Tuesday, June 4, 2013

04/06/2013 * ตลาดพันธบัตรขาลง และสรุปภาวะตลาดในเดือนพฤษภาคม 2013 (05/2013)

เวลาผ่านไปไวจริงๆ รู้สึกเหมือนกับว่าเพิ่งฉลองปีใหม่ไปไม่นาน เดี๋ยวเดียวกลายเป็นย่างเข้ากลางปีเสียแล้ว

เรามาดูความเปลี่ยนแปลงของตลาดต่างๆในรอบเดือนพฤษภาคมกัน

ในด้านสภาพเศรษฐกิจจริงนั้น ทางด้านสหรัฐอเมริกา ตัวเลขยอดขายบ้าน ราคาเฉลี่ยบ้าน อัตราการว่างงาน ล้วนแต่ดูดีขึ้น ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาก็ตอบสนอง โดยปรับตัวทำจุดสูงสุดใหม่ไปเรื่อยๆ จะมาเสียจังหวะก็ตอนช่วงปลายเดือน เนื่องจากลุงเบน เบอร์นันกี ประธานเฟด รายงานต่อสภาพ โลกทั้งโลกก็จับตามองว่าลุงเบนจะพูดเกี่ยวกับการยุติโครงการ QE3 หรือไม่ ซึ่งก็เป็นแบบเดิม คือพูดจาอึมครึมเข้าไว้ มีแต่ประโยคเงื่อนไข ถ้า... หากว่า... ในกรณีที่... เป็นไปได้ว่า... ฯลฯ ซึ่งการไม่ฟันธงทำให้ตลาดกังวลใจ ประกอบการกรรมการเฟดหลายคนให้ความเห็นกันไปต่างๆนานา แต่สุดท้ายตลาดก็ตีความเอาว่าเป็นไปได้ที่เฟดอาจยุติหรืออย่างน้อยก็ชะลอการอัดฉีดในอีกไม่นานนี้ เท่านั้นเอง ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ร่วงตอบสนองต่อข่าว แต่ที่น่าสังเกตก็คือ ตลาดหุ้นอเมริกาเองไม่ค่อยสนใจข่าวนี้นัก คือตอบสนองต่อข่าวการยุติ QE ค่อนข้างน้อย โดยปรับตัวลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หากพิจารณาตามกลุ่มธุรกิจ (business sector) กลุ่มธุรกิจในตลาดหุ้นที่ช่วงนี้ปรับตัวขึ้นดี ได้แก่ กลุ่มพลังงานทดแทน กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มเดินเรือ และกลุ่มสายการบิน

ทางด้านยุโรป ตัวเลขทางเศรษฐกิจบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของยุโรปยังเปราะบางอยู่ การฟื้นตัวทำได้ยาก แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นในยุโรปรวมแล้วปรับตัวขึ้นในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากธนาคารกลางของยุโรปมีการลดอัตราดอกเบี้ยลง และนอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์และหลายๆฝ่ายยังจุดประเด็นให้กลุ่มยุโรปทบทวนนโยบายรัดเข็มขัด ตัดค่าใช้จ่าย ซึ่งน่าจะเป็นผลเสีย ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวยาก พร้อมกันนั้น ยังมีเสียงสนับสนุนให้มีการใช้มาตรการอัดฉีดแบบ QE ของอเมริกากับประเทศต่างๆในยุโรปด้วย ซึ่งที่จริงแล้วปัจจุบันยุโรปเองก็มีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เป็นการอัดฉีดเงินแบบมหาศาลดังเช่นอเมริกากับญี่ปุ่น

ทางด้านเอเชีย ตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนกับญี่ปุ่นที่ออกมาในเดือนพฤษภาคมไม่ค่อยดีเท่าไร การขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียในไตรมาสแรกก็ไม่ค่อยสวยนัก ส่วนตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทย ลุงแมวน้ำก็ยังงงๆอยู่ แถลงแล้วมาบอกว่าตัวเลขผิด โน่นก็ผิด นั่นก็ผิด ลุงแมวน้ำเลยไม่รู้ว่าที่จริงแล้วยังไงกันแน่

สรุปตลาดหุ้นในรอบเดือนพฤษภาคม ในฝั่งอเมริกา สหรัฐอเมริกากับแคนาดา ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ส่วนอเมริกาใต้ส่วนใหญ่ปรับตัวลง ทางฝั่งยุโรป ตลอดทั้งเดือนตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นเกือบทุกประเทศ ส่วนทางฝั่งเอเชียแปซิฟิกนั้นมีทั้งปรับตัวขึ้นและลง ตลาดหุ้นที่ขึ้นแรงคือเวียดนามและจีน ส่วนตลาดหุ้นที่ลงแรงคือรัสเซียกับออสเตรเลีย ส่วนตลาดหุ้นไทยตลอดทั้งเดือนปรับตัวลง -2.2%

ทางด้านตลาดตราสารหนี้ เมื่อเดือนที่แล้วตลาดตราสารหนี้ปั่นป่วน เริ่มตั้งแต่ที่อเมริกา ตลาดพันธบัตรเป็นแนวโน้มขาลง มีแรงขายมาหลายเดือนแล้ว ทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมากความกังวลในเรื่องการชะลอหรือยุติมาตรการ QE

จากนั้นก็ตามมาด้วยความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรญี่ปุ่น ที่มีแรงขายออกมามากมายในช่วงปลายเดือน ทำให้อัตราผลตอบแทนพุ่งอย่างรวดเร็ว จนทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรแตกตื่นกันไปทั่วโลก ซึ่งประเด็นเรื่องตลาดพันธบัตรนี้ลุงแมวน้ำจะขอยกไปเล่าในบทความครั้งต่อไป เนื่องจากค่อนข้างยาว

สำหรับตลาดพันธบัตรของไทย เมื่อเดือนพฤษภาคม ต่างชาติขายพันธบัตรสุทธิ 15,000 ล้านบาท เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเกือบทั้งเส้น ขณะเดียวกันต่างชาติก็ขายหุ้นเป็นยอดสุทธิเช่นกัน เงินจำนวนนี้บางส่วนน่าจะไหลออก ดังนั้นคาดว่าเงินบาทยังคงเป็นทิศทางอ่อนค่าต่อไป

ด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ภาพรวมของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในเดือนพฤษภาคมยังปรับตัวลง ราคาทองคำกับโลหะเงินปรับตัวลงค่อนข้างมาก น้ำมันดิบปรับตัวลงเล็กน้อย สินค้าเกษตรมีบางตัวเริ่มปรับตัวขึ้นบ้างแล้ว ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวโพด ส่วนที่ยังปรับตัวลงได้แก่ ข้าวสาลี กาแฟ ฝ้าย ฯลฯ สินค้าเกษตรนั้นทางเทคนิคทำท่าจะลับทิศเป็นขาขึ้นหลายครั้ง แต่แล้วก็เหลว กลายเป็นลงต่อ

ทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน เดือนที่ผ่านมาตลาดอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมาก เงินดอลลาร์ สรอ ซึ่งมีแนวโน้มแข็งค่า พอมาตอนปลายเดือนเริ่มกลายเป็นไร้ทิศทาง เงินยูโรกับเยนที่เดิมเป็นแนวโน้มอ่อนค่า ตอนปลายเดือนก็เริ่มแข็งค่า ส่วนเงินบาทนั้นยังเป็นแนวโน้มอ่อนค่า

สำหรับตลาดหุ้นไทย เดือนพฤษภาคมปรับตัวลง -2.2% ลุงแมวน้ำประเมินว่า SET ไม่น่าหลุด 1530 จุด จากนั้นรถไฟสาย 1700 ก็จะเดินทางต่อ เหตุผลประกอบก็คือตลาดหุ้นอเมริกาลงไม่มาก แนวโน้มใหญ่ของตลาดหุ้นอเมริกายังไม่เสีย ดังนั้นตลาดหุ้นไทยน่าจะไปเกาะกระแสตลาดหุ้นขาขึ้นไปเรื่อยๆได้

ข้างล่างนี้เป็นภาพพร้อมคำบรรยาย ดูไปทีละภาพนะคร้าบ ^_^



ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมาพอสมควรแล้ว  SET ไม่น่าหลุด 1530 จุด แม้ว่าต่างชาติจะขายสุทธิ แต่ว่าหุ้นไทยก็ขึ้นต่อได้ เพราะว่าขาใหญ่ในตลาดหุ้นที่แท้จริงก็คือรายย่อยนั่นเอง ถ้ารายย่อยรับซื้อเยอะๆ ตลาดก็ไม่ลง ^_^


แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนจะดูไม่ค่อยดีนัก แต่ผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้นจีนเติบโตใช้ได้ ดังนั้นตลาดหุ้นจีนกลับทิศเป็นขาขึ้นแล้ว คาดว่าตอนนี้จีนอยู่ในคลื่น 3 ดังนั้นหากดัชนี CSI 300 ผ่าน 2,800 จุดไปได้ก็น่าจะขึ้นแรง ซึ่งน่าจะมีผลดีต่อสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย


ทองคำผันผวนไปมาเช่นเดียวกับตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน ทองคำตอนนี้ดูยาก เทรดก็ยาก แนวโน้มใหญ่ยังเป็นขาลง แต่ว่าแนวโน้มเล็กเริ่มเป็นขาขึ้นแล้ว เทรดยากพอๆกับเทรดค่าเงิน เลี่ยงได้เลี่ยงดีกว่า

น้ำมันดิบยังวิ่งอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมชายธง ตอนนี้แนวโน้มย่อยเป็นขาลงอยู่ 

สินค้าเกษตร ทำท่าจะขึ้นแล้วก็ไม่ขึ้น กลับลงแทน เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมก็ทำท่าว่าจะขึ้นอีกแล้ว ยังต้องรอดูต่อไป หากดูทั้งกลุ่มเหมือนกับว่ายังดูไม่ดี แต่หากดูรายตัว บางตัวเริ่มกลับทิศเป็นขาขึ้นแล้ว เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด ฯลฯ ดังนั้นโอกาสที่สินค้าเกษตรจะกลับมาเป็นแนวโน้มขาขึ้นยังมีอยู่

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมาก เป็นผลเนื่องมาจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ทำให้ธนบัตรแทบจะล้นโลก ค่าเงินดอลลาร์ สรอ ที่เป็นแนวโน้มขาขึ้น (แนวโน้มแข็งค่า) มาในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมมีอาการไร้ทิศทางไปเสียแล้ว เงินยูโรกับเยนที่เป็นแนวโน้มอ่อนค่าก็กลับมาแข็งค่าขึ้น สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน ต้องรอดูไปก่อน




ดูอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตราสกุลสำคัญต่างๆและทองคำในเชิงเปรียบเทียบ จะเห็นว่าเงินเยน เงินฟรังก์สวิส และเงินดอลลาร์ออสเตรเลียผันผวนมากในช่วงเดือนพฤษภาคม


เงินบาทเป็นแนวโน้มอ่อนค่า ประกอบกับเมื่อเดือนที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิทั้งหุ้นและพันธบัตร คาดว่าจะมีเงินไหลออกบางส่วน ดังนั้นเงินบาทน่าจะยังอ่อนค่าต่อไป




 photo s5004062013monthlyreportcopy.gif



Monday, May 27, 2013

27/05/2013 * พฤหัสทมิฬที่ญี่ปุ่น


เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตอนบ่ายๆ ขณะที่ลุงแมวน้ำกำลังชิมขนมอย่างเพลิดเพลินอยู่ที่งาน THAIFEX อันเป็นงานมหกรรมอาหารที่ใหญ่มาก ลุงก็เลือกชิมแต่พวกขนม มีขนมอร่อยๆเยอะเชียว ^_^ มาร์เก็ตติงตลาดสินค้าเกษตรก็โทรมาหา

"ฮัลโหล" ลุงแมวน้ำรับสาย

"ลุงแมวน้ำขา คุยสะดวกไหมคะ ทำไมเสียงตุ้ยๆชอบกล" มาร์เก็ตติงถาม

ลุงกำลังเคี้ยวขนมอยู่น่ะ เสียงเลยอู้อี้ คุยได้คร้าบ" ลุงแมวน้ำพูด

"อุ๊ย ขนมอะไรคะ ไม่แบ่งหนูเลยนะ" มาร์ต่อว่าเล็กน้อย

"ลุงกินเผื่อหนูอยู่นี่ไง" ลุงแมวน้ำเอาตัวรอด

"อ้อ ที่โทรมาจะบอกลุงว่าตอนนี้ยางพาราราคาไหลลงมาเกือบติดฟลอร์แล้วนะคะ" มาร์บอก

"อ้อ เหรอ เกิดอะไรขึ้นล่ะ" ช่วงนี้ยางพาราราคาปั่นป่วน เพราะน่าจะอยู่ในคลื่น 2 ย่อย

"หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นร่วงไปกว่า 1000 จุด ลงไปกว่า 7% เชียวค่ะลุง ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์สก็ร่วงร้อยกว่าจุด ตลาดหุ้นไทยก็ลงไป 30 กว่าจุดแล้ว" มาร์รายงาน

"นิกเกอิร่วงพันกว่าจุดเชียวเหรอ มันต้องมีสาเหตุสิ มีข่าวอะไรไหม" ลุงแมวน้ำถามอีก

"ก็มีข่าวเฟดอาจยุติมาตรการ QE แล้วก็มีข่าวอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นพุ่งแตะ 1% หนูว่าน่าจะเกี่ยวกับสองข่าวนี้นะคะ หนูดูแต่สินค้าเกษตร เรื่องตลาดหุ้นหนูไม่ค่อยรู้หรอกค่ะ ทำไมลุงแมวน้ำไม่ถามมาร์หุ้นดูล่ะ" มาร์สินค้าเกษตรแนะนำ

ลุงก็ลองโทรไปถามมาร์เก็ตติงหุ้นดู ต่อตั้งนานกว่าจะติด สายไม่ว่างเลย กว่าจะติดก็เล่นเอาเมื่อยครีบ

"ฮัลโหล เกิดอะไรขึ้นละเนี่ย" ลุงแมวน้ำถามหลังจากที่มาร์รับสาย

"ตอนนี้คนสั่งขายหุ้นกันใหญ่เลยค่ะ ดัชนีนิกเกอิร่วงไปพันกว่าจุด ตลาดเอเชียแดงหมดทั้งแผงเลย" มาร์สร้างสีสันด้วยสีแดง

"แล้วมีสาเหตุไหมหนู" ลุงแมวน้ำถาม

"ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ว่ากังวลว่าอเมริกาจะยุติคิวอี แล้วก็ดัชนี PMI ของจีนที่เพิ่งประกาศออกมาร่วงต่ำกว่า 50 จุด เป็นสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวค่ะ นักลงทุนเลยตื่นขายหุ้น" มาร์ตอบ

"แล้วดัชนีตลาดหุ้นจีนตอนนี้เท่าไรล่ะ" ลุงแมวน้ำถามอีก

"ดัชนีเซี่ยงไฮ้ประมาณ -3 จุดค่ะ" มาร์ตอบ

"เอ้อ ดัชนีการผลิต PMI ของจีนตก ตลาดหุ้นจีนลงไป 3 จุด แต่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นลงไปพันกว่าจุด แล้วตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะตกใจแทนตลาดหุ้นจีนไปทำไม ลุงไม่เข้าใจ" ลุงแมวน้ำงง

"นั่นสิคะ หนูก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ข่าวมันก็มีอยู่แค่นี้เอง" มาร์ตอบ

สรุปว่าวันนั้นเกิดอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าตลาดหุ้นไทยก็มีแรงขายออกมาด้วย ลุงแมวน้ำก็เลือกดูเอา ตัวไหนถึงสัญญาณขายก็ขายไป ตัวไหนยังไม่ถึงก็ถือเอาไว้ ตลาดตกใจโดยหาสาเหตุไม่ได้แบบนี้ ระบบสัญญาณซื้อขายจะช่วยลดความเสี่ยงได้

ตอนกลางคืน หลังจากที่ลุงแมวน้ำกลับมาที่โขดหินแล้ว ก็เลยลองหาข้อมูลดู ปรากฏว่าที่มาร์ยางพาราคาดนั้นใกล้เคียงกว่ามาร์หุ้น นั่นคือปัญหามาจากตลาดพันธบัตรของญี่ปุ่น

ยังจำได้ไหม บทความเมื่อวันก่อน ที่ลุงแมวน้ำบอกว่าให้ระวังตลาดพันธบัตร เพราะว่าตลาดพันธบัตรของอเมริกามีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่องมานับเดือนแล้ว ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอเมริกาสูงขึ้นมาโดยตลอด (หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือราคาพันธบัตรลดลงเรื่อยๆ)

การแถลงของลุงเบนต่อสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ยังคงความอึมครึมเช่นเดิม ประกอบกับความเห็นของกรรมการเฟดบางคนพูดไปในทำนองว่าน่าจะยุติคิวอีก่อนกำหนด ข่าวนี้ทำให้ตลาดหุ้นอเมริกาปรับตัวลงไม่เท่าไร แต่ตลาดพันธบัตรมีแรงขายออกมาทันที ดังรูปที่ลุงแมวน้ำเคยเอามาให้ดูแล้ว มาดูกันอีกทีก็ได้


ภาพบนนี้คือภาพที่เราเคยดูกันไปแล้ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน อายุ 10 ปี ในวันที่ 22/05/2013 วันเดียวพุ่งๆไปกว่า 4%

ทีนี้เราไปดูตลาดพันธบัตรของญี่ปุ่นในวันที่ 23/05/2013 คือวันพฤหัสทมิฬกันบ้าง ดังภาพต่อไปนี้



จากภาพ จะเห็นว่าในระหว่างวันที่ 23 นั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น อายุ 10 ปี พุ่งจาก 0.8% กว่าๆ ไปทะลุ 1% ภายในเวลาเพียงชั่วโมงเดียว ซึ่งแปลว่ามีแรงเทขายพันธบัตรออกมามากในเวลาอันรวดเร็ว และนี่เองที่ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วง เพราะตลาดตกใจไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ประกอบกับตลาดหุ้นพุ่งแรงต่อเนื่องมาหลายเดือน ทุกคนก็พร้อมจะเทขายกันอยู่แล้ว ดังนั้นตลาดหุ้นจึงปรับตัวแรง ภายในวันเดียวดัชนีร่วงกว่า 1000 จุด




ภาพบนคือดัชนีนิกเกอิในระหว่างวันที่ 23

ไม่เพียงแต่ผลกระทบถึงตลาดหุ้นเท่านั้น อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนก็กระทบแรงด้วย เงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็ว จาก 103.5 เยน/ดอลลาร์ สรอ แข็งค่าไปต่ำกว่า 101 เยน/ดอลลาร์ สรอ หรือกว่า 2% ภายในวันเดียว




ดังที่ลุงแมวน้ำบอกว่าให้ระวังตลาดพันธบัตร ตอนนี้ตลาดพันธบัตรอาการแปลกๆ เริ่มจากอเมริกา ตามมาที่ญี่ปุ่น ที่จริงในสัปดาห์ที่แล้วพันธบัตรเอเชียได้รับผลกระทบหลายประเทศ มีแรงเทขายออกมาเช่นกัน

สำหรับตลาดพันธบัตรญี่ปุ่น ปกติลุงแมวน้ำก็ไม่ค่อยได้สังเกต แต่ไปดูข้อมูลย้อนหลังดูก็พบว่ามีแรงขายพันธบัตรญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนแล้ว แรงขายเยอะทีเดียว เพราะภายในเวลาเพียงเดือนกว่าเท่านั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี พุ่งจาก 0.3% กว่าไปไปถึง 1% ดังภาพต่อไปนี้




จากภาพ วันที่มีวงรีวงเอาไว้ก็คือแท่งเทียนของพันธบัตรญี่ปุ่นในวันที่ 23/05/2013 นั่นเอง

ลุงแมวน้ำอ่านข่าวพิ่มเติมในภายหลัง ทำให้รู้ว่าหลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งพรวด ภายในวันนั้นเอง ธนาคารกลางของญี่ปุ่นก็แทรกแซง ด้วยการทุ่มเงินเข้าซื้อพันธบัตร อัตราผลตอบแทนกับอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงบ่ายจึงได้กลับเข้าที่เข้าทาง และตลาดหุ้นก็หยุดไหลในวันถัดมา


ย้อนมาที่อเมริกากันอีกที หากยกเลิก QE แบบปุบปับ ตลาดพันธบัตรคงพังก่อน แล้วลามมาที่ตลาดหุ้น ก็คนติดยาเสพย์ติดน่ะ จู่ๆจะเลิกยาเลยก็แย่กันพอดี ร่างกายรับไม่ไหว แต่หากค่อยๆทำเป็นขั้นตอน ตลาดพันธบัตรจะค่อยๆอ่อนตัวลง น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

วันนี้ลุงแมวน้ำเอาข้อเท็จจริงมาให้ดูกัน ที่จริงเมื่อวันที่ 23 ที่ผ่านมา ลุงว่านักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่าหุ้นตกแรง ถือว่าเป็นอุทธาหรณ์อีกบทหนึ่งสำหรับนักลงทุน ว่าเราควรจัดพอร์ตอย่างไรจึงจะลดความเสี่ยงลงได้ และควรรับมืออย่างไรเมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น อะไรก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้น อย่าย่ามใจ อย่าลงทุนเกินตัว อย่าเอาเงินระยะสั้นมาเทรดหุ้น

อยากให้นักลงทุนซื้อขายหุ้นด้วยความรู้ ไม่ใช่ซื้อขายด้วยความไม่รู้ หรือว่าซื้อขายเพราะว่าแตกตื่นตกใจ

สถานการณ์ตอนนี้ยังฝุ่นตลบอยู่ สถานการณ์จากวันพฤหัสยังไม่นิ่ง ดังนั้นนักลงทุนควรติดตามดู อาจมีการปรับตัวลงเป็นคลื่นย่อยขาลงตามมาอีก เอาไว้พรุ่งนี้มาดูกันอีกทีคร้าบ