซ ความเคลื่อนไหวในช่วงสั้น วันล่าสุดเกิดสัญญาณแท่งเทียนแบบแท่งเทียนขาวใหญ่ (big white candle) อันเป็นสัญญาณกลับทิศประการหนึ่งเสียด้วย




อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 14/06/2012




ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 14/06/2012

Thursday, June 14, 2012

13/06/2012 * ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา (DJI) และเยอรมนี (DAX) ยังอยู่ในกรอบขาลง น้ำมันดิบรอนับคลื่นใหม่


การลงทุนและค่าเงิน 14/06/2012 (รายงานวันเทรดที่ 13/06/2012)



วันที่ 13/06/2012 ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกเป็นแบบบวกนิด ลบหน่อย ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ตลาดหุ้นจีนขึ้นมากหน่อย +1.3% ส่วนสิงคโปร์กลับติดลบ -0.3%

ตลาดหุ้นไทย SET index ปิดที่ 1158.22 จุด (-0.4%) เปิดเขียวแต่ไหลลงเรื่อยๆตลอดทั้งวัน ต่างชาติกลับมาขายสุทธิต่อเนื่องกันสามสี่วันแล้วแต่ปริมาณไม่มากนัก

ตลาดฝั่งยุโรปก็สับสน ปิดแบบบวกนิดลบหน่อย ไม่มีทิศทางที่ชัดเจนเช่นกัน ส่วนใหญ่เทรดสลับกันทั้งในโซนเขียวและโซนแดง ดัชนี DAX ของเยอรมนีปิด -0.14% ไม่มีตลาดใดลงแรง

ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกาวันนี้บราซิลกับสหรัฐอเมริกาไปกันคนละทาง ปกติมักตามกันไป ด้านบราซิลดัชนีโบเวสปา (Bovespa Index) +1.1% ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกา -0.6%

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 13/06/2012 เงินดอลลาร์ สรอ อ่อนตัวต่อเนื่องตลอดทั้งวัน มารีบาวด์ขึ้นบ้างตอนดึก (เวลาบ้านเรา) ดัชนีดอลลาร์ สรอ ปรับตัวในกรอบ 81.9 จุดถึง 82.6 จุด เงินสกุลยุโรปแข็งค่าเล็กน้อย เงินยูโรกับฟรังก์สวิส +0.4% ช่วงนี้เงินยูโรกับฟรังก์สวิสมักเปลี่ยนแปลงในอัตราที่ใกล้เคียงกัน เงินโครน +0.4% เงินโครนา +0.5%

ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เงินเยน บาท ดอลลาร์สิงคโปร์ แทบไม่เปลี่ยนแปลงอะไร เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย -0.1%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ กลุ่มน้ำมันดิบแกว่งในช่วงแคบ wti -1.0% ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ทรงตัว ด้านทองคำขึ้นเล็กน้อย +0.3% แต่โลหะเงิน -0.5% ทองแดง -0.6% สินค้าเกษตรวันนี้ปรับตัวลงอีก ดัชนีสินค้าเกษตร 73.09 จุด (-1.0%)

เช้านี้ (14/06/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 82.2 จุด เงินยูโร 1.257 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 79.44 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 31.54 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 82.5 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 97.1 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1618 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์



ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา (DJI) และเยอรมนี (DAX) ยังอยู่ในกรอบขาลง น้ำมันดิบรอนับคลื่นใหม่ ลงทุนน้ำมันเสี่ยงสูงแล้ว



วันที่ 13 นี้เป็นวันที่ทิศทางตลาดดูสับสนต่อเนื่องจากเมื่อวันก่อน หากดูทิศทางตลาดในภาพรวมคงบอกอะไรได้ยากเพราะตลาดขึ้นลงแบบกระจายตัว แต่หากวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิคคงบอกได้ไม่ยากว่าทุกอย่างยังอยู่ในแนวโน้มขาลง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง


เรามาดูกันที่ตลาดหุ้นเยอรมนีพี่ใหญ่ของกลุ่มยูโรกันก่อน เราดูแทนด้วยดัชนีแดกซ์ (DAX) ดังภาพต่อไปนี้

ดัชนีแดกซ์ (DAX) ของเยอรมนี




จากภาพ จะเห็นว่าทิศทางของตลาดหุ้นซึ่งสะท้อนภาพเศรษฐกิจของเยอรมนีเองและของยุโรปได้ส่วนหนึ่ง ยังอยู่ในทิศทางขาลง แม้ดัชนีจะมีดีดกลับบ้างแต่ก็ยังอยู่ในกรอบ SEC (standard error channel) แนวโน้มกลับทิศยังไม่มีอะไรชัดเจน ดังนั้นในเชิงการวิเคราะห์ทางเทคนิคคงยังมองเป็นแนวโน้มขาลงเช่นเดิม

มาดูที่ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา เราดูแทนด้วยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average Index, DJI หรือ DJIA) ดังภาพต่อไปนี้

กราฟดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI)




จากภาพจะเห็นว่า คลื่นของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกายังไม่ชัดเจนเท่ากับของเยอรมนี โดย DJI อาจมีประเด็นอยู่บ้างตรงที่ว่าจบคลื่นย่อย 5 (สีเทา) หรือยัง หากตีความว่ายังไม่จบคลื่น 5 (สีเทา) DJI คงไปต่อได้เกิน 13,280 จุด จากนั้นค่อยลง หากตีความว่าตอนนี้เราจบคลื่น 5 (สีเทา) ไปแล้ว DJI ก็คงขึ้นต่อได้อีกไม่มาก จากนั้นก็ลงต่อ ซึ่งหากพิจาณา DJI โดยพิจารณา DAX ประกอบ น้ำหนักในทางจบคลื่น 5 ไปแล้วน่าจะมีมากกว่า

ส่วนน้ำมันดิบ ลองดูกราฟน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent crude oil)

กราฟราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (BZ)




จากภาพ เดิมที่ประเมินว่าเราอยู่ในคลื่นย่อย 4 (สีเทา) ซึ่งในที่สุดราคาน้ำมันดิบต้องขึ้นต่อเพื่อให้จบคลื่นย่อย 5 (สีเทา) แต่ปรากฏว่าราคาน้ำมันดิบไหลลงตลอด ไม่เป็นรูปแบบปกติ คลื่นย่อยที่นับไว้ผิดพลาดหมด ดังนั้นจึงต้องรอนับคลื่นใหม่ และต้องระวังน้ำมันดิบขึ้นลงแรง เพราะตอนนี้รูปแบบคลื่นผิดปกติไปแล้วในเบื้องต้นคาดว่าจบคลื่นขาขึ้นไปแล้วโดยคลื่น 5 เป็นคลื่นล้มเหลว (failed wave 5) และขณะนี้เราอยู่ในคลื่นขาลง A-B-C การลงทุนน้ำมันดิบมีความเสี่ยงสูงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นลงทุนกองทุนรวมน้ำมันดิบหรือลงทุนฟิวเจอร์สน้ำมันดิบเบรนต์ก็ตาม


ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 13/06/2012




อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 13/06/2012

Wednesday, June 13, 2012

12/06/2012 * เงินเยนแกร่งกว่าทองคำ, ยางพาราขึ้นไม่จริง


การลงทุนและค่าเงิน 13/06/2012 (รายงานวันเทรดที่ 12/06/2012)



วันที่ 12/06/2012 เป็นวันที่ทิศทางตลาดดูสับสนไปหมด

ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ปรับตัวลงเนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาปรับตัวลงในวันก่อนหน้า อีกทั้งราคาน้ำมันดิบผันผวนหนัก แต่ส่วนใหญ่ปรับลงกันไม่แรงนัก ตลาดที่ปิดเขียวก็มี เช่น สิงคโปร์ และไทย

ตลาดหุ้นฮ่องกง -0.4% สิงคโปร์ +0.3% จีน -0.7% ตลาดหุ้นไทย SET index ปิดที่ 1162.93 จุด (+0.4%)

ตลาดฝั่งยุโรปก็สับสน ส่วนใหญ่เทรดสลับกันทั้งในโซนเขียวและโซนแดง ดัชนี DAX ของเยอรมนีปิด +0.3% ไม่มีตลาดใดลงแรง

ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกาเปิดแขียวเล็กน้อย แล้วไหลลงมาแดง แต่แล้วก็ขึ้นแรงไปจนปิดตลาด ด้านบราซิลดัชนีโบเวสปา (Bovespa Index) +2.0% ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกา +1.3%

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 12/06/2012 เงินดอลลาร์ สรอ อ่อนตัวเล็กน้อย ดัชนีดอลลาร์ สรอ ปรับตัวในกรอบ 82.35 จุดถึง 82.7 จุด เงินสกุลยุโรปแข็งค่าเล็กน้อย เงินยูโรกับฟรังก์สวิส +0.2% เงินโครน +0.6% เงินโครนา +0.8%

ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกก็แข็งค่าเช่นกัน เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย +0.8% เงินดอลลาร์สิงคโปร์ +0.3% ส่วนเงินบาท +0.35% เงินเยนอ่อนเล็กน้อย -0.03%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ กลุ่มน้ำมันดิบ wti ปรับขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่ลงแรงในวันก่อนหน้า วันนี้ wti +0.7% ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ยังอ่อนตัวต่อ -0.8% ด้านทองคำขึ้นเล็กน้อย +0.8% แต่โลหะเงิน +0.8% ทองแดง -0.2% สินค้าเกษตรวันนี้ปรับตัวลงทั้งๆที่ตลาดหุ้นขึ้น ดัชนีสินค้าเกษตร 73.81 จุด (-0.8%)

เช้านี้ (13/06/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 82.4 จุด เงินยูโร 1.250 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 79.62 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 31.57 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 82.8 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 96.8 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1609 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์


เงินเยนแกร่งกว่าทองคำ, ยางพาราขึ้นไม่จริง


วันที่ 12 นี้เป็นวันที่ทิศทางตลาดดูสับสน หลายๆเรื่องไม่เป็นไปตามความรู้สึกของนักลงทุน เช่น เรื่องสถานการณ์ของสเปน ย่ำแย่เสียขนาดนี้ แต่ทำไมตลาดหุ้นขึ้นได้ สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ลุงแมวน้ำมองว่าเป็นขาขึ้นแบบ reactive wave คือขึ้นไม่กี่วันแล้วก็ลงต่อ

วันนี้ลุงแมวน้ำอัปเดตข้อมูลไปได้มากแล้ว จึงนำกราฟสรุปค่าเงินมาให้ดูกัน ดังภาพต่อไปนี้


กราฟแสดงความสัมพันธ์ของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินสำคัญบางสกุลรวมทั้งทองคำ



จะเห็นว่าตอนนี้เงินรูเบิลของรัสเซียอ่อนตัวอย่างหนักเช่นเดียวกับดัชนีตลาดหุ้นของรัสเซีย ลุงแมวน้ำไม่ได้ตามข่าวละเอียด แต่น่าจะเกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศ

ที่น่าสังเกตก็คือเส้นแนวโน้มของเงินเยนและทองคำ จะเห็นว่าในขณะนี้เงินดอลลาร์ สรอ มีแนวโน้มแข็งค่า เงินตราสกุลอื่นๆมีแนวโน้มอ่อนค่ากันหมด แม้แต่ทองคำก็ยังอยู่ในแนวโน้มขาลง ยกเว้นเงินเยนที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่าเป็นแนวโน้มขาขึ้นอยู่ หมายความในในช่วงนี้เงินเยนมั่นคงกว่าทองคำเสียอีก

ภาพต่อไปก็เป็นกราฟราคายางพารา



ยางพารา RSS3 มีอาการรีบาวด์ขึ้นมา พร้อมทั้งมีข่าวสนับสนุนอยู่หลายข่าว แต่หากวิเคราะห์ทางเทคนิคจะเห็นว่าแนวโน้มราคายางพารายังเป็นขาลงอยู่ โปรดระวัง

พรุ่งนี้ลุงแมวน้ำจะนำเอาภาพดัชนี DAX และ DJI มาวิเคราะห์ให้ชมกันครับ


ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 12/06/2012




อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 12/06/2012

Tuesday, June 12, 2012

11/06/2012 * ตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์อาจมีรีบาวด์


การลงทุนและค่าเงิน 12/06/2012 (รายงานวันเทรดที่ 11/06/2012)



เมื่อวานลุงแมวน้ำหายตัวไปหนึ่งวัน ไม่ได้นอนเพลินหรอก แต่ว่างานเข้าในช่วงสุดสัปดาห์มากมาย จนทำให้อัปเดตข้อมูลประจำสัปดาห์ไม่ทัน ประกอบกับเมื่อวานลุงแมวน้ำมีงานตั้งแต่เช้าเลย แต่เนื่องจากอดนอนในช่วงวันหยุด เมื่อวานเลยเบลอทั้งวัน แสดงผิดๆถูกๆตลอดทั้งวันเลย แต่วันนี้ดีขึ้นแล้วล่ะ เมื่อคืนได้นอนมากหน่อย และได้กินไอติมไปถ้วยหนึ่ง เกี่ยวกันไหมเนี่ย ชอบกินน่ะแต่ไม่ค่อยได้กิน ^__^

วันที่ 11/06/2012 ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่รีบาวด์ ตลาดหุ้นฮ่องกง +2.5% ญี่ปุ่นกับสิงคโปร์ขึ้นไปประมาณ +2% จีนอินโดนีเซีย +1% ตลาดหุ้นอินเดียไม่ขึ้นตาม -0.3%

ตลาดหุ้นไทยขึ้นแรงกว่าเพื่อน +2.8% โดย SET index ปิดที่ 1158.07 จุด

ตลาดฝั่งยุโรปก็รีบาวด์แรงแต่แล้วก็ไหลลง ฝั่งยุโรปดีใจเพียงครู่เดียวก็ได้คิดว่านี่คงไม่ใช่ข่าวดีจริงๆหรอก ก็เลยลง ดัชนี DAX ของเยอรมนีปิด +0.2% แต่ตลาดหุ้นในยุโรปในยุโรปอีกหลายประเทศปิดแดงเล็กน้อย

ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกาก็รีบาวด์ตอนเปิดเช่นกัน แต่แล้วก็ไหลลงและปิดแดง ด้านบราซิลดัชนีโบเวสปา (Bovespa Index) -0.8% ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกา -1.1%

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 11/06/2012 เงินดอลลาร์ สรอ อ่อนตัวในตอนเช้าเนื่องจากตลาดหุ้นต่างๆรีบาวด์ แต่แต่มาเมื่อตลาดหุ้นอ่อนตัว เงินดอลลาร์ สรอ ก็กลับแข็งค่าขึ้นมา ดัชนีดอลลาร์ สรอ ปรับตัวในกรอบ 81.8 จุดถึง 82.6 จุด เงินสกุลยุโรปอ่อนค่าเล็กน้อย เงินยูโรกับฟรังก์สวิส -0.25% เงินรูเบิลผันผวนมากอีกแล้ว วันนี้ -1.5%

ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกก็อ่อนค่าเช่นกัน เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย -0.4% เงินดอลลาร์สิงคโปร์ -0.2% ส่วนเงินบาททรงตัวแทบไม่เปลี่ยน เงินเยนแข็งเล็กน้อย +0.1%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ กลุ่มน้ำมันดิบแกว่งแรงมาก ตอนเช้า (เวลาบ้านเรา) น้ำมันดิบ wti ขึ้นไปถึง 86.6 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล แต่ตอนกลางคืนไหลลงมา 81.5 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล สรุปราคาปิดสิ้นวัน wti -3.0% และเบรนต์ -2.7% ด้านทองคำขึ้นเล็กน้อย +0.1% แต่โลหะเงิน +0.4% ปกติโละเงินเล่นแรงอยู่แล้ว ทองแดง +0.9% สินค้าเกษตรวันนี้ทรงตัว ดัชนีสินค้าเกษตร 74.4 จุด (+0.03%)

เช้านี้ (12/06/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 82.6 จุด เงินยูโร 1.248 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 79.24 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 31.70 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 81.5 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 196.9 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1590 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์



ตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์อาจมีรีบาวด์



ตลาดหุ้นเด้งขึ้นมาเนื่องมาจากเมื่อวันหยุดที่ผ่านมาสเปนต้องขอเงินกู้จากกลุ่มยูโรโซนเนื่องจากขาดสภาพคล่อง พูดง่ายๆคือสเปนต้องการให้อุ้มแล้วล่ะ ที่จริงก็ไม่ใช่ข่าวดีตรงไหน น่าจะเป็นข่าวร้ายมากกว่า แต่ตลาดหุ้นอยากจะขึ้นก็เลยขึ้น โดยไปจับประเด็นตรงที่การได้รับเงินกู้ของสเปนในครั้งนี้ไม่ต้องถูกบังคับใช้มาตรการรัดเข็มขัดแบบที่กรีซโดน ก็เอาประเด็นนี้ไปเล่นกันเป็นข่าวดีทำให้ตลาดหุ้นขึ้น

ลุงแมวน้ำยังปรับปรุงข้อมูลไม่เรียบร้อย จึงยังไม่ได้วิเคราะห์สัญญาณทางเทคนิคต่างๆ แต่เท่าที่ดูคร่าวๆ น้ำมันดิบลงมาติดแนวรับพอดี แนวต้านของเงินดอลลาร์ สรอ ก็ก่อตัวแถวๆนี้ ราคายางพาราติดแนวรับตามระดับฟิโบนาชชีเป้าหมาย อีกทั้งตลาดหุ้นโดยรวมคล้ายกับกำลังทำคลื่นย่อยขาขึ้น ดังนั้นรวมๆแล้วลุงแมวน้ำคิดว่าตลาดหุ้น ราคาน้ำมันดิบ ทองคำ อาจมีการรีบาวด์ในลักษณะ reactive wave ได้ที่แถวๆนี้


ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 11/06/2012




อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 11/06/2012

Saturday, June 9, 2012

เช้าวันหยุดกับลุงแมวน้ำ ทำโยเกิร์ตโพรไบโอติกสูตร (เกือบ) เจกินเองกันดีกว่า (ตอนที่ 2)









ภาพโยเกิร์ตที่ผสมโพรไบโอติกส์



วันหยุดในสัปดาห์ก่อนเราคุยกันด้วยเรื่องการทำโยเกิร์ตกินเอง เป็นสูตรโพรไบโอติก และเป็นสูตร (เกือบ) เจไปด้วยในตัวพร้อมๆกัน แต่ก็ยังไม่ทันได้ทำโยเกิร์ต สุดสัปดาห์นี้เรามาคุยกันต่อ

อ้อ ก่อนที่จะไปต่อ หากใครลืมเนื้อหาของตอนแรกก็แวะไปอ่านตอนแรกกันก่อน ที่ เช้าวันหยุดกับลุงแมวน้ำ ทำโยเกิร์ตโพรไบโอติกสูตร (เกือบ) เจกินเองกันดีกว่า (ตอนที่ 1) จะได้ไม่งง

นมเปรี้ยวหรือว่าโยเกิร์ตนั้นเกิดจากการที่แบคทีเรียในกลุ่มที่ให้กรดแลกติก (lactic acid bacteria) เจริญเติบโตอยู่ในน้ำนม การหลั่งกรดของแบคทีเรียทำให้โปรตีนในนมเปลี่ยนสภาพไป กลายเป็นมีความแข็งนิดหน่อยคล้ายเนื้อเต้าหู้อ่อนหรือว่าเต้าฮวย เรียกว่าเกิดเคิร์ดกรด (acid curd) การเอาโยเกิร์ตมาทำเป็นอาหารเป็นการค้นพบโดยบังเอิญของมนุษย์ เดิมทีคนต้นคิดคงจะนึกว่านมเสีย แต่เนื่องจากไม่มีกลิ่นบูดเน่า อีกทั้งยังมีกลิ่นกรดเปรี้ยวอ่อนๆ รสชาติก็เปรี้ยวๆนิดหน่อย ดูน่ากินอยู่เหมือนกัน จึงลองเอามากินดู แต่ลุงแมวน้ำคิดว่าคนต้นคิดเอาโยเกิร์ตมาเป็นอาหารคงเสียดายนม ไม่อยากทิ้งมากกว่า งกน่ะ ^__^ จึงพยายามกินดู ปรากฏว่าเข้าท่าก็เลยกลายเป็นอาหารในเวลาต่อมา

จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดนมเปรี้ยวในธรรมชาตินั้นเป็นจุลินทรีย์ผสม คือเกิดจากเชื้อแบคทีเรียมากมายหลายชนิด แต่ในปัจจุบัน ด้วยกระบวนการผลิตโยเกิร์ตทางอุตสาหกรรม จุลินทรีย์ที่นิยมใช้ผลิตในอุตสาหกรรมโยเกิร์ตมักเป็น แลกโตแบซิลลัส บัลแกริคัส (Lactobacillus bulgaricus) กับ สเตรปโตคอกคัส เทอร์โมฟิลลัส (Streptococcus thermophillus) เพียงสองชนิด

ประโยชน์หลักของโยเกิร์ตที่มีมากกว่านมสดธรรมดาก็มีอยู่ 3 ประการ คือ

ประการแรก ช่วยลดความเสี่ยงจากอาการท้องเสีย กลไกหลักที่โยเกิร์ตสามารถช่วยป้องกันการเกิดท้องเสียหรือช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้ก็อาศัยหลักการง่ายๆ คือพวกมากลากไปนั่นเอง หมายความว่าในกรณีที่เราเกิดอาการท้องเสียเนื่องจากรับเชื้อโรคที่ทำให้ท้องเสียลงไป เชื้อโรคท้องเสียจะไปเจริญและขยายพันธุ์ในลำไส้และทำให้เราท้องเสีย การกินโยเกิร์ตลงไปเท่ากับไปเติมเชื้อเจ้าถิ่นเข้าไปในลำไส้ ซึ่งหากมีปริมาณมากพอก็พอจะข่มผู้รุกรานได้ แต่หากไม่มากพอหรือผู้รุกรานแข็งแรงมากก็ช่วยไม่ไหว รวมทั้งหากท้องเสียจากกรณีอื่น เช่น ได้รับสารพิษ โยเกิร์ตก็ช่วยไม่ได้ ดังนั้นประโยชน์กว้างๆของโยเกิร์ตก็คือช่วยลดความเสี่ยงจากท้องเสียนั่นเอง คงไม่สามารถไปชี้ชัดได้ว่าใช้บำบัดอาการท้องเสีย

ประการที่สอง ช่วยลดอาการท้องเสียจากการแพ้น้ำตาลแลกโตสในนมวัว สำหรับประโยชน์ข้อนี้ก็เนื่องจากว่าในนมวัวมีน้ำตาลอยู่ชนิดหนึ่ง คือน้ำตาลแลกโตส (lactose) ซึ่งผู้ที่แพ้น้ำตาลตัวนี้หากกินนมวัวเข้าไปจะทำให้ท้องเสียได้ การกินโยเกิร์ตจะช่วยลดอาการท้องเสียจากน้ำตาลตัวนี้ได้ก็เพราะจุลินทรีย์โยเกิร์ตแย่งกินน้ำตาลตัวนี้ไปมากแล้วนั่นเอง คงมีน้ำตาลแลกโตสเหลือในโยเกิร์ตพียงเล็กน้อย ทำให้อาการแพ้น้อยลงได้

ประโยชน์ประการที่สาม คือ ช่วยเสริมกลไกภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีการวิจัยในห้องทดลอง โดยเลี้ยงหนูที่ไม่มีจุลินทรีย์ประจำถิ่นใดๆอยู่ในลำไส้เลย เปรียบเทียบกับหนูที่มีแบคทีเรียอยู่ในลำไส้ ปรากฏว่าหนูชนิดแรกที่ไม่มีแบคทีเรียในลำไส้เลยมีระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่ค่อยดีนัก สันนิษฐานกันว่าจุลินทรีย์คงผลิตสารและไวตามินที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย จึงเสริมภูมิคุ้มกันได้ จากผลการวิจัยในห้องทดลองดังกล่าวทำให้เชื่อว่าการกินโยเกิร์ตเท่ากับการเติมจุลินทรีย์ประจำถิ่นลงไป ก็น่าจะได้ประโยชน์ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้บ้าง

ที่ลุงแมวน้ำเล่ามานั้นก็คือประโยชน์ของโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวโดยทั่วๆไป ส่วนคำว่าโพรไบโอติกส์ (probiotics) นั้นเป็นคำที่เกิดมาทีหลัง ซึ่งเรื่องการตลาดน่าจะเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้อง ลองคิดดูว่าในการผลิตโยเกิร์ตเป็นอุตสาหกรรม หากทุกรายผลิตแล้วเหมือนกันหมด แต่ละรายคงหนักใจว่าแล้วจะขายแข่งกับรายอื่นๆได้อย่างไร อย่ากระนั้นเลย ตามหลักการตลาด ผลิตภัณฑ์ที่ขายได้และขายดีกว่าคู่แข่งต้องมีความแตกต่าง

และนั่นเอง การวิจัยและพัฒนาเชื้อจุลินทรีย์สายพันธุ์เฉพาะต่างๆจึงเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นวิทยาศาสตร์นั่นแหละ คือนักวิทยาศาสตร์อยากรู้ก็เลยทำวิจัยโน่นนี่ไปเรื่อย แต่ส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากการตลาด คือต้องการสร้างจุดขาย ผลก็คือมีจุลินทรีย์สายพันธุ์เฉพาะต่างๆที่มีงานวิจัยสนับสนุนว่าอาจมีประโยชน์หรือสรรพคุณพิเศษขึ้นมา เช่น ช่วยป้องกันหวัด ช่วยป้องกันโรคกระเพาะ ฯลฯ แต่สรรพคุณพิเศษที่เพิ่มเติมมีจากประโยชน์หลัก 3 ข้อที่ลุงแมวน้ำเล่ามาข้างต้นนั้นยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน พวกจุลินทรีย์สายพันธุ์เฉพาะเหล่านี้ก็คือพวกโพรไบโอติกส์นั่นเอง ตัวอย่างของพวกโพรไบโอติกส์ก็เช่น แลกโตแบซิลลัส คาเซอิ (L. casei) แลกโตแบซิลลัส พาราคาเซอิ (L. paracasei) แลกโตแบซิลลัส แอซิโดฟัลลัส (L. acidophillus) บิฟิโดแบกทีเรียม แอนิมาลิส (Bifidobacterium animalis) ฯลฯ

สรุปก็คือประโยชน์ของจุลินทรีย์โยเกิร์ตธรรมดาๆ (คือ Lactobacillus bulgaricus กับ Streptococcus thermophillus) กับจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ หากพิจารณาในแง่ประโยชน์หลัก 3 ข้อที่กล่าวมา ก็ให้ประโยชน์ได้เหมือนกัน แต่หากพูดถึงประโยชน์พิเศษอื่นๆก็ยังไม่มีงานวิจัยที่ทำในมุษย์ยืนยันได้อย่างชัดเจนในปัจจุบัน ในต่างประเทศเคยมีคดีฟ้องร้องผู้ผลิตโยเกิร์ตกันมาแล้วเพราะไปกล่าวอ้างว่าจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์มีสรรพคุณเหนือกว่าจุลินทรีย์โยเกิร์ตธรรมดาโดยที่ไม่สามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้

นอกจากนี้ จุลินทรีย์พวกโพรไบโอติกส์นี้ปัจจุบันยังใช้เป็นอาหารเสริมในสัตว์ด้วย วัตถุประสงค์เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน ทำให้สัตว์แข็งแรงขึ้นและให้ผลผลิตที่ดีขึ้น

เอาล่ะ เมื่อเราเข้าใจเกี่ยวกับโยเกิร์ตและจุลินทรีย์โยเกิร์ต รวมทั้งโพรไบโอติกส์แล้ว ทีนี้เรามาดูกันก่อนว่าโยเกิร์ตที่วางขายตามตู้เย็นนั้นมีโยเกิร์ตอะไรกันบ้าง

แบบแรกคือโยเกิร์ตธรรมดา มักหมักด้วยเชื้อ 2 ชนิด คือ L. bulgaricus กับ S. thermophillus สองเชื้อผสมกัน

แบบที่สอง โยเกิร์ตโพรไบโอติกส์แบบจุลินทรีย์ 3 ชนิด นั่นคือ แบคทีเรียโยเกิร์ตพื้นฐาน (L. bulgaricus กับ S. thermophillus) กับโพรไบโอติกส์อีกชนิดหนึ่ง เช่น L. paracasei เป็นต้น ผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตแบบถ้วยที่วางขายในเมืองไทย หากผสมโพรไบโอติกส์เข้าไปด้วย เท่าที่ลุงแมวน้ำเห็นจะเป็นแบบ 3 ชนิดทั้งนั้น

แบบที่สาม โยเกิร์ตโพรไบโอติกส์แบบจุลินทรีย์ 4 ชนิด หรือมากกว่า 4 ชนิด นั่นคือ แบคทีเรียโยเกิร์ตพื้นฐาน กับโพรไบโอติกส์อีก 2 ชนิดหรือมากกว่า 2 ชนิด ในต่างประเทศมีวางขาย แต่ลุงแมวน้ำไม่เคยเห็นในบ้านเรา

แบบที่สี่ โยเกิร์ตแบบหมักด้วยโพรไบโอติกส์เพียงชนิดเดียว เช่น หมัก L. paracasei ชนิดเดียวโดดๆไปเลย เท่าที่ลุงแมวน้ำเห็นจะเป็นโยเกิร์ตแบบดื่ม (drinking yogurt)

โดยหลักการแล้ว เชื้อหลายชนิดยิ่งดีเพราะจะทำให้มีความหลากหลายใกล้เคียงกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น แต่ก็เพิ่มต้นทุนการผลิต

ขั้นตอนการทำโยเกิร์ตคงต้องขอไปต่อในสัปดาห์หน้าแล้วล่ะ อย่าหาว่าลุงแมวน้ำเม้มไม่ยอมเล่าเลย แต่ที่ต้องไปต่อครั้งหน้าเพราะทำไม่ทัน ลุงแมวน้ำจิ้มมาตั้งแต่เช้าแล้ว ตอนบ่ายมีงานแสดง ต้องขอตัวไปแสดงก่อน ^__^

Friday, June 8, 2012

07/06/2012 * ตื่นทองอีกแล้ว เลือกลงทุนทองคำอะไรดี (2)


การลงทุนและค่าเงิน 08/06/2012 (รายงานวันเทรดที่ 07/06/2012)



วันที่ 07/06/2012 นี้เป็นวันที่ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนพอสมควรทีเดียว

ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่จะขึ้นแรงในช่วงเช้า จากข่าวจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ย จากนั้นอ่อนตัวในตอนบ่าย ยกเว้นตลาดหุ้นอินเดียที่เปิดอ่อนแต่มาดีขึ้นบ้างในตอนบ่าย ตลาดหุ้นไทยแรงแล้วมาอ่อน SET index ไปสูงสุดถึง 1134.61 จุดแต่มาปิดที่ 1118.53 จุด (+0.05)%

ตลาดฝั่งยุโรปก็รีบาวด์แรงแล้วมาอ่อนเช่นกัน ตลาดหุ้นกรีซกกับสวีเดน +3% ไม่ค่อยอ่อน ส่วน DAX ของเยอรมนีปิด +0.8%

ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกาก็รีบาวด์แรง ด้านบราซิลดัชนีโบเวสปา (Bovespa Index) +3.2% ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกาแรงแล้วมาอ่อนท้ายตลาด +0.4% น่าจะเป็นเนื่องจากเบอร์นันกี ประธานเฟดที่มีฉายาเฮลิคอปเตอร์เบน อันหมายถึงขนเงินขึ้น ฮ. แล้วโปรยลงมา ก็ไม่ได้ทำแบบนั้นจริงๆหรอกเพียงแต่ว่าชอบออกมาตรการ QE ไง ก็เหมือนกับการขนเงินออกมาแจกนั่นเอง คุณเบอร์นันกี พูดเมื่อตอนกลางคืน (เวลาบ้านเรา) ว่าตอนนี้ยังไม่มี QE3 เท่านั้นเอง ตลาดหุ้นกับราคาทองคำก็ร่วง

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 07/06/2012 เงินดอลลาร์ สรอ แกว่งตัวขึ้นลงในระหว่างวัน ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD Index) ปรับตัวในกรอบ 82.0 จุดถึง 82.4 จุด เงินสกุลยุโรปอ่อนค่าเพียงเล็กน้อยเนื่องจากเงินดอลลาร์ สรอ เปลี่ยนแปลงไม่มาก เงินยูโรกับฟรังก์สวิส -0.1%

ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกอ่อนค่าเล็กน้อยเช่นกัน เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย -0.2% เงินดอลลาร์สิงคโปร์ -0.2% ส่วนเงินบาท -0.8% เงินเยนอ่อนค่า -0.5%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ กลุ่มน้ำมันดิบผันผวนขึ้นลงค่อนข้างแรง wti ขึ้นไปถึง 87 ดอลลาร์ สรด/บาเรล แต่ท้ายที่สุดปิดประมาณ 84 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล -1.3% และน้ำมันดิบเบรนต์ขึ้นไปถึง 102.2 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล สุดท้ายปิดที่ 99.2 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล (-1.4%) ด้านทองคำไม่แกว่ง ร่วงอย่างเดียว สิ้นคำเบอร์นันกีก็ไหลจาก 1630 มาที่ 1580 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์ (-2.6%)

ทางด้านโลหะเงิน -3.2% ทองแดง -0.7% สินค้าเกษตรวันนี้รีบาวด์แรง ดัชนีสินค้าเกษตร 74.68 จุด (+2.1%)

เช้านี้ (08/06/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 82.2 จุด เท่าเมื่อวานเช้าเลย เงินยูโร 1.257 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 79.66 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 31.63 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 83.7 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 99.2 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1590 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์



ตื่นทองอีกแล้ว เลือกลงทุนทองคำอะไรดี (2)



ลุงแมวน้ำติดค้างบทความเอาไว้นานแล้ว เขียนเอาไว้แล้วยังไม่จบ แล้วก็ไม่ได้มาต่อให้จบเสียที นั่นคือเรื่องเกี่ยวกับราคาทองคำและการลงทุนทองคำ บทความ เลือกลงทุนทองคำอะไรดี (1) อยู่วันที่ 02/03/2012 โน่นแน่ะ เมื่อวานก็เขียนเรื่องนับคลื่นทองเพื่อทบทวนสภาวการณ์ของทองคำในขณะนี้ ส่วนวันนี้มาคุยเรื่องการลงทุนทองคำกับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนกันให้จบ

ลองดูภาพต่อไปนี้


ราคาของทองคำมักสวนทางกับดอลลาร์ สรอ ภาพนี้แสดงราคาทองคำในช่องทางการลงทุนต่างๆ (เช่น ลงทุนฟิวเจอร์สทองคำ ลงทุนกองทุนทองคำ ลงทุนอีทีเอฟทองคำ ฯลฯ) ในขณะที่ดอลลาร์อ่อนตัว


ดังที่ลุงแมวน้ำเคยคุยให้ฟังไปแล้วว่าราคาทองคำมักสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ สหรัฐอเมริกา หรือที่ลุงแมวน้ำเรียกย่อๆว่า ดอลลาร์ สรอ กล่าวคือ หากทองคำขึ้น เงินดอลลาร์ สรอ มักอ่อน และหากทองคำลง ดอลลาร์ สรอ ก็มักแข็งค่า ทีนี้การลงทุนทองคำมักอ้างอิงราคาซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์ สรอ เสมอ จากนั้นจึงแปลงเป็นสกุลเงินท้องถิ่นอีกทีหนึ่ง ดังนั้นจะมีกรณีที่เกิดขึ้นได้ดังนี้

กรณีราคาทองคำขึ้น เงินดอลลาร์ สรอ มักอ่อนค่า ผลคือเงินสกุลท้องถิ่นมักแข็งค่าขึ้น อย่างเช่นเงินบาท เมื่อทองคำแพง ดอลลาร์ สรอ อ่อน เงินบาทแข็ง ผลก็คือราคาทองคำที่เป็นเงินบาทขึ้นไม่ค่อยมากนัก เพราะผลจากเงินบาทแข็ง

กรณีราคาทองคำลง เงินดอลลาร์ สรอ มักแข็งค่า ผลก็คือเงินสกุลท้องถิ่นมักอ่อนค่า หากเป็นเงินบาท เมื่อทองคำปรับตัวลง ผลก็คือราคาทองคำที่เป็นเงินบาทจะยิ่งร่วงมากขึ้นเพราะผลจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทอ่อนค่า

จากภาพข้างบน เป็นการเปรียบเทียบราคาทองคำในช่องทางการลงทุนต่างๆกันบนกราฟค่าเงินดอลลาร์ สรอ หมายเลข 1 คือตอนที่ดอลลาร์ สรอ แข็งค่า (USD Index = 81.79) หมายเลข 2 คือตอนที่ดอลลาร์ สรอ อ่อนค่า (USD Index= 78.30)

ดังนั้นสรุปก็คือ

ราคาทองคำขึ้น (สกุลเงินดอลลาร์ สรอ) -> ราคาทองคำสกุลเงินท้องถิ่นก็ขึ้นแต่ว่าขึ้นน้อยกว่า -> กำไรแต่ว่าได้น้อย

ราคาทองคำลง (สกุลเงินดอลลาร์ สรอ) -> ราคาทองคำสกุลเงินท้องถิ่นก็ลงแต่ว่าลงมากกว่า -> ขาดทุนมากขึ้น

ดังนั้นหนทางป้องกันผลกำไรไม่ให้หดหายไปจากผลของอัตราแลกเปลี่ยนก็คือควรป้องกันความเสี่ยงของค่าเงินเอาไว้ โดยปกติแล้วราคาทองคำที่เป็นอีทีเอฟ (ETF) กับราคาอนุพันธ์ทองคำ (gold futures) ใช้กลไกธรรมชาติ คือรับรู้ผลจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ส่วนกองทุนทองคำนั้นบางกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ ซึ่งอาจป้องกันบางส่วนหรือเต็มจำนวนก็แล้วแต่นโยบายของกองทุนอีก ต้องศึกษาให้ดีก่อนลงทุน

ดังนั้นในกรณีลงทุนทองคำ หากลงทุนในกองทุนทองคำที่ป้องกันอัตราแลกเปลี่ยนไว้เต็มที่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะว่าเวลาได้กำไรก็กำไรเต็มที่โดยไม่มีผลจากอัตราแลกเปลี่ยนมาฉุด ส่วนเวลาขาดทุนก็เจ็บน้อยลงเพราะไม่มีผลของอัตราแลกเปลี่ยนมาซ้ำเติม


ตารางแสดงตัวอย่างเปรียบเทียบการลงทุนทองคำในภาวะดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเป็นแนวโน้มขาลง โดยเปรียบเทียบกับการลงทุนทองคำที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเงินกับการลงทุนทองคำที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยง ภายในช่วงเวลาเดียวกัน




ปัจจุบันกองทุนรวมทองคำในบ้านเรา กลุ่มกองทุนทองคำที่ป้องกันอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวนมีอยู่ 4+1 กอง ก็ 5 กองนั่นแหละ คือ ASP-GOLD, K-GOLD, TMBGOLD, SCBGOLDH และ TGoldBullion-H โดยสี่กองแรกกองทุนแม่ (master fund) เป็น ETF ในตลาดหุ้นสิงคโปร์ ซึ่งช่วงต้นปีที่ผ่านมามีปัญหาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กัน นั่นคือ อีทีเอฟทองคำที่เป็นกองทุนแม่ในตลาดหุ้นสิงคโปร์นี้มีสภาพคล่องค่อนข้างน้อย ทำให้มีการลากราคาปิดให้ขึ้นหรือลงผิดปกติได้ ซึ่งนักลงทุนไทยไม่ค่อยชอบใจนักเพราะคิดว่าทำให้รายย่อยเสียเปรียบ ส่วนกองทุนหลังสุด TGoldBullion-H เป็นกองทุนทองคำที่ซื้อทองคำจริงเก็บไว้ที่ฮ่องกงและลงทุนเป็นเงินดอลลาร์ฮ่องกง ยังไม่พบว่ามีปัญหาเรื่องราคาแบบที่สิงคโปร์

ส่วนกองทุนทองคำอื่นๆที่นอกเหนือจากนี้ก็มีทั้งที่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วน และไม่ป้องกันความเสี่ยงเลย

เอาละ  จบแล้ว หวังว่าข้อมูลเหล่านี้คงช่วยในการพิจารณาของเพื่อนนักลงทุนได้พอสมควร แต่อย่าลืมและอย่าลืม ลุงแมวน้ำยังมองราคาทองคำเป็นแนวโน้มขาลงอยู่ บทความวันนี้ไม่ได้เชียร์ให้ลงทุนทองคำหรือเชียร์กองทุนทองคำใดเป็นการเฉพาะนะคร้าบ ^__^


อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 07/06/2012




ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 07/06/2012

Thursday, June 7, 2012

06/06/2012 * นับคลื่นทองคำ


การลงทุนและค่าเงิน 07/06/2012 (รายงานวันเทรดที่ 06/06/2012)



ลุงแมวน้ำไปแสดงหกคะเมนตีลังกาที่ต่างเมืองมาสองวัน ตอนไปหุ้นตกแรง ตอนกลับมาหุ้นขึ้นใหญ่ ตอนขึ้นนี่อาจจะเอาคืนแรงกว่าตอนที่ลงเสียอีก แต่จะขึ้นเท่าไรหรือลงเท่าไรก็ตาม อยากให้สังเกตกันประการหนึ่งก็คือความผันผวนเริ่มมากขึ้น ไม่ต้องดูค่าดัชนีความผันผวนก็ได้ เห็นหุ้นขึ้นลงวันละเกินกว่า 1% ต่อเนื่องกันละก็พอบอกได้แล้วว่าช่วงนี้ตลาดผันผวนมากขึ้น

วันที่ 06/06/2012 ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่รีบาวด์จากที่ลงไปเมื่อวันก่อน อีกทั้งรีบาวด์ได้ค่อนข้างแรงด้วย อินโดนีเซีย +3.3% ตลาดหุ้นอินเดีย +2.7% ยกเว้นจีนที่ปิดแดงนิดหน่อย -0.1%

ตลาดหุ้นไทย SET index +1.7% โดย SET index ปิดที่ 1117.95 แต่ต่างชาติขายสุทธิ 2391 ล้านบาท เริ่มสับสนกับท่าทีของฝรั่งแล้วใช่ไหม ทำไมบางวันซื้อ บางวันขาย หากงงก็อย่าไปสนใจ นี่ลุงแมวน้ำพูดจริงๆ ปกติลุงแมวน้ำดูฝรั่งซื้อขายประกอบเท่านั้น หากซื้อต่อเนื่องหรือขายต่อเนื่องหลายสัปดาห์ค่อยมีนัยสำคัญให้เอามาพิจารณาประกอบแนวโน้มและการวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ แต่หากว่าซื้อบ้างขายบ้างแบบนี้ลุงแมวน้ำไม่ได้ให้น้ำหนักอะไร เพราะเอามาคิดก็สับสนเปล่าๆ

ตลาดฝั่งยุโรปก็รีบาวด์แรงเช่นกัน ส่วนใหญ่ขึ้นกันเกินกว่า +2% ดัชนีเอเธนคอมโพสิต (Athex composit index) ของกรีซอยู่ที่ 477.42 (+0.2%) ขึ้นน้อยมากเพราะขึ้นไม่ค่อยไหว อีกทั้งยังหลุด 500 จุดลงมาแล้วด้วย ส่วน DAX ของเยอรมนีปิด +2.1%

ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกาก็รีบาวด์แรง ด้านบราซิลดัชนีโบเวสปา (Bovespa Index) +3.2% ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกา +2.4%

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 06/06/2012 เงินดอลลาร์ สรอ อ่อนตัวต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ดัชนีดอลลาร์ สรอ ปรับตัวในกรอบ 82.2 จุดถึง 82.8 จุด เงินสกุลยุโรปแข็งค่า เงินยูโรกับฟรังก์สวิส +1.0% โครนกับโครนา +0.6% เงินรูเบิลผันผวนมาก วันนี้ +1.7%

ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกแข็งค่าเช่นกัน เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย +1.9% เงินดอลลาร์สิงคโปร์ +0.9% ส่วนเงินบาท +0.6% เงินเยนอ่อนค่า -0.6%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ กลุ่มน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ทั้ง wti +1.1% และเบรนต์ +2.1% ด้านทองคำขึ้นเล็กน้อย +0.4% แต่โลหะเงิน +3.4% ปกติโละเงินเล่นแรงอยู่แล้ว ทองแดง +2.7% สินค้าเกษตรวันนี้รีบาวด์แรง ดัชนีสินค้าเกษตร 73.13 จุด (+2.6%)

เช้านี้ (07/06/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 82.2 จุด เงินยูโร 1.257 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 79.36 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 31.47 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 85.5 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 101.0 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1622 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์



นับคลื่นทองคำ


ลุงแมวน้ำติดค้างบทความเอาไว้นานแล้ว เขียนเอาไว้แล้วยังไม่จบ แล้วก็ไม่ได้มาต่อให้จบเสียที นั่นคือเรื่องเกี่ยวกับ ราคาทองคำ และ การลงทุนทองคำ บทความ เลือกลงทุนทองคำอะไรดี (1) อยู่วันที่ 02/03/2012 โน่นแน่ะ แวะไปดูก่อนก็ได้หากลืม พรุ่งนี้จะเขียนต่อให้จบ แต่วันนี้ขอนับคลื่นทองคำดูกันก่อน

ลองดูภาพต่อไปนี้


กราฟราคาทองคำและการนับคลื่น




สถานการณ์ราคาทองคำในตอนนี้แม้ว่าจะมีรีบาวด์ขึ้นมาจาก 1500 ดอลลาร์ สรอ กว่าๆ มาที่ 1600 ดอลลาร์ สรอ กว่าๆ แต่หากวิเคราะห์ทางเทคนิคแล้วสัญญาณกลับทิศเป็นแนวโน้มขาขึ้นยังมีน้ำหนักน้อย เมื่อยังมีน้ำหนักน้อย ลุงแมวน้ำก็ยังต้องประเมินว่ายังเป็นทิศทางขาลงอยู่ ต่อเมื่อมีสัญญาณกลับทิศเกิดขึ้นหลายๆประการและมีน้ำหนักมากพอ จึงค่อยประเมินกันใหม่

ทีนี้จากการนับคลื่นในกรอบเวลาขนาดใหญ่ ดังภาพต่อไปนี้


กราฟราคาทองคำในรอบ 40 ปีและการนับคลื่นในระดับคลื่นใหญ่



ลุงแมวน้ำประเมินว่าขณะนี้เราอยู่ในคลื่นขาลง a-b-c ในระดับคลื่นสีน้ำเงิน แต่หากมองในระดับคลื่นใหญ่ (supercycle) เมื่อพิจารณาจากกราฟราคาทองคำในรอบ 40 ปี เราน่าจะอยู่ในคลื่นใหญ่ 4 (สีดำ) ซึ่งหากพิจารณาคลื่นในระดับสีน้ำเงินและสีดำร่วมกัน ลุงแมวน้ำคิดว่าคลื่นขาลง (สีน้ำเงิน) ครั้งนี้เป็นคลื่นเชิงซ้อน (complex wave) ตามอิทธิพลของคลื่น 4 (สีดำ) ซึ่งคงไม่ใช่นับกันง่ายๆแบบ a-b-c แต่น่าจะผันผวนมาก เช่น a-b-c-b-c หรืออาจเป็นรูปแบบเชิงซ้อนอื่นๆ แต่รวมความแล้วลุงแมวน้ำคิดว่าหากเป็นคลื่นเชิงซ้อนก็ไม่น่าเทรดเลย ควรหลีกเลี่ยง

จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยใช้ระดับฟิโบนาชชีเป้าหมาย คาดว่ากว่าจะจบคลื่น c (สีน้ำเงิน) อันหมายถึงการจบคลื่น 4 (สีดำ) คงยังอีกนาน และราคาอาจลงไปได้ถึง 1100 ดอลลาร์ สรอ/สรอยออนซ์ ดังนั้นลุงแมวน้ำจึงคิดว่าราคาทองคำที่ขึ้นไปในช่วงนี้ถึงอย่างไรก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของคลื่น 4 (สีดำ) มากกว่า

พรุ่งนี้คุยเรื่องทองคำต่ออีกครับ วันนี้ลุงแมวน้ำต้องไปแสดงแล้ว



ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 06/06/2012




อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 06/06/2012

Monday, June 4, 2012

สรุปภาวะการลงทุนประจำเดือนพฤษภาคม 2012 (01/05/2012 - 31/05/2012)



วันนี้ลุงแมวน้ำมีของเล่นใหม่มาฝาก นั่นคือ รายงานสรุปภาวะการลงทุนประจำเดือน รายงานประจำเดือนนี้เป็นมุมมองที่กว้างกว่ารายงานประจำสัปดาห์ ทำให้เรามีมุมมองในกรอบเวลาต่างๆกันหลายกรอบ เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่พวกเราบ้าง

ที่จริงวันนี้วันหยุด ลุงแมวน้ำยังอยากให้พวกเราพักสบายๆอีกสักวัน ไม่อยากเอาเรื่องการลงทุนมาทำให้จิตใจขุ่นมัว เพราะรายงานนั้นแดงทั้งฉบับเลย มีสีเขียวปนอยู่นิดเดียว แต่เนื่องจากลุงแมวน้ำติดภารกิจต้องไปแสดงที่ต่างจังหวัด ขวัญใจมหาชนก็แบบนี้แหละ ^_^ ไม่แน่ใจว่าวันอังคารเช้าจะอัปเดตทันหรือเปล่า ไหนๆก็ไหนๆ ทำเสียตอนนี้เลยก็แล้วกัน หากถูกใจโปรดส่งปลามาเป็นกำลังใจหน่อย

ในรอบเดือนพฤษภาคม 2012 หรือว่า 05/2012 ที่ผ่านมา สถานการณ์ทั่วโลกไม่ค่อยดีนัก สาเหตุหลักมาจากเรื่องปัญหาวิกฤตหนี้ของกลุ่มสหภาพยุโรปที่จริงต้องพูดให้ชัดอีกหน่อยว่าเป็นปัญหาที่มาจากกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรร่วมกัน (Eurozone) ซึ่งมีอยู่ 17 ประเทศ ส่วนกลุ่มสหภาพยุโรปนั้นมีทั้งหมด 27 ประเทศ

เงื่อนตายที่ยังคลายไม่ออกและเป็นเงื่อนสำคัญที่พาให้กลุ่มยูโรโซนนี้เสียหลักไปทั้งกลุ่มก็คือการที่แต่ละประเทศในกลุ่มมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจไม่เท่าเทียมกันแต่กลับมาใช้เงินสกุลเดียวกัน ทำให้มีปัญหาในการบริหารทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังของแต่ละประเทศ รวมทั้งเป็๋นปัจจัยเร่งที่ทำให้ปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซประทุขึ้นมาจนนานาประเทศที่เป็นสมาชิกในกลุ่มต้องทุ่มเงินเข้ามาช่วยอุ้ม

แต่อย่างไรก็ดี ยิ่งนานวันเข้าสถานการณ์ก็ยิ่งส่อว่าหนทางแก้ปัญหาของกลุ่มดูจะยากเย็นยิ่งขึ้นทุกที ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสได้กลุ่มฝ่ายซ้ายซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยมาตรการรัดเข็มขัด ตามมาด้วยผลการเลือกตั้งทั่วไปของกรีซที่พรรคฝ่ายขวาซึ่งสนับสนุนมาตรการรัดเข็มขัดไม่ได้รับเลือกมากพอที่จะตั้งรัฐบาลได้ ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ในเดือนมิถุนายน นอกจากนี้สถาบันการเงินในสเปนและอิตาลีถูกลดอันดับเครดิตกันระนาว

เท่านั้นยังไม่พอ ทางฝั่งเอเชีย ตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนก็ออกมาไม่ค่อยดีเท่าไรนัก สะท้อนถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งใครต่อใครคาดหวังว่าจีนจะเป็นประเทศพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยโลก แต่สุดท้ายก็คงไม่ใช่ นอกจากนี้สถาบันการเงินของญี่ปุ่นยังถูกลดอันดับเครดิตอีกด้วยเช่นกัน ดังนั้นในเดือนที่ผ่านมาจึงเป็นเดือนที่มีแต่ข่าวไม่ค่อยดีเต็มไปหมด

ทีนี้มาดูตัวเลขในรายงานกันบ้าง ในเดือน 05/2012 ดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นระดับโลกคือ Dow Jones Glogal Index กับ MSCI All Countries World Index ร่วงลงมาประมาณ -9% ทั้งคู่ แต่หากพิจารณาแยกตามภูมิภาคจะเห็นว่ากลุ่มยุโรปร่วงไปประมาณ -14% สหรัฐอเมริกา -6% กลุ่มเอเชียแปซิฟิกลงไป -10% กลุ่มละตินอเมริกาลงไป -14% กลุ่มแอฟริกาลงไป -8% สำหรับกลุ่มเอเชียแปซิฟิกนั้นหากดูย่อยลงไปอีก กลุ่มที่ปรับตัวลดลงน้อยกว่าเพื่อนคือกลุ่มอาเซียน (ASEAN.L) -5% และกลุ่มอ่าวผู้ผลิตน้ำมัน (กลุ่ม GCC) -4%

หากดูในรายประเทศ ประเทศที่ตลาดหุ้นลงแรงที่สุดคือกรีซ -25% รองลงมาคือรัสเซีย -22% ทำให้เงินรูเบิลของรัสเซียอ่อนค่าอย่างหนัก ผู้ที่ถือกองทุนกลุ่ม BRICS อยู่ต้องระมัดระวังเพราะนอกจากรัสเซียที่ลงหนักแล้ว จีน อินเดีย บราซิลก็ออกอาการเป๋แล้วเช่นกัน

ตลาดหุ้นที่ขึ้นแรงในเดือนที่ผ่านมานั้นไม่มีเลย มีพียงตลาดหุ้นจีนที่บวกได้นิดหน่อย คือ +0.2% และตลาดหุ้นมาเลเซีย +0.6% ส่วนตลาดหุ้นไทยนั้นเดือนที่ผ่านมา ปรับตัวลง -7%

สำหรับตลาดหุ้นไทย หุ้นในกลุ่ม SET50 ที่ยังมีแรงอยู่ก็คือกลุ่มค้าปลีก BIGC +14% และ ROBINS +10% ส่วน CPALL ลงไป -10% และบางตัวที่อาการหนักคือ STA -25%, ESSO -22%, PTTGC -21%, BANPU -19%

ทางด้านสินค้าโภคภัณฑ์ เดือน 05/2012 ทองคำ (GC) ลงไป -6% น้ำมันดิบ WTI (CL) -17% สินค้าเกษตร -10% สินค้าเกษตรลงหนักตามราคาน้ำมันดิบ ยางพารา RSS3 ก็ลงไป -10% เช่นกัน แม้ว่าจะพยายามดึงและดันราคาเอาไว้ด้วยข่าวต่างๆ แต่สุดท้ายราคาก็เป็นไปตามกลุ่ม

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา แข็งค่ามาก ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD Index, DX) +5.4% เงินยูโรอ่อนค่า -6.4% เงินเยนแข็งค่า +1.8% เงินบาทอ่อนค่า -3.6% สิงคโปร์ดอลลาร์ -4.1%

ทางด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงเนื่องจากเงินหนีความผันผวนจากตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์เข้าไปพักผ่อนอยู่ในตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอมริกันลดลงอย่างฮวบฮาบเนื่องจากผลของอัตราแลกเปลี่ยนด้วย คือเงินสกุลเอเชียและยุโรปส่วนหนึ่งไหลออกและเข้าไปอยู่ในเงินสกุลดอลลาร์ สรอ และพันธบัตรอเมริกัน

วันนี้ลุงแมวน้ำจะพูดถึงเรื่องตราสารหนี้มากหน่อย เพราะตัวเลขต่างๆที่เกี่ยวกับตราสารหนี้ก็พอจะบอกอะไรเกี่ยวกับตลาดหุ้นได้ด้วยเช่นกัน ลองมาดูกันดังภาพต่อไปนี้



ภาพข้างบนเป็นอัตราผลตอบแทนของ พันธบัตรรัฐบาลกรีซ อายุ 10 ปี จะเห็นว่าสถานการณ์ในเดือนมีนาคมดีขึ้น เพราะว่าอัตราผลตอบแทนลดลง แต่ก็ยังถือว่าสูงลิ่วอยู่ (ปกติไม่ควรเกิน 7%) จากนั้นเดือนพฤษภาคม หลังเลือกตั้ง สถานการณ์ก็แย่ลงอีก ดูจากอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นแสดงว่าพันธบัตรนี้ไม่มีใครอยากได้ ใครที่มีอยู่ก็พยายามขายออกไป




ภาพข้างบนเป็น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสเปน อายุ 10 ปี จะเห็นว่าขยับเข้ามาใกล้ 7% ขึ้นทุกที หากเกินกว่า 7% แปลว่าต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลสเปนสูงมากจนเกินกำลังที่จะชดใช้หนี้ได้แล้ว จำเป็นต้องมีใครมาช่วยอุ้ม ซึ่งก็หนีไม่พ้นไอเอ็มเอฟและธนาคารกลางของยุโรปกับสถาบันและกลไกทั้งหลายที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับปัญหาวิกฤติหนี้ ตอนนี้สเปนมีปัญหาเรื่องประชาชนขาดความมั่นในในสถาบันการเงินและพากันถอนเงินจากธนาคารไปเก็บไว้ที่บ้านแล้ว กรีซก็เช่นกัน หากปัญหาลุกลามอาจทำให้สถาบันการเงินพังและลามเป็นโดมิโนได้ ผลสุดท้ายยากคาดเดา




ภาพข้างบนเป็น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลี อายุ 10 ปี แนวโน้มเข้าใกล้ 7% เข้าไปทุกทีเช่นกัน




มาดู อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อายุ 10 ปี กันบ้างตามภาพข้างบนนี้ จะเห็นว่าอัตราผลตอบแทนลดอย่างฮวบฮาบแม้อัตราผลตอบแทนจะต่ำมากก็ตาม เพราะนักลงทุนตองการหาที่ที่ปลอดภัย ไม่ใช่ต้องการเก็งกำไร




อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี อายุ 10 ปี ก็เช่นกัน ดังภาพบน อัตราผลตอบแทนน้อยมากแต่ก็มีแต่คนอยากได้




มาดูด้านพันธบัตรเอเชียกันบ้าง ข้างบนเป็น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลออสเตรเลีย อายุ 10 ปี นักลงทุนใช้เป็นที่หลบภัยเช่นกัน



อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี ไม่ค่อยเคลื่อนไหวนัก เพราะมีเงินไหลออกนั่นเอง



จากภาพต่างๆข้างบน พันธบัตรในย่านเอเชียนั้นแม้จะมีอัตราผลตอบแทนที่ลดลง (แปลว่ามีคนอยากซื้อ) แต่ลุงแมวน้ำคาดว่าเงินลงทุนบางส่วนต้องไหลออกไปเข้าสหรัฐอเมริกาและดอลลาร์ สรอ เพราะว่าช่วงนี้เงินดอลลาร์ สรอ แข็งค่ามาก และน่าจะแข็งค่าต่อไปได้อีก เงินลงทุนจากตะวันตกที่เข้ามาในเอเชียเมื่อเจอกับค่าเงินดอลลาร์ สรอ ที่แข็ง แม้ว่าได้กำไรจากพันธบัตรก็อาจไม่มากนัก ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอาจมากกว่า ดังนั้นเงินบางส่วนจึงต้องไหลกลับ

ทีนี้หากพวกเราต้องการพักเงินในตลาดพันธบัตรบ้างจะทำอย่างไร ทางเลือกสำหรับนักลงทุนรายย่อยของไทยก็คือฝากเงินกับกองทุนตลาดเงิน ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นของไทย ในบ้านเรายังไม่มีกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรระยะยาว กับอีกทางเลือกหนึ่งคือลงทุนกับกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เป็น FIF คือไปลงทุนในกองทุนพันธบัตรในต่างประเทศอีกทีหนึ่ง ซึ่งก็มีอยู่เพียงไม่มีกองทุน เท่าที่ลุงแมวน้ำรวบรวมไว้ในตาราง

KFTRB กองทุนแม่คือ PIMCO Total Return Bond Fund นโยบายกองทุนคือลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐอเมริกา ซึ่งฟังดูเผินๆก็น่าจะดีและให้ผลตอบแทนได้ดีในช่วงนี้เพราะว่าพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันกำลังเป็นที่ต้องการ ราคาพันธบัตรอเมริกันอายุ 30 ปีปรับตัวขึ้นในเดือนเดียวถึง +5.2%  แต่หากดูจากการเปลี่ยนแปลงของ NAV ของ KFTRB ในรอบเดือนที่ผ่านมา nav +0.8% เท่านั้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันที่ราคาดีในตอนนี้เป็นพวกที่อายุเกิน 7 ปี ส่วนของ PIMCO อายุเฉลี่ยไม่ได้นานขนาดนั้น และอีกประการ ในขณะนี้ PIMCO มีโครงสร้างการลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ MBS (Mortgage-backed Securities) ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่ผูกพันกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ โดยมีอยู่ในพอร์ตประมาณกว่า 50% ซึ่งตราสารพวกนี้เคลื่อนไหวไปตามทิศทางตลาดหุ้น สรอ และมีพันธบัตรอยู่ประมาณ 30% ของพอร์ต ดังนั้นเมื่อตลาดหุ้นลง nav ของ PIMCO ก็ลดลงด้วย

ส่วนอีกสองกองทุนที่มีกองทุนแม่เป็น Templeton Global Bond Fund กับ Aberdeen Global - Emerging Markets Bond Fund ลงทุนในตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ สองกองทุนนี้มีดูเรชัน (duration) ต่างกัน กองหลังดูเรชันประมาณ 10 ปีซึ่งดูเผินๆก็น่าจะดี แต่ก็ดังที่ลุงแมวน้ำบอกคือเสียเปรียบในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อดอลลาร์ สรอ แข็ง ดูค่า nav ที่สวนทางกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็คงพอทำให้เราทราบได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนมีผลมากเพียงใด


ความเห็นของลุงแมวน้ำก็คือ ช่วงนี้พักเงินในกองทุนตลาดเงิน (money market fund) ก่อนดีกว่า ได้แบบเรื่อยๆมาเรียงๆ ได้น้อยแต่ก็ไม่ขาดทุน แต่เลือกกองด้วยนะ


อีกประการคือ ทองคำ แต่ต้องรอก่อน ไม่ใช่ตอนนี้ สำหรับตอนนี้แค่ตามดูไปก่อน เพราะว่าหากวิกฤตหนี้ยุโรปลุกลามจนถึงขั้นสถาบันการเงินล้ม เมื่อนั้นคนจะถอนเงินจากธนาคารและซื้อทองคำเก็บบางส่วน อีกประการ ปี 55 นี้สถาบันคุ้มครองเงินฝากของไทยจะลดการคุ้มครองเหลือเพียงบัญชีละ 1 ล้านบาท ดังนั้นทองคำอาจเป็นทางเลือกได้ทางหนึ่ง แต่ลุงแมวน้ำขอย้ำว่ายังไม่ใช่เวลานี้ ตอนนี้ทองคำยังเป็นขาลงอยู่ แล้วลุงแมวน้ำจะมาวิเคราะห์ทองคำในความเห็นแบบแมวน้ำๆให้ฟังในโอกาสต่อไป 

ตอนนี้ขอลาไปก่อนละคร้าบ ^_^



Saturday, June 2, 2012

เช้าวันหยุดกับลุงแมวน้ำ ทำโยเกิร์ตโพรไบโอติกสูตร (เกือบ) เจกินเองกันดีกว่า (ตอนที่ 1)






เมื่อวานตลาดหุ้นไหลลงเป็นน้ำตก คงมึนไปตามๆกัน ตกกลางคืน (กลางคืนวันศุกร์ต่อเช้าวันเสาร์ตามเวลาบ้านเรา) หุ้นยุโรปและสหรัฐอเมริกาถล่มลงมาอีก ไม่รู้ว่าวันจันทร์จะเป็นอย่างไร ลุงแมวน้ำก็ได้แต่พยายามเตือนด้วยความเป็นห่วง ลุงแมวน้ำผ่านเรื่องพวกนี้มาเยอะแล้วและต้องจ่ายค่าบทเรียนด้วยตนเอง ก็ได้แต่หวังว่าพวกเราจะเรียนรู้จากอุทาหรณ์ของผู้อื่นได้บ้างจะได้ประหยัดค่าบทเรียนที่จะต้องจ่ายเองลงไปได้ และหวังว่าพวกเราคงปลอดภัยกันดี ลุงแมวน้ำมองเหตุการณ์ครั้งนี้ค่อนข้างร้าย คิดว่ายังมีอะไรที่ตามมาอีกเยอะ แต่ว่าเรื่องมันยาว เล่าวันเดียวคงไม่จบ คงต้องทยอยเล่าไปเรื่อยๆว่าทำไมลุงแมวน้ำจึงมองเช่นนั้น

อ้อ วันนี้วันหยุด พักกายพักใจกันก่อนดีกว่า ไม่เอาๆ ยังไม่คุยเรื่องลงทุน มาคุยเรื่องสุขภาพกันดีกว่า

พุทธภาษิตบอกว่า อโรคยา ปรมาลาภา คนวัยหนุ่มสาวอาจจะยังไม่เข้าใจความหมายอย่างแจ่มแจ้ง แต่เมื่อสูงอายุแล้วนั่นแหละจึงจะเข้าใจว่ามีเงินทองกองท่วมอยู่ข้างหน้าก็ไม่สู้มีสุขภาพที่ดี เรื่องนี้ลุงแมวน้ำไม่ได้พูดเวอร์ เมื่อถึงคราวมีอายุก็จะทราบดีเอง

ปัจจัยหนึ่งของการมีสุขภาพที่ดีก็คือการกินอาหารที่ดี และอาหารสุขภาพอย่างหนึ่งที่ลุงแมวน้ำอยากแนะนำก็คือโยเกิร์ต หากทำได้ก็ลอง ทำโยเกิร์ตกินเอง ดีกว่า ทั้งประหยัดและออกแบบได้เองด้วย หลายคนคงนึกงงว่ากินโยเกิร์ตต้องออกแบบอะไรด้วยหรือ อ่านต่อไปก่อน ลุงแมวน้ำจะค่อยๆเล่าให้ฟัง การทำโยเกิร์ตกินเองนั้นไม่ยาก โดยเฉพาะการทำโยเกิร์ตกินเองสูตรลุงแมวน้ำนั้นง่ายที่สุดในโลกเพราะว่าลุงแมวน้ำเองก็ไม่ชอบทำอะไรยากๆ ไม่ได้แปลว่าขี้เกียจนะ ^__^

โยเกิร์ตนั้นภาษาอังกฤษเขียนได้สองอย่าง คือ yogurt กับ yoghurt อย่างหลังนี่ใช้กันน้อย ส่วนใหญ่นิยมเขียนว่า yogurt มากกว่า ใครเขียนแบบหลังนี่สันนิษฐานเอาไว้ก่อนว่าเป็นคนโบราณ ^_^ โยเกิร์ตเป็นอาหารหมัก (fermented food) แบบหนึ่ง ภาษาไทยเรียกว่า นมเปรี้ยว แต่ส่วนใหญ่เรียกทับศัพท์ว่าโยเกิร์ตมากกว่าเรียกนมเปรี้ยว บรรดาอาหารที่หมักด้วยจุลินทรีย์ในโลกนี้มีเยอะแยะมากมาย อย่างเช่น เนยแข็งเป็นอาหารที่หมักด้วยรา แหนมก็เป็นอาหารที่หมักด้วยแบคทีเรีย กิมจิก็หมักด้วยแบคทีเรีย แม้แต่เส้นขนมจีนที่เรียกว่าขนมจีนเส้นหมักก็หมักด้วยแบคทีเรีย และยิ่งไปกว่านั้น บรรดาสุรา ไม่ว่าไวน์ วิสกี้ วอดก้า ตลอดไปจนถึงอุ สาโท ข้าวหมาก ก็ล้วนเกิดจากการหมักด้วยยีสต์ทั้งสิ้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอาหารที่หมักด้วยจุลินทรีย์นั้นมีอยู่มากมาย

จะสังเกตได้ว่าที่ลุงแมวน้ำพูดถึงอาหารหมักต่างๆนั้นหากจะจับแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆก็คงพอเห็นได้ว่าอาหารหมักที่เราคุ้นเคยกันดีมีอยู่สองกลุ่มใหญ่ นั่นคือ หมักแล้วเมา คือได้แอลกอฮอล์ กับที่ หมักแล้วเปรี้ยว คือได้รสเปรี้ยว ไม่ว่าจะเป็นซาวเออร์เคราต์ (sauerkraut) อันเป็นผักดองของเยอรมัน กิมจิผักดองแบบเกาหลี โยเกิร์ต แหนม พวกนี้เป็นกลุ่มมีรสเปรี้ยวทั้งสิ้น ซึ่งจุลินทรีย์กลุ่มสำคัญที่ทำให้เกิดการหมักแล้วได้รสเปรี้ยวนี้ก็คือกลุ่มหลักก็คือแลกโตแบซิลลัส (Lactobacillus) ที่สร้างกรดแลกติก (lactic acid) และอีกตัวหนึ่งคือสเตรปโตคอกคัส เทอร์โมฟิลลัส (Streptococcus thermophilus) ตัวหลังนี่ลุงแมวน้ำยังไม่พูดถึงละนะ เพราะจะทำให้เนื้อหามากเกินไป

เจ้าแลกโตแบบซิลลัสนี้หน้าตาเป็นอย่างไรอย่าไปสนใจมันเลย เพราะหน้าตามันเป็นแท่งๆ ตัวเล็กมาก มองไม่เห็นหรอก ต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จึงจะเห็น แต่ประโยชน์ของมันมีมากมาย เพราะมันเป็นจุลินทรีย์ประจำถิ่นที่อาศัยอยู่ในลำไส้และบนผิวหนังของเรา พวกจุลินทรีย์ประจำถิ่นนี้มีความสำคัญเพราะว่าเป็นเจ้าถิ่นที่คอยปกป้องจุลินทรีย์ก่อโรคที่มารุกราน ดังนั้นการดูแลให้มีจุลินทรีย์ประจำถิ่นอยู่ในปริมาณพอควรจึงเป็นเรื่องจำเป็น ลุงแมวน้ำอยากยกตัวอย่างเรื่องสบู่หรือเจลที่ใช้อาบน้ำล้างหน้ากัน ที่เห็นโฆษณากันว่าทำความสะอาดลึกล้ำ สะอาดทุกรูขุมขน หรือช่วยฆ่าเชื้อบนผิวหนัง พวกนั้นเป็นการสร้างความเข้าใจที่ผิดให้แก่ผู้บริโภค สบู่หรือเจลทำความสะอาดที่ดีนั้นต้องทำความสะอาดแค่พอสมควรก็พอแล้ว เนื่องจากว่าหากอำนาจการชะล้างสูงเกินไปจะไปล้างหรือทำลายจุลินทรีย์ประจำถิ่นรวมทั้งล้างไขมันเคลือบผิวที่คอยรักษาความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังออกมากเกินไป ทีนี้ละ ผิวหนังจะระคายเคืองและอักเสบติดเชื้อได้ง่าย จะยิ่งเป็นผลเสียในภายหลังมากกว่า

อ้าว ว่าจะคุยเรื่องโยเกิร์ตไหงไปพูดเรื่องสบู่กับเจลทำความสะอาดเสียได้ งั้นมาเข้าเรื่องกันต่อ ^_^

ดังที่ลุงแมวน้ำบอกไปแล้วว่าการกินอาหารหมักเปรี้ยวที่ไม่ผ่านการปรุงให้สุกนั้นมีประโยชน์เพราะทำให้ร่างกายได้รับเชื้อจุลินทรีย์พวกแลกโตแบซิลลัสลงไป (ขอเน้นว่าอาหารต้องยังไม่ผ่านการปรุงสุก เพราะหากให้ความร้อนจนสุกจุลินทรีย์ก็ตายไปหมด ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากจุลินทรีย์อีก คงได้แค่รสเปรี้ยวเท่านั้น) เท่ากับช่วยเติมจุลินทรีย์ประจำถิ่นลงไปในลำไส้ คือปกติในลำไส้ของเราก็มีจุลินทรีย์ประจำถิ่นอยู่แล้ว แต่ในบางภาวการณ์เจ้าถิ่นก็อาจอ่อนแอหรือว่าเหลืออยู่น้อยได้ เช่น ตอนที่เราท้องเสีย หรือว่ากินยาปฏิชีวนะลงไป ดังนั้นการเติมจุลินทรีย์ประจำถิ่นลงไปในลำไส้บ้างเป็นครั้งคราวก็เท่ากับช่วยเสริมทัพให้เข้มแข็งอยู่เสมอ แต่ระวังอย่ากินมากเกินไป กินมากก็ท้องเสียได้เหมือนกัน กินอะไรก็ให้พอดีๆไว้ดีกว่า เหมือนกับน้ำมันมะพร้าวน่ะ ใครที่เกาะกระแสกินน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำควรหมั่นวัดค่าคอเลสเตอรอลและค่าแอลดีแอล (LDL) ทุกสามเดือน ไม่อย่างนั้นอาจเสียใจเพราะเส้นเลือดมี LDL ไปอุดตันมากมายโดยไม่รู้ตัว อ้าว นอกเรื่องอีกแล้ว

ลุงแมวน้ำเล่าเกร็ดให้ฟังนิดหน่อย เกี่ยวกับแลกโตแบซิลลัสนี่แหละ คือเรื่องที่ว่าทำไมยาคูลท์จึงได้ดังมาจนทุกวันนี้ ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่ายาคูลท์ขึ้นราคากลายเป็นข่าวดังขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับเลยทีเดียว อะไรจะขนาดนั้น

ยาคูลท์ในขวดทรงคอดขนาดเล็ก ที่เราเห็นคุ้นเคยกันมานาน พร้อมกับวลีที่โด่งดังมากในยุคหนึ่ง คือ "ถามสาวยาคูลท์สิคะ" (แต่ถามแล้วตอบได้หรือเปล่านี่ไม่รู้นะ ขึ้นอยู่กับคำถามด้วยว่าถามอะไร ^_^) ยาคูลท์นี่เริ่มวางขายตั้งแต่ 50 ปีมาแล้ว คือประมาณปี 2504 ตอนนั้นลุงแมวน้ำยังว่ายน้ำเล่นอยู่แถวขั้วโลกมั้ง ชื่อยาคูลท์ก็เพี้ยนมาจากโยเกิร์ตนี่แหละ เป็นเครื่องดื่มที่ได้จากการหมักด้วยจุลินทรีย์แลกโตแบซิลลัส แต่ทว่าเป็นสายพันธุ์เฉพาะของญี่ปุ่นเขา มีการจดสิทธิบัตรไว้ด้วย เมื่อตอนที่ขายใหม่ๆก็ไม่ดังหรอก แต่หลายปีต่อมา เกิดมีกรณีอหิวาตกโรคระบาด ตอนนั้นยาคูลท์ก็ส่งผลิตภัณฑ์ไปให้ผู้ป่วยอหิวาต์ที่นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลดื่ม จากนั้นก็ร่ำลือกันว่าผู้ที่ดื่มยาคูลท์แล้วสามารถหยุดอาการถ่ายท้องได้ นั่นแหละ ยาคูลท์จึงได้ดังเป็นพลุตั้งแต่นั้นมา

คงจะพอเห็นประโยชน์ของโยเกิร์ตกันบ้างแล้ว เพราะว่ายาคูลท์นั้นก็คือโยเกิร์ตชนิดหนึ่งที่หมักด้วยจุลินทรีย์สายพันธุ์เฉพาะนั่นเอง อย่ากระนั้นเลย ลองมาทำโยเกิร์ตกินเองกันบ้างดีกว่า

อ้อ ยังไม่ได้สิ ยังไม่ได้พูดถึงเรื่อง โพรไบโอติกส์ (probiotics) หรือว่า จุลินทรีย์โพรไบโอติก (probiotic microorganism) เลย งั้นลุงแมวน้ำขอเล่าเรื่องโยเกิร์ตและโพรไบโอติกส์กับการเลือกโยเกิร์ตที่มีวางขายในท้องตลาดก่อนก็แล้วกัน แล้วค่อยไปทำโยเกิร์ตกินเองกัน

โยเกิร์ตนั้นเป็นอาหารหมัก หรือหากจะพูดให้เจาะจงก็คือเป็นนมหมักเปรี้ยว การทำโยเกิร์ตนั้นมีกันมานานนับพันปีแล้ว จากหลักฐานที่พบเชื่อกันว่าต้นกำเนิดของโยเกิร์ตนั้นน่าจะมาจากพื้นที่ในบริเวณที่ยุโรปเชื่อมต่อกับเอเชีย ซึ่งก็คือแถวๆตะวันออกกลางเรื่อยมาจนถึงอินเดียและซินเกียงของจีนในปัจจุบัน โดยในย่านนั้นมีวัฒนธรรมเกี่ยวกับการผลิตนมเปรี้ยวกันมานมนานแล้ว

โยเกิร์ตที่วางขายกัน ไม่ว่าจะเป็นในบ้านเราหรือในต่างประเทศ ก็หนีไม่พ้นมีอยู่ 3 แบบ นั่นคือ

โยเกิร์ตแบบถ้วย (ภาษาเทคนิคเรียก stirred yogurt แต่คนทั่วไปไม่เรียกกัน) กลุ่มนี้เป็นโยเกิร์ตที่ผลิตแบบดั้งเดิม คือเอานมมาหมักแล้วนมจะจับตัวเป็นลิ่มคล้ายเต้าหู้อ่อนหรือเต้าฮวย แต่เนื้ออ่อนกว่ามาก พวกนี้เป็นโยเกิร์ตเชื้อเป็น คือจุลินทรีย์ในถ้วยยังมีชีวิตอยู่ พวกนี้กินแล้วร่างกายได้ประโยชน์ ที่เห็นวางขายจะมีทั้งรสดั้งเดิม (plain yogurt) คือไม่ได้ปรุงอะไร เอานมเปรี้ยวมาใส่ถ้วยเฉยๆ กับโยเกิร์ตที่เติมผลไม้นั่นโน่นนี่เข้าไปเพื่อให้กินอร่อยขึ้น

โยเกิร์ตแบบดื่ม (drinking yogurt) พวกนี้คือโยเกิร์ตที่ใช้เวลาหมักนมสั้นๆ จนยังไม่ทันเกิดลิ่ม (นมจับตัวเป็นลิ่มนี้เรียกว่าเกิด curd) แล้วนำมาปรุงรสเป็นเครื่องดื่ม มักไม่ใส่เนื้อผลไม้ แต่แต่งกลิ่นรสให้เป็นแบบเครื่องดื่ม พวกนี้ก็เป็นโยเกิร์ตแบบเชื้อเป็นเช่นกัน แต่ปริมาณเชื้อน้อยกว่าโยเกิร์ตแบบถ้วยเพราะระยะเวลาการหมักสั้นกว่า

โยเกิร์ตแบบผ่านความร้อน (heat treated yogurt) เป็นโยเกิร์ตที่ผ่านความร้อนหลังการหมักเพื่อยืดอายุการวางขายบนชั้นให้นานขึ้น พวกนี้จะเป็นโยเกิร์ตเชื้อตาย ยังคงได้คุณประโยชน์จากสารอาหารต่างๆแต่ไม่ได้ประโยชน์จากเชื้อจุลินทรีย์ ภาชนะบรรจุเป็นได้หลายอย่าง ต้องอ่านฉลากให้ดี ลุงแมวน้ำไม่แน่ใจว่าในบ้านเรามีโยเกิร์ตแบบนี้ขายหรือไม่ เอาไว้จะจะลองสังเกตดูอีกครั้งหนึ่งแล้วจะเอามาบอก

นอกจากนี้โยเกิร์ตแบบถ้วยและแบบดื่มยังมีลูกเล่นต่างๆได้มากมาย อย่างเช่น ผลไม้และกลิ่นที่ปรุงแต่ง การเลือกใช้นมที่มาหมักว่าใช้นมแบบไขมันสูงหรือไขมันต่ำ น้ำตาลสูงหรือน้ำตาลต่ำ แล้วยังมีเติมใยอาหาร เติมนั่น โน่น นี่ เข้าไปอีก ฯลฯ

ยังไปไม่ถึงโพรไบโอติกส์เลย ลุงแมวน้ำเมื่อยครีบแล้ว ขอติดเอาไว้ก่อนละกัน เอาไว้คุยกันต่อในตอนหน้าคร้าบบบบบ ^_^


โยเกิร์ตแบบถ้วย (โยเกิร์ตเชื้อเป็น)




โยเกิร์ตแบบดื่ม ใช้เวลาหมักสั้นกว่า ปริมาณจุลินทรีย์น้อยลง (โยเกิร์ตเชื้อเป็น)


โยเกิร์ตแบบผ่านความร้อน ทำให้ยืดอายุบนชั้นวางขายได้นานขึ้น เช่น โยเกิร์ตทั่วไปอาจวางได้ 30 วัน แต่หากผ่านความร้อนอาจวางบนชั้นได้นานถึง 50 วัน ดูหน้าตาแล้วบอกไม่ได้ว่าผ่านความร้อนมา ต้องอ่านฉลากเอา (โยเกิร์ตเชื้อตาย)

Friday, June 1, 2012

31/05/2012 * ลงทุนอะไรดีในคลื่นเศรษฐกิจ C (1)


การลงทุนและค่าเงิน 01/06/2012 (รายงานวันเทรดที่ 31/05/2012)



วันที่ 31/05/2012 ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่เปิดลบค่อนข้างลึกแล้วกลับมาดีขึ้นในช่วงบ่าย ทำให้ปิดลบไม่มากนัก ส่วนใหญ่ปิดลบไม่ถึง -1% ตลาดหุ้นไทย SET index สวนกระแส สามารถปิดบวกได้ โดย SET index ปิดที่ 1141.50 (-0.25%) ต่างชาติซื้อสุทธิ 137 ล้านบาท

ส่วนตลาดฝั่งยุโรปกลับตรงขามกับเอเชีย คือเปิดเขียวแต่แล้วก็ไหลลงค่อนข้างลึก แต่ก็ดีขึ้นจนปิดลบไม่มากนัก บางตลาดก็ปิดบวกได้ ดัชนีเอเธนคอมโพสิต (Athex composit index) ของกรีซ +2.7% DAX ของเยอรมนีปิด -0.3%

ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกา ด้านบราซิลดัชนีโบเวสปา (Bovespa Index) +0.9% ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกาวันนี้ผันผวน แต่สุดท้ายปิดแดง -0.2%

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 31 เงินดอลลาร์ สรอ ทรงตัว ดัชนีดอลลาร์ สรอ ปรับตัวในกรอบ 82.7 จุดถึง 83.2 จุด เงินสกุลยุโรปเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย จะมีก็เพียงเงินรูเบิลของรัสเซียที่อ่อนค่ามากหน่อย -1.8%

ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ทรงตัว เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย +0.4% เงินดอลลาร์สิงคโปร์ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนเงินบาท +0.2% เงินเยนที่แข็งค่าแรง +0.9%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ 31/05/2012 กลุ่มน้ำมันดิบปรับตัวลงต่อ ทั้ง wti และเบรนต์ -1.3% ด้านทองคำไม่ทรงตัว ทองแดง -0.6% สินค้าเกษตรวันนี้ลงแรงหน่อย ดัชนีสินค้าเกษตร 72.05 จุด (-1.4%) สินค้าหลักข้าวโพด ถั่วเหลือง ข้าวสาลีลงทั้งสามตัว

เช้านี้ (01/06/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 83.2 จุด เงินยูโร 1.235 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 78.51 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 31.83 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 86.2 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 101.6 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1555 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์


ลงทุนอะไรดีในคลื่นเศรษฐกิจ C


เมื่อวานลุงแมวน้ำทิ้งท้ายเอาไว้ว่าเศรษฐกิจขาลงนี้จะเอาเงินไปไว้ที่ไหนดีหรือว่าจะ ลงทุนอะไรดี ลุงแมวน้ำก็ไม่มีคำตอบตายตัวหรอก แต่ว่าจะเอาอดีตมาทบทวนให้ดูว่าเมื่อตอนที่โลกอยู่ในคลื่นเศรษฐกิจ A หรือว่าช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นั้นอะไรเป็นอะไรกันบ้าง จากนั้นก็เอามาเทียบเคียงกับสถานการณ์ในตอนนี้

ลองมาดูภาพนี้กันก่อน


กราฟเปรียบเทียบราคาสินทรัพย์ประเภทต่างๆในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ


ที่ลุงแมวน้ำมาช้าก็เพราะภาพนี้แหละ แต่งภาพยากจัง คือถ้าจับภาพมาเฉยๆละก็ง่าย ลุงแมวน้ำทำได้ไม่เสียเวลาอะไร แต่หากเป็นการนำข้อมูลหลายๆอยางมารวมกันและต้องแต่งภาพเองแล้วละก็ลุงแมวน้ำจะใช้เวลาค่อนข้างมาก ก็มีแค่สองครีบกับปลายจมูกนี่ ก็เลยช้าหน่อย ^_^

ภาพนี้เป็นกราฟของอะไรหลายๆอย่างรวมกัน เรามาดูกรอบเวลากันก่อน ในภาพนี้กินเวลาตั้งแต่คลื่น A คลื่น B และคลื่น C ตามสมมติฐานที่ลุงแมวน้ำเคยนับคลื่นใหญ่เอาไว้ ที่จริงคลื่น A นั้นเริ่มตั้งแต่ปี 2007 แต่ว่าลุงแมวน้ำทำกราฟไปไม่ถึง ตัดตอนมาเริ่มที่ปี 2008 เลย

สินทรัพย์ที่เอามาเปรียบเทียบกันมี 4 อย่าง ก็คือ หุ้น ซึ่งลุงแมวน้ำใช้ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวแทนของสินทรัพย์ประเภทหุ้น ที่เห็นเป็นเส้นสีน้ำเงินใช้สัญลักษณ์ GSPC

นอกจากนี้ตัวแทนของหุ้นอีกตัวหนึ่งคือดัชนี DAX ของ เยอรมนี เห็นเป็นเส้นสีเขียวอ่อนที่ล้อไปกับเส้นสีน้ำเงิน

สินทรัพย์อื่นก็มี คือ กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ (ใช้สัญลักษณ์ GLD เส้นสีเขียวเข้ม) น้ำมันดิบ (ใช้สัญลักษณ์ DBO เส้นสีน้ำตาล) และ สินค้าเกษตร (ใช้สัญลักษณ์ DBA เส้นสีฟ้า)

และมีพิเศษอีกหนึ่งเส้น คือเส้นสีแดง EDV เส้นนั้นคือ กองทุนพันธบัตร กองทุนนี้ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันที่อายุประมาณ 20-30 ปีเป็นหลัก (คือดูเรชันสูง)

เรื่องกรอบเวลา จากในรูป โซนที่สีพื้นเป็นสีชมพูคือช่วงที่เป็นคลื่น A ส่วนโซนที่พื้นเป็นสีเขียวอ่อนคือช่วงที่เป็นคลื่น B ตามสมมติฐานของลุงแมวน้ำ และส่วนสุดท้าย โซนที่พื้นสีขาว คือช่วงที่ลุงแมวน้ำคาดว่าเป็นคลื่นเศรษฐกิจ C

เอาละ จากรูป มาดูช่วงคลื่น A กันก่อน โซนอื่นอย่าเพิ่งดู เส้นทั้งหมดนี้สัมพัทธ์กันหรือว่าเปรียบเทียบกัน ทุกอย่างตั้งต้นที่ 0 เท่ากันหมด จะเห็นว่าเมื่อเริ่มต้นคลื่น A น้ำมันดิบยังพุ่งทะยานได้ แต่อย่างอื่นค่อยๆลง พอมาถึงช่วงที่ตลาดหุ้นไหลของคลื่น A (คลื่นย่อย 3 ใน A) ทุกอย่างก็ลงมาหมด หุ้น น้ำมัน สินค้าเกษตร สินทรัพย์ที่มีค่าเพิ่มขึ้นคือพันธบัตรกับทองคำ แต่หากลองสังเกตในรายละเอียดจะเห็นว่าในช่วงต้นทองคำก็เป๋เหมือนกัน คือราคาทองคำไหลลงมาด้วย แต่พอท้ายช่วงคลื่น A คือในราวปลายปี 2008 ราคาทองคำจึงค่อยดีดตัวขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันราคาพันธบัตรอ่อนตัวลง ความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2008 เป็นต้นมาเป็นเพราะผลจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องหรือ QE1 ที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป จากนั้นโลกก็ค่อยๆเข้าสู่คลื่น B

สภาพการณ์ในตอนนี้ที่เป็นคลื่น C เปรียบเทียบไปก็มีหลายอย่างที่คล้ายตอนต้นคลื่น A นั่นคือหุ้นตก พันธบัตรขึ้น และสินค้าโภคภัณฑ์และราคาทองคำลดลง อีกทั้งต่างก็ไม่มีมาตรการ QE ช่วยเช่นกัน ที่แตกต่างกันชัดเจนก็คือราคาน้ำมันดิบตอนนี้ไม่ได้พุ่งเหมือนช่วงปี 2007-2008

มาถึงตอนนี้แล้วพอมองออกหรือยังว่าควรลงทุนอะไรดี???

อนาคตไม่จำเป็นต้องเลียนแบบอดีตอย่างชนิดก้าวต่อก้าว แต่ก็พอบอกอะไรได้บ้าง อย่างน้อยจากภาพนี้ก็แสดงให้เห็นว่าในคลื่น C นี้ ควรเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆเอาไว้ก่อน แทนที่จะคิดว่าควรลงทุนอะไรดี

ยังไม่จบครับ ลุงแมวน้ำยังมีประเด็นที่จะคุยกันต่อ แต่ว่าขอผัดไว้เป็นตอนต่อไป ลุงแมวน้ำต้องไปแสดงแล้ว ^_^


อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 31/05/2012



ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 31/05/2012

Thursday, May 31, 2012

30/05/2012 * คลื่นเศรษฐกิจ C คราวนี้ตลาดหุ้นจะลงไปถึงไหน



ค่าเงินเช้านี้ 31/05/2012 (รายงานวันเทรดที่ 31/05/2012)

วันที่ 30/05/2012 ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกเปิดแดงเล็กน้อยเกือบทุกตลาด ตลาดหุ้นจีนเปิดแดงแล้วก็ขึ้นไปเขียว แต่ว่าได้เพียงไม่นาน จากนั้นตลาดหุ้นเอเชียก็ไหลลง ตลาดที่ปิดเร็วดีขึ้นบ้างตอนท้ายตลาด ส่วนตลาดที่ปิดช้า เมื่อฝั่งยุโรปเปิดแดงแล้วไหลลง ตลาดหุ้นเอเชียที่เหลือก็เลยพลอยลงหนักไปด้วย ฮ่องกงลงไป -2.0% สิงคโปร์ -0.6% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยที่ SET index ลงหนักในช่วงบ่าย โดย SET index ปิดที่ 1138.63 (-1.3%) ต่างชาติซื้อสุทธิ 962 ล้านบาท ซื้อนะไม่ใช่ขาย ลุงแมวน้ำไม่ได้พิมพ์ผิด

ส่วนตลาดฝั่งยุโรปวันนี้ลงแรง ข่าวฝรั่งพาดหัวว่า sea of red คือแดงเป็นทะเล ดัชนีไอเบกซ์ 35 (IBEX 35) ของสเปนลงไป -2.6% ดัชนีเอเธนคอมโพสิต (Athex composit index) ของกรีซ -3.2% CAC40 ของฝรั่งเศา -2.0% DAX ของเยอรมนีปิด -1.8% ปัญหาก็มาจากเรื่องเดิมๆของกังวลเรื่องหนี้ของกรีซและมีสเปนเพิ่มเข้ามาอีก นี่ขนาดกังวลแต่บางวันก็ดีดขึ้นมาแรงๆได้ หากอธิบายด้วยข่าวจะตอบได้ยากแต่หากอธิบายด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะตอบได้ง่ายกว่า

ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกาก็ไม่แตกต่างออกไป แดงเหมือนกัน ด้านบราซิลดัชนีโบเวสปา (Bovespa Index) -1.5% ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกา -1.3%

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 30 เงินดอลลาร์ สรอ แข็งค่าค่อนข้างแรง ดัชนีดอลลาร์ สรอ ปรับตัวในกรอบ 82.4 จุดถึง 83.1 จุด เงินสกุลยุโรปอ่อนค่าหนัก เงินยูโร ฟรังก์สวิส โครน โครนา อ่อนค่าพอๆกันคือประมาณ -1.1%

ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ไปทางเดียวกัน คืออ่อนค่าลงค่อนข้างมากเนื่องจากดอลลาร์ สรอ ขึ้นแรง เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย -1.4% เงินดอลลาร์สิงคโปร์ -0.8% ส่วนเงินบาท -0.5% ยกเว้นเงินเยนที่แข็งค่า +0.5%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ 30/05/2012 กลุ่มน้ำมันดิบปรับตัวลงอย่างหนัก ทั้ง wti และเบรนต์ -3.4% น้ำมันดิบ wti หลุด 90 ดอลลาร์ลงมาแล้ว ด้านทองคำไม่ลง วันนี้ขึ้นสวน +1.0% ทองแดง -2.3% สินค้าเกษตรลงแต่ไม่แรง ดัชนีสินค้าเกษตร 73.04 จุด (-0.7%)

เช้านี้ (31/04/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 83.06 จุด เงินยูโร 1.237 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 79.04 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 31.88 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 87.7 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 103.3 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1564 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์



คลื่นเศรษฐกิจ C คราวนี้จะลงไปถึงไหน


ตอนนี้ภาพต่างๆเริ่มชัดขึ้นแล้ว หากวิเคราะห์ทางเทคนิค ในความเห็นของลุงแมวน้ำ ตลาดหุ้นในยุโรปในระดับแนวโน้มใหญ่น่าจะเป็นคลื่นใหญ่ C และอยู่ในคลื่นย่อย 3 คลื่น A ของยุโรปก็คือช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2007-2009 นั่นเอง ส่วนคลื่น B คือช่วงฟื้นตัวจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปั 2009-2011 ส่วนคลื่น C นั้นเริ่มจากประมาณเดือนพฤษภาคม 2011 เป็นต้นมา ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาก็คล้ายคลึงกัน

เนื่องจากเยอรมนีถือเป็นพี่ใหญ่ของสหภาพยุโรป มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งที่สุด ดังนั้นลุงแมวน้ำถือเอากราฟทางเทคนิคของดัชนีแดกซ์ (DAX) ของตลาดหุ้นเยอรมนีเป็นตัวแทนของยุโรป หากเยอรมนีแย่เสียแล้วประเทศอื่นๆคงไม่ต้องพูดถึง อีกประการที่เลือกดัชนี DAX เป็นตัวแทนก็เพราะดัชนีนี้มีรูปทรงทางเทคนิคที่ชัดเจน นับคลื่นง่าย

เอาล่ะ ลองมาดูกันว่าคลื่น C คราวนี้จะลงไปถึงไหน


การนับคลื่นดัชนี DAX ของเยอรมนีและการประเมินจุดสิ้นสุดของคลื่น C


ภาพนี้เป็นกราฟรายสัปดาห์ ซึ่งใช้มองภาพในมุมกว้าง คลื่น C นี้เป็นระดับคลื่นใหญ่ คงกินเวลาหลายปี น่าจะนานกว่า 2 ปี คือนานกว่าคลื่น A

หลักการนับคลื่นย่อยของคลื่นขาลงที่ถูกก็คือ คลื่น A กับ C นับคลื่นย่อยเป็น 1-2-3-4-5 เพราะเป็น motive wave ส่วนคลื่นย่อยของ B นับเป็น a-b-c เพราะเป็น reactive wave แต่บางทีลุงแมวน้ำก็นับเอาง่ายๆ คือนับเป็นตัวเลขหมด แต่ก็ถือว่าไม่ถูกต้อง ไม่ควรเลียนแบบ

ในคลื่น C คลื่นย่อย 3 มักลงแรงที่สุด เหมือนคลื่น 3 ตอนขาขึ้นนั่นเอง ทั้งแรงและยาว ดังนั้นก็คาดว่าตลาดขาลงคราวนี้คงแรง ลึก และกินเวลานาน ส่วนคลื่น 5 ของ C นั้นจากการสังเกตของลุงแมวน้ำ มักเป็นคลื่นหมดแรง คือเหมือนคนนอนสลบ ตลาดจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานกว่าที่จะฟื้นมาเข้าคลื่นรอบขาขึ้นได้อีก ดังนั้นลุงแมวน้ำจึงมองว่าคลื่น C นี้คงกินเวลานาน อาจจะสัก 2 ถึง 5 ปีกระมัง

ถามว่าคลื่น C จะไปจบลงที่ไหน วิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยฟิโบนัชชีเป้าหมาย (target fibonacci) แล้วลุงแมวน้ำประเมินว่าดัชนี DAX น่าจะลงไปถึง 3400-3700 จุด นี่คืออย่างดี หากเป็นอย่างแย่น่าจะลงไปถึง 1700-2200 จุด

พรุ่งนี้เรามาดูกันว่าในเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้จะเอาเงินไปไว้ที่ไหนดี หุ้นดีเฟนซีฟ (defensive stock) ดีไหม ทองคำดีไหม พันธบัตรดีไหม ฯลฯ แล้วพรุ่งนี้คุยกัน


ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในโลก เมื่อ 30/05/2012



อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลสำคัญ เมื่อ 30/05/2012

Wednesday, May 30, 2012

29/05/2012 * USD ดอลลาร์ สรอไปต่อ




วันที่ 29/05/2012 ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิกปรับตัวขึ้นเป็นส่วนใหญ่ บางตลาดขึ้นแรง เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน ตลาดหุ้นไทยก็เช่นกัน SET index ปิดที่ 1153.66 (+1.2%) ต่างชาติซื้อสุทธิ 645 ล้านบาท หลังจากที่ขายมาหลายวัน

ส่วนตลาดฝั่งยุโรปนั้นปรับตัวขึ้น แต่ก็ผันผวนเอาการ ขึ้นไปสองครั้งและลงมาสองครั้งเช่นกัน ดัชนี DAX ของเยอรมนีปิด +1.2% ส่วนดัชนีตลาดหุ้นของกรีซวันนี้รีบาวด์ได้ +1.9

ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกา ด้านบราซิลเปิดเขียวแต่แล้วก็ไหลลง ดัชนีโบเวสปา (Bovespa Index) -0.9% ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ของสหรัฐอเมริกา +1.0% แ

ทางด้านค่าเงิน วันที่ 30 เงินดอลลาร์ สรอ ดัชนีดอลลาร์ สรอ ปรับตัวในกรอบ 82.0 จุดถึง 82.6 จุด เงินสกุลยุโรปอ่อนค่า เงินยูโร ฟรังก์สวิส โครน โครนา อ่อนค่าพอๆกันคือประมาณ -0.3%

ทางด้านเงินเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ไปทางเดียวกัน คืออ่อนค่าลงเล็กน้อย เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย เงินเยน เงินดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่าใกล้เคียงกันคือประมาณ -0.1% ส่วนเงินบาทอ่อนตัวมากกว่ากลุ่ม -0.4%

ทางด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อวันที่ 29/05/2012 ช่วงท้ายตลาดสหรัฐอเมริกา น้ำมันดิบและทองคำปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว ทั้ง wti -0.1% และเบรนต์ -0.4% ทั้งที่ก่อนหน้านั้นวิ่งขึ้นไปมากพอควร ทองคำ -1.0%

เช้านี้ (30/04/2012) ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) อยู่ที่ 82.5 จุด เงินยูโร 1.248 ดอลลาร์ สรอ/ยูโร เงินเยน 79.50 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินบาท 31.75 บาท/ดอลลาร์ สรอ

น้ำมันดิบ wti 90.7 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล น้ำมันดิบเบรนต์ 106.7 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล ทองคำ 1551 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์

เงินดอลลาร์ สรอ แข็งค่าต่อเนื่องเพราะน่าจะอยู่ในคลื่น 3 ย่อย ลุงแมวน้ำคาดว่าขั้นต่อไปคงไปทดสอบที่ 32.3 บาท/ดอลลาร์ สรอ