Thursday, August 15, 2013

15/08/2013 * ระยะสั้นยังไร้ทิศทาง และสรุปภาวะตลาดในรอบสัปดาห์ (05/08/13 - 09/08/13)

ช่วงนี้ลุงแมวน้ำมีภารกิจรัดพุงอยู่หลายอย่าง ไม่ค่อยได้อัปเดตอะไร ต้องขออภัยด้วย แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะลุงแมวน้ำเห็นว่าตลาดช่วงนี้ไร้ทิศทาง รอจนพอเห็นทิศทางก่อนแล้วค่อยมาคุยกันก็ยังไม่สาย

วันนี้ลุงแมวน้ำนำตารางสรุปตลาดในสัปดาห์ที่แล้วมาให้ดู ตลาดหุ้นอเมริกากับเอเชียไม่ค่อยดีนัก ออกไปทางแดงๆ ส่วนยุโรปพอใช้ได้ ส่วนใหญ่เขียวเล็กน้อย

ตลาดสินค้าโภคภัณ์ ทองคำตอนนี้ไร้ทิศทาง ดูๆไปก่อน แต่หากพิจารณาจากค่าเงินดอลลาร์ สรอ พบว่า เงินดอลลาร์อเมริกาอ่อนตัวจนมาถึงระดับฟิโบนาชชีสำคัญ ไม่รู้ว่าจะกลับทิศหรือเปล่า สรุปว่าทั้งเงินและทองคำยังต้องรอดูทิศทางกันไปก่อน

ตลาดพันธบัตร แนวโน้มอ่อนตัว คืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรอายุยาว ลงในอายุสั้นๆที่เรียกว่าตลาดเงินไปก่อนดีกว่า

สินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันดิบแนวโน้มปรับตัวขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในอียิปต์ที่รุนแรงขึ้น

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ลุงสรุปให้ดูด้วยภาพละกัน ตามภาพข้างล่างนี้เลยคร้าบ เป็นกราฟของวันล่าสุด 14/08/2013


ตลาดหุ้นอเมริการะยะสั้นเป็นแนวโน้มขาลง ใกล้เกิดสัญญาณขายเต็มทีแล้ว แต่รอบนี้น่าจะลงได้อีกไม่ลึก เพราะว่าแนวโน้มกลางยังเป็นขาขึ้นอยู่

ตลาดหุ้นยุโรป ลุงดูจากดัชนี DAX ของเยอรมนีเป็นตัวแทน ตอนนี้ตลาดหุ้นยุโรปหลุดจากส้นแนวโน้มลงมาหน่อย ระยะสั้นไร้ทิศทาง แต่ระยะกลางยังเป็นขาขึ้นเพื่อทดสอบ 8531 อันเป็นจุดสูงสุดตลอดกาลเดิม อีกไม่นานน่าจะผ่านได้


ตลาดหุ้นไทย หลุดจากเส้นแนวโน้มลงมาหน่อยและพยายามกลับขึ้นไป หากการเมืองไม่รุนแรง ก็น่าจะไปต่อได้ เพราะได้อานิสงส์จากตลาดหุ้นยุโรปและอเมริกา


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปี แนวโน้มเป็นขาขึ้น คืออัตราดอกเบี้ยจะแพงขึ้น เป็นผลดีต่อตลาดหุ้น และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรอายุยาว ลงทุนในพวกอายุสั้นๆไปก่อนดีกว่า 


ค่าเงินดอลลาร์ สรอ อ่อนตัวถึงระดับฟิโบนาชชีสำคัญแล้วเด้ง ตอนนี้ไร้ทิศทางอยู่ ต้องดูไปก่อนว่าจะกลับทิศหรือไม่

เงินบาทก็ไร้ทิศทางเช่นกัน ตอนนี้แกว่งตัวในกรอบ เงินบาทจะเป็นอย่างไรต้องดูความชัดเจนของเงินดอลลาร์ สรอ และเงินเยน

ราคาน้ำมันดิบ แนวโน้มปรับตัวขึ้นจากเหตุการณ์รุนแรงในประเทสอียิปต์


ราคาทองคำ กำลังเดินเข้าสู่ปลายสามเหลี่ยมชายธงอีกแล้ว เมื่อตอนนี้ดูทิศทางค่าเงินไม่ออก ราคาทองคำก็ดูไม่ออกเช่นกัน ไม่แปลกอะไร แต่อีกไม่นานก็จะชัดเจนแล้ว เนื่องจากคงไร้ทิศทางไปอีกเพียงไม่นาน

ยางพารา เกิดสัญญาณซื้้อแล้ว ในภาพทั้งหมดของวันนี้ ยางพาราเป็นสินค้าเดียวที่่มีทิศทาง ตอนนี้เป็นแนวโน้มขาขึ้น และน่าจะอยู่ในคลื่น 3 หากผ่าน 87 ผ่านไปได้ก็ยืนยันคลื่น 3 และคงไปต่อได้อีกไกล





 photo s5009082013weeklyreport.gif

Sunday, August 11, 2013

11/08/2013 เช้าวันหยุดกับลุงแมวน้ำ เที่ยวงานสีสันพรรณไม้



บรรยากาศในงานสีสันพรรณไม้ ครั้งที่ 7 ที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ปี 10-13 สิงหาคม 2556 ภาพนี้ถ่ายตอนที่งานยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ


หลายวันก่อนลุงแมวน้ำอ่านเจอข่าวประชาสัมพันธ์งานสีสรรพรรณไม้ ครั้งที่ 7 ประจำปี 2556 ที่จัดขึ้นที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ อันเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่อยู่ติดกับสวนรถไฟและสวนจตุจักรนั่นเอง งานนี้จัดขึ้นในวันที่ 10-13 สิงหาคม 2556 อ่านแล้วก็น่าสนใจดี ลุงก็วางแผนเอาไว้ว่าวันเสาร์จะไปวิ่งที่สวนรถไฟดีกว่า จากนั้นเดินไปชมงานที่สวนสมเด็จฯที่อยู่ติดกัน จะได้ชมงานสีสันพรรณไม้ไปด้วยเลย

แต่แล้วลุงแมวน้ำก็เกิดลืมขึ้นมา หมู่นี้ความจำแย่เต็มที ขนาดกินใบแปะก้วยไปยอะแล้วนะเนี่ย ^_^ เช้าวันเสาร์ลุงก็ฝ่าฝนปรอยไปวิ่งที่สวนลุม จากนั้นค่อยนึกขึ้นมาได้หลังจากที่วิ่งเสร็จแล้ว

จะว่าไปเดินทางก็ไม่ยาก ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินแล้วเดินต่ออีกสักช่วงหนึ่ง ด้วยความอยากดู ลุงแมวน้ำก็เลยตัดสินใจแวะไปชมเสียหน่อย

การเดินจากสถานีรถไฟฟ้าจตุจักรไปที่สวนสมเด็จฯ ตอนเช้ากับตอน 11 โมงนี่คนละเรื่องเลยเชียว ลุงเดินจนลิ้นห้อย เพราะอากาศอบอ้าวมาก ต้องแวะซื้อไอติมกินในระหว่างทางด้วย ^_^ ถนนที่เดินคือถนนข้างตลาดนัดสวนจตุจักร ซึ่งก็แน่นมาก เพราะมีชาวต่างชาติมาเที่ยวตลาดนัดเป็นจำนวนมาก

ก่อนอื่น ขออธิบายสักหน่อย เรื่องชื่องาน สีสรรพรรณไม้ หลายคนอาจงง ว่าตกลงสะกดว่า สีสัน หรือว่า สีสรร กันแน่

ลุงแมวน้ำขออธิบายว่า คำว่า สีสัน นั้นเป็นศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตยสถาน มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า hue ส่วนคำที่สะกดอย่างอื่น เช่น สีสรร หรือ สีสรรค์ ราชบัณฑิตยสถานยังไม่ได้บัญญัติไว้

ในกรณีที่เราพูดถึงสีและต้องการใช้สร้อยคำ (หลักภาษาไทยเรียกว่าอุทานเสริมบท อย่างเช่น เสื้อแสง พูดจา ฯลฯ คำหลังคืออุทานเสริมบท) เราก็เรียก สีสัน สะกดว่า สีสัน ความหมายก็คือสีนั่นเองแต่มีสร้อยมาเสริมท้ายให้สวยๆ

ทีนี้ภาษาไม่ตายตัว ภาษาย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย หากเราต้องการเน้นในเชิงอื่น เราก็สร้างศัพท์ใหม่ๆกันขึ้นมาได้ อย่างเช่น รักโลก ไง เดี๋ยวนี้ไม่ได้เขียนว่า รักโลก แต่เขียนว่า รักษ์โลก เพราะเราเน้นว่าอนุรักษ์โลกเอาไว้ รักษาโลกเอาไว้ เราจึงไม่ได้ใช้ว่า รักโลก

เช่นเดียวกัน สีสรร หากจะเขียนเช่นนี้ก็ย่อมได้ แต่ความหมายต่างออกไปจาก สีสัน เพราะ สรร แปลว่า เลือก ดังนั้นผู้ที่ใช้คำว่า สีสรร อาจจงใจเล่นคำ เพราะกำลังบอกว่า มีการเลือกเฟ้นสีมาใช้ หรืออาจเขียนว่า สีสรรค์ ก็ย่อมได้ แต่ความหมายก็เปลี่ยนไปอีก เพราะผู้เขียนกำลังเล่นคำ อาจหมายถึงว่าเป็นสีที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ จึงเลือกใช้คำว่า สีสรรค์

ดังนั้นชื่องาน สีสรรพรรณไม้ ถามว่าสะกดผิดไหม ก็ตอบว่าอาจไม่ผิด เพราะต้องดูเจตนาในการเลือกใช้คำ แต่ถ้าถามว่าคำนี้มีในพจนานุกรมไหม ก็ตอบว่าไม่มี

เอาละ พูดเรื่องชื่องานเสียยาวเชียว วันหยุดนี่ ลุงแมวน้ำก็คุยไปเรื่อยเปื่อย ^_^

เรามาชมงานกันดีกว่า ลุงแมวน้ำจะเล่าด้วยภาพ ภาพมาก่อน คำบรรยายตามหลังนะคร้าบ






นี่เป็นโปสเตอร์ของงาน ก็มีการบรรยายว่ามีไฮไลต์อะไรบ้าง โน่น นี่ นั่น ตามที่ระบุในภาพ พร้อมแผนที่การเดินทางไปชมงาน อ่านแล้วอยากไปดูขึ้นมาเชียว





ลุงแมวน้ำก็จัดแจงขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินไปเชียว ไปโผล่ที่สถานีจตุจักร แล้วเดินเข้าไปในถนนกำแพงเพชร 4 อันเป็นถนนที่คั่นกลางระหว่างตลาดนัดจตุจักรกับสวนจตุจักร เห็นไหมว่าคนแน่นมาก นักท่องเที่ยวต่างชาติตรึมเลย

และในภาพ ใต้ผ้าใบขอให้พระคุ้มครองนั่นน่ะ มีแผงขายน้ำมะพร้าวอ่อนอยู่ คนมุงแน่นมาก เพราะคนขายเวลาเอามีดเฉาะมะพร้าวจะร้อง โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย เสียงดังไปด้วย ราวกับเจ็บแทนมะพร้าว เรียกลูกค้าได้ดีเหมือนกัน






เดินไปเรื่อยๆ จนลิ้นห้อย หากเดินไม่ถูกก็ถามทางคนแถวนั้นก็ได้ ถามหาพิพิธภัณฑ์เด็กจะง่ายกว่า ประตูทางเข้าสวนด้านที่เป็นทางเข้างานก็อยู่ข้างพิพิธภัณฑ์เด็กนั่นเอง





เข้าประตูมา หลังประตูก็จะพบกับโซนประกวดบอนไซก่อนเป็นอย่างแรกเลย นี่เป็นบอนไซที่ได้รับรางวัล





เดินเข้าไปอีกนิดก็จะพบสวนหย่อมที่จัดเป็นสวนไม้ดอก ดอกไม้กำลังบานสะพรั่งเชียว





สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้จัดภูมิทัศน์ได้สวยงาม แม้แต่ห้องสุขาก็ยังก่อสร้างให้ดูกลมกลืนและเป็นธรรมชาติ เข้าสุขานี้แล้วมีความสุขคร้าบ เพราะแวดล้อมด้วยแมกไม้ ^_^







ใกล้ๆทางเข้างานนั้นเอง เป็นส่วนนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมอุทยาน กรมป่าไม้ กรมหม่อนไหม กรมการข้าว ข้างในเป็นนิทรรศการทั้งโปสเตอร์และของจริง เช่น สมุนไพรหายาก พรรณไม้หอม บ้านจากไม้ไผ่ พันธุ์ข้าวอนุรักษ์ ยอดหวายอบแห้ง (อันนี้เป็นของกิน) การเลี้ยงไหมและผ้าไหม ฯลฯ พร้อมกับมีแจกกล้าไม้ต่างๆอีกด้วย





เมื่อออกจากโซนนิทรรศการ ก็จะเป็นทางเดินของสวนพฤกษศาสตร์ ทางเดินนี้ยาวมากเพราะว่าสามารถเดินวนได้รอบสวน ก็เดินไปเรื่อยๆ ชมสวนและชมบูธต่างๆที่มาออกร้าน พร้อมกับการจัดประกวดพรรณไม้ต่างๆ

มีร้านต่างๆมาออกบูธกันเยอะเลย เห็นในภาพแล้วอย่าตกใจว่าทำไมมีร้านน้อยจัง คือทางเดินยาวมากน่ะ บางช่วงก็มีร้านน้อย บางช่วงก็มีร้านแน่นขนัด




นี่เป็นบริเวณที่จัดประกวดกล้วยไม้ ตอนที่ลุงแมวน้ำไปนั้นงานยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ ดังนั้นจึงยังกั้นเชือกอยู่ ไม่ให้เดินเข้าไปชมด้านใน แต่สามารถยืนชมและถ่ายรูปได้จากบนทางเดิน ตรงที่คนมุงกันนั้นเป็นกล้วยไม้ที่ได้รางวัลในการประกวด





มีประกวดไม้ใบ




มีประกวดโป๊ยเซียน





นอกจากบริเวณประกวดพรรณไม้แล้ว ก็ยังมีโซนร้านค้า ร้านค้าก็มีทั้งร้านขายต้นไม้และอุปกรณ์ต่างๆ กับร้านขายอาหารและครื่องดื่ม พวกต้นไม้ทั่วๆไปก็มี ต้นไม้แปลกๆก็มี ที่เห็นในภาพนี้คือผลฟักข้าว ฟักข้าวนี้เป็นต้นไม้ที่หายาก สองปีนี้กำลังดัง เพราะค้นพบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะ แต่มีร้านค้าที่มีออกบูธในงานนี้บูธหนึ่ง ที่ขายผลและต้นฟักข้าว โอ้อวดสรรพคุณว่าป้องกันและรักษามะเร็งได้ทุกชนิด อันนี้ไม่จริงนะคร้าบ โฆษณาเกินเลยไปมาก ลุงว่าเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภคแล้วนะ โดยข้อเท็จจริงคือถือเป็นสมุนไพร แต่งานวิจัยเกี่ยวกับฟักข้าวยังไม่มาก โดยเฉพาะฤทธิ์ต้านมะเร็งนั้นยังต้องวิจัยกันอีกมากเชียว ตอนนี้ถือได้เพียงเป็นผลไม้บำรุงสุขภาพ ไม่ใช่ผลไม้วิเศษ






นี่เป็นต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง (nepehthes, monkey cup) เป็นพืชกินแมลงชนิดหนึ่ง สีสันที่สวยงามและน้ำหวานภายในถ้วยจะล่อแมลงให้เข้าไปข้างใน จากนั้นฝาก็จะปิดลง แล้วแมลงก็จะไม่ได้ออกมาอีกเลย ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงนี้คนนิยมเลี้ยงกันเยอะพอควร รวมตัวกันเป็นชมรมเลยทีเดียว เป็นต้นไม้มีราคา ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงนี้รูปทรงและสีสันของถ้วยจะมีหลากหลาย ถ้วยทรงสูงก็มี ป้อมๆก็มี ฯลฯ





นี่เป็นต้นไผ่ยักษ์ ลำมีขนาดใหญ่มาก ไม่รู้ว่าพันธุ์อะไรเหมือนกัน ทางญี่ปุ่นมีการนำไผ่ลำขนาดใหญ่มาทำเฟอร์นิเจอร์ ภาษาไทยก็เรียกว่าไผ่ยักษ์เหมือนกัน ลุงแมวน้ำไม่แน่ใจว่าเป็นไผ่นี้หรือเปล่า





ลำไยสีขาว เปลือกสีสวยเชียว ลุงแมวน้ำไม่ได้ลองชิมเหมือนกันว่าอร่อยไหม เสียดาย น่าจะลองชิมดูสักหน่อย





อ้อยดำ นี่ก็โฆษณาเกินจริงอีกแล้ว





มะเขือการ์ตูน (nipple fruit, titty fruit, cow's udder fruit) ชื่อไทยน่ารักมาก หน้าตาก็ตลกดี มะเขือนี้เป็นมะเขือประดับ คนยังไม่ค่อยรู้จักกันนัก บางทีเรียกมะเขือนมแพะ มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง มีการนำมาใช้ประดับในงานใหญ่ครั้งแรกก็คืองานพืชสวนโลก ปี 2550







สารพัดกล้วย กล้วยไทยมีหลายชนิดมาก เป็นร้อยชนิดเลย ส่วนใหญ่เป็นกล้วยพันธุ์พื้นเมืองหรือกล้วยพื้นบ้านที่ปลูกกันในสมัยก่อน กล้วยที่เป็นพันธุ์เศรษฐกิจมีอยู่เพียงไม่กี่พันธุ์ แต่ก็มีผู้สนใจอนุรักษ์กล้วยพื้นเมืองเอาไว้ และเป็นธุรกิจที่ทำขึ้นด้วย เพราะหน่อกล้วยพื้นเมืองต่างๆขายดีอยู่เหมือนกัน

กล้วยพื้นเมืองต่างๆก็เช่น กล้วยตานี (บรื๋ออออ ^_^) กล้วยเทพนม กล้วยนาก กล้วยหิน กล้วยพม่าแหกคุก ฯลฯ กล้วยยักษ์ กล้วยแคระ ก็มี อย่างเช่นในภาพเป็นกล้วยน้ำว้ายักษ์ ขนาดใหญ่จริงๆ





และที่จะขาดไม่ได้ก็คือร้านค้าขายของกิน อันประกอบด้วยอาหาร ขนม และเครื่องดื่มต่างๆ มีมากมายหลายร้านทีเดียว





ข้าวเกรียบว่าวแบบโบราณก็มีขาย เห็นแล้วน่ากินเหมือนกัน การกินก็ยากเย็นไม่น้อย เพราะซื้อแล้วต้องกินทันที ถือเดินไปแค่ไม่ไกลก็แตกหมดแล้ว เก็บไว้นานก็นิ่ม ไม่อร่อยอีก แต่ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของสมัยโบราณ ^_^





ท้ายสุดและสุดท้าย ว่ากันในเดือนสิงหาคมของทุกปี สระบัวที่สวนสมเด็จฯนี้จะมีดอกบัวบานสะพรั่ง สวยงาม ลุงก็เดินไปดู สวนบัวนี่ต้องเดินเลยงานนิทรรศการไปอีกพอสมควร พอไปถึงก็ไม่เห็นว่ามีอะไรพิเศษ สระบัวมีดอกบัวเพียงไม่กี่ดอก แต่ก็ไม่เป็นไร ไหนๆก็มาดูนิทรรศการอยู่แล้ว

ใครว่างก็แวะไปเที่ยวงานสีสรรพรรณม้กันได้นะคร้าบ ได้วิ่งออกกำลัง ชมสวนสวย และดูนิทรรศการและร้านค้าต่างๆ ไปทีเดียวได้หลายอย่างเลย ^_^


Wednesday, August 7, 2013

07/08/2013 * ตะวันตกดูดี และสรุปภาวะตลาดในเดือนกรกฎาคม (07/2013)



เผลอเดี๋ยวเดียว หมดเดือนเก่าไปอีกแล้ว เดิมทีลุงแมวน้ำคิดว่าจะสรุปตลาดประจำสัปดาห์ แต่พอเหลือบดูปฏิทินเห็นว่าตอนนี้เป็นช่วงต้นเดือน ลุงแมวน้ำก็เลยคิดว่าเรามาสรุปภาวะตลาดประจำเดือนกรกฎาคมกันดีกว่า

ดูรายงานข้างล่างประกอบด้วยนะคร้าบ ในรอบเดือนกรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ตัวเลขทางเศรษฐกิจของทางตะวันตก คือสหรัฐอเมริกา และยุโรปดูดี ดัชนีตลาดหุ้นจึงขึ้นต่อเนื่อง เดือนที่แล้วนี้ตลาดหุ้นทางฝั่งยุโรปขึ้นดีกว่าฝั่งอเมริกาเสียอีก โดยดัชนี S&P 500 ของสหรัฐอเมริกาปรับตัวขึ้น +5% ส่วนตลาดหุ้นในกลุ่มยูโรเฉลี่ยแล้ว +8% โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปเหนือ (nordic) ปรับตัวขึ้นแรง +10% เลยทีเดียว

ทางฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นย่านเอเชียแปซิฟิก ไม่แน่นอน มีทั้งบวกและลบ คละกัน โดยเฉพาะตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ลงแรง -4% ส่วนตลาดหุ้นจีนนั้นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาสาละวันเตี้ยลง ดัชนีจึงปรับตัวลง แต่มารีบาวด์ได้ในช่วงปลายเดือนที่ลุงหลี่ออกมาให้คำมั่น พร้อมทั้งมีการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบธนาคารเพื่อรักษาสภาพคล่อง ประกอบกับตัวเลขดัชนี PMI ดีขึ้นนิดหน่อย ดังนั้นโดยรวมแล้วตลอดทั้งเดือนดัชนีตลาหุ้นของจีนจึงลงไม่มาก -0.35%

ส่วนตลาดหุ้นไทย เนื่องจากปัจจัยทางการเมืองกดดัน ประกอบกับมีการลดประมาณการทางเศรษฐกิจ คือดูเหมือนว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยจะไม่ดีอย่างที่คาดเอาไว้ ตลาดหุ้นไทยจึงปรับตัวลง -1.98%

ทางด้านตลาดพันธบัตร หลังจากที่ตลาดพันธบัตรไหลลงมาประมาณ 2 เดือน ในเดือนที่แล้วเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามา ตลาดพันธบัตรจึงมีรีบาวด์ขึ้นมาบ้าง แล้วกลับอ่อนลงไปอีก อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน 10 ปีตลอดทั้งเดือนปรับตัวขึ้น +4.4% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปี ปรับตัวขึ้น +6.5%

ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำกับน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึึ้น ทองคำขึ้นเนื่องจากเงินดอลลาร์ สรอ อ่อน ส่วนน้ำมันดิบขึ้นเนื่องจากความไม่สงบในอียิปต์ ส่วนสินค้าเกษตรต้องดูเป็นรายตัว มีทั้งขึ้นและลง แต่สินค้าเกษตรค่อนข้างขึ้นอยู่กับจีน โดยเฉพาะยางพารา

ทางด้านค่าเงิน ดอลลาร์ สรอ แนวโน้มอ่อนค่า ส่วนเงินตราสกุลยุโรปแนวโน้มแข็งค่า เงินสกุลเอเชียแปซิฟิกแล้วแต่สกุล ดอลลาร์ออรเตรเลียแนวโน้มอ่อนค่า ดอลลาร์สิงคโปร์แนวโน้มแข็งค่า เงินเยนแนวโน้มแข็งค่าทั้งๆที่ธนาคารกลางของญี่ปุ่นอัดฉีดเงินคิวอีใส่เข้ามาในระบบทุกเดือน เรื่องเงินเยนนี่ต้องดูกันต่อไป เพราะว่าตามที่ควรจะเป็นคืออ่อนค่า

เงินบาทแนวโน้มอ่อนค่าเนื่องจากเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่า



ตลาดหุ้นจีนกำลังทะลุกรอบสามเหลี่ยมชายธงด้านบน มีโอกาสกลับทิศเป็นขาขึ้นสูงทีเดียว หากเป็นขาขึ้น ตลาดหุ้นย่านเอเชียจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย

น้ำมันดิบตลอดทั้งเดือนปรับตัวเพิ่ม แต่ว่าตอนนี้ไม่ผ่านแนวต้านและย่อลงมา

ทองคำปรับตัวขึ้นในเดือนกรกฎาคม แต่ว่าตอนนี้ราคาอ่อนตัวและเกิดสัญญาณขายแล้ว ทั้งๆที่ดอลลาร์ สรอ มีแนวโน้มอ่อนค่า พฤติกรรมราคาของทองคำกับดอลลาร์ สรอ ไม่ค่อยปกตินัก ควรระวัง


เงินเยนแนวโน้มแข็งค่า ทั้งๆที่ทางการอัดฉีดเงิน ดูไม่ค่อยปกตินัก ควรระวังเช่นกัน

เงินบาทแนวโน้มอ่อนค่า แต่ทั้งนี้ขึ้นกับทิศทางของเงินเยน เมื่อเงินเยนดูไม่ค่อยปกติ พฤติกรรมราคาของเงินบาทจึงดูไม่ค่อยปกติไปด้วย ทำให้บริหารความเสี่ยงเงินบาทได้ยาก



 photo s5007082013julymonthlyreportcopy-1.gif

Sunday, August 4, 2013

04/08/203 เช้าวันหยุดกับลุงแมวน้ำ ต้นส้มแสนรักกับฝันในวัยเยาว์




    


บทความ เช้าวันหยุดกับลุงแมวน้ำ เป็นบทความอ่านสบายๆในวันหยุด ลุงแมวน้ำก็เขียน โน่น นี่ นั่น ไปเรื่อย แบบตามสบาย บางทีก็คุยเกี่ยวกับต้นไม้ สัตว์เลี้ยง หนังสือ อาหารการกิน บางทีก็พาไปเที่ยว หรือบางทีก็คุยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่มาวันนี้ ลุงแมวน้ำจะชวนคุยเรื่องหนังหรือว่าภาพยนตร์กัน

ลุงแมวน้ำจะเล่าด้วยภาพก็แล้วกัน ดูภาพกันไป คุยกันไป ภาพมาก่อน คำบรรยายตามหลังนะคร้าบ ^_^



รุ่งอรุณที่สวนลุม บรรยากาศน่าออกกำลังกายมาก



เมื่อวาน ลุงแมวน้ำไปวิ่งที่สวนลุมเช่นเคย ไปถึงสวนลุมประมาณ 6 โมงเช้า กำลังรุ่งอรุณพอดี ลุงแมวน้ำจึงชมรุ่งอรุณเหนือทะเลสาบสวนลุมสักครู่ จากนั้นก็แวะไปกินเต้าฮวยกับน้ำเต้าหู้ร้อนๆ แล้วก็ออกกลิ้ง เอ๊ย วิ่ง



โรงหนังลิโด โรงหนังเก่าแก่ สร้างมาตั้งแต่ยุคต้นของสยามสแควร์ เริ่มฉายในปี พ.ศ. 2511 สมัยก่อนเป็นโรงหนังขนาดใหญ่ ขนาด 1000 ที่นั่ง เหมือนกับโรงหนังสยามและสกาล่า แต่ต่อมาเกิดไฟไหม้โรงหนัง เมื่อสร้างโรงหนังขึ้นมาใหม่ก็มีการเปลี่ยนแปลงโดยแบ่งซอยเป็นโรงขนาดเล็ก 3 โรง เหลือที่นั่งโรงละไม่กี่ร้อยที่


กว่าจะวิ่งเสร็จ เลี้ยงปลาเสร็จ ทำอะไรต่ออะไรเรียบร้อย ก็ประมาณ 10 โมง ลุงก็ออกจากสวนลุม นั่งรถไปสยามสแควร์ เดิมทีคิดว่าจะเข้าร้านหนังสือสักหน่อย

ลุงแมวน้ำลงจากรถ จากนั้นเดินเตร็ดเตร่ไปที่โรงหนังลิโด ลุงแมวน้ำมีแฟนคลับคนหนึ่งเปิดร้านขายเสื้อผ้าอยู่ที่นั่น คิดว่าจะแวะไปเยี่ยมเยียนทักทายสักหน่อย แต่ก็หาไม่เจอ ตอนนั้นยังเช้าอยู่ด้วย ร้านค้าที่อยู่ชั้นล่างของโรงหนังลิโดยังเปิดร้านกันไม่มาก อาจเป็นเพราะยังมาไม่ถึงก็ได้




โปสเตอร์ภาพยนตร์ ต้นส้มแสนรัก หรือ My Sweet Orange Tree ที่หน้าโรงภาพยนตร์ลิโด สยามสแควร์


ไม่เจอก็ไม่เจอ ไม่เป็นไร ขณะที่จะเดินออกจากโรงหนังลิโด ก็บังเอิญไปเห็นโปสเตอร์หนังที่อยู่หน้าโรงหนัง ชื่อหนังทำให้ลุงนิ่งไป 3 วินาที ^_^

คงต้องขอเท้าความสักหน่อย คือโรงหนังลิโดนี้มีมาตั้งแต่สยามสแควร์ยุคแรกเริ่ม สมัยก่อนเป็นโรงหนังขนาดใหญ่ เหมือนกับสยามและสกาล่า แต่ต่อมาก็ปรับปรุงหลังจากถูกไฟไหม้ในปี พ.ศ. 2536 โดยแบ่งซอยเป็นโรงหนังขนาดเล็กหรือที่เรียกกันว่ามินิเธียเตอร์ 3 โรง

โรงหนังลิโดยุคมินิเธียเตอร์เป็นที่ชื่นชอบของคนรักหนัง เพราะว่ามักเอาหนังแปลกๆมาฉายอยู่เป็นประจำ ที่ว่าหนังแปลกๆก็คือภาพยนตร์ที่ไม่ใช่ภาพยนตร์กระแสหลักของฮอลลีวูด แต่เป็นหนังแนวอาร์ต หนังที่ต้นทุนต่ำแต่ว่ามีเนื้อหาโดดเด่น หนังที่ได้รางวัล หนังจากประเทศอื่นที่ไม่ใช่อเมริกา เช่น หนังฝรั่งเศส ญี่ปุ่น บราซิล ฯลฯ รวมความแล้วคือเป็นโรงหนังที่ฉายหนังดีนอกกระแสนั่นเอง เมื่อก่อนลุงแมวน้ำก็ชอบมาดูหนังแปลกๆที่นี่เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้มาบ่อยนัก หลังๆนี่งานยุ่งจนไม่ค่อยได้ไปเดินเล่นที่สยามสแควร์ ก็เลยพลอยไม่ได้ดูหนังที่ลิโดไปหลายปีทีเดียว

ลุงแมวน้ำสะดุดใจกับโปสเตอร์หนังแผ่นนี้มาก เพราะว่าเป็นหนังบราซิล สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนเรื่องเอกของบราซิล นั่นคือเรื่อง Meu Pé de Laranja Lima ชื่อนี้เป็นภาษาโปรตุเกส ออกเสียงด้วยสำเนียงโปรตุเกสว่า มิว เพ เดอ ลาเรินจา ลีมา ชื่อในภาคภาษาอังกฤษว่า My Sweet Orange Tree หรือชื่อในภาคภาษาไทยก็คือเรื่อง ต้นส้มแสนรัก นั่นเอง

เห็นชื่อหนังปุ๊บ ลุงแมวน้ำก็ตัดสินใจทันทีเลยว่าไม่ดูไม่ได้แล้ว ตอนนั้น 10 โมงสิบห้าพอดี หนังรอบเช้าฉาย 10:15 น. อะไรจะบังเอิญได้ขนาดนั้น



ชั้นล่างของโรงภาพยนตร์ลิโด เป็นร้านค้าเล็กๆหลายสิบร้าน ส่วนใหญ่ขายเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น ส่วนโรงหนังอยู่ชั้นที่สอง 


โรงหนังอยู่ที่ชั้นสอง ลุงแมวน้ำก็เดินขึ้นบันไดไป



ชั้นสองของโรงหนังลิโด มีโรงหนังขนาดเล็กอยู่ 3 โรง พร้อมกับมีร้านค้า ร้านอาหาร โรงเรียนกวดวิชาอยู่ด้วย

ซื้อตั๋วหนัง ราคาใบละ 80 บาทเอง ถือว่าถูกมาก สำหรับหนังดีๆนอกกระแสที่หาชมได้ยาก ดังที่บอกว่าที่นี่มีโรงหนังขนาดเล็ก 3 โรง ก็ฉายหนังนอกกระแสปนไปกับหนังโรงใหญ่ตามปกติ สำหรับหนังโรงใหญ่ที่เป็นหนังกระแสหลักนั้นมีแค่ 2D ไม่มีฉบับ 3D



โปสเตอร์หนัง ต้นส้มแสนรัก ที่อยู่ที่ประตูเข้าโรงหนัง

สภาพภายในโรงหนัง รูปนี้หามาจากในเว็บ จะให้ดูว่ามีที่นั่งน้อยเพียงไม่กี่ร้อยที่ แต่ในวันที่ลุงแมวน้ำไปดูหนัง ผู้ชมไม่ได้มากขนาดนี้

วันนั้นเป็นรอบเช้า มีคนอยู่หลายสิบคน สักสามสิบคนได้มั้ง ลุงถือว่าเยอะสำหรับรอบเช้าขนาดนั้น

ก่อนที่จะดูหนัง ลุงแมวน้ำขอคุยเรื่องหนังสือต้นส้มแสนรักเสียก่อน เพื่อให้พวกเรารู้ที่มาที่ไปของหนัง รวมทั้งเข้าใจว่าทำไมลุงแมวน้ำถึงเห็นโปสเตอร์ปุ๊บก็ตัดสินใจซื้อตั๋วเข้าไปดูเลย



Meu Pé de Laranja Lima วรรณกรรมเยาวชนเรื่องเอกของบราซิล ว่ากันว่าเป็นหนังสือที่มียอดขายสูงสุดของบราซิล มากกว่าหนังสือเล่มอื่นใด

Meu Pé de Laranja Lima (Laranja คือส้ม ส่วน Laranja Lima เป็นส้มชนิดหนึ่ง ภาษาอังกฤษบางทีเรียกว่า lemon orange) เป็นวรรณกรรมเยาวชนเรื่องเอกของบราซิล เขียนด้วยภาษาโปรตุเกส ว่ากันว่าไม่ได้เป็นเพียงวรรณกรรมเยาวชนธรรมดา แต่ยังเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดของบราซิลอีกด้วย ผู้เขียนคือ José Mauro de Vasconcelos (โจเซ เมาโร เดอ วาสกอนซีลอส - อ่านตามสำเนียงโปรตุเกส) วาสกอนซีลอสเขียนหนังลือเล่มนี้ในปี 1968 (พ.ศ. 2511) ตอนที่เขียนนั้นมีอายุ 48 ปี ใช้เวลาเขียนเพียง 12 วันก็เสร็จ แต่วัตถุดิบที่นำมาใช้ในการเขียนนั้นวาสกอนซีลอสต้องใช้เวลาเตรียมมาจนตลอดชีวิต เพราะเรื่องราวในหนังสือก็คือส่วนหนึ่งของชีวิตในวัยเด็กของตนนั่นเอง

Meu Pé de Laranja Lima ฉบับภาษาโปรตุเกสได้รับการพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปลี่ยนภาพหน้าปกมาไม่รู้กี่ครั้ง อีกทั้งยังใช้เป็นหนังสืออ่านในระดับประถมของบราซิล ที่เห็นในภาพนี้เป็นตัวอย่างภาพหน้าปกเพียงส่วนเดียว ที่จริงยังมีเวอร์ชันอื่นๆอีก



Meu Pé de Laranja Lima ฉบับแปลเป็นภาษาไทย ใช้ชื่อว่า ต้นส้มแสนรัก ถูกพิมพ์ซ้ำมาหลายสิบครั้ง ฉบับภาษาไทยนี้พิมพ์จำหน่ายเป็นครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ดวงกมลในปี พ.ศ. 2522 แปลโดยมัทนี เกษกมล

Meu Pé de Laranja Lima ฉบับภาษาไทย ใช้ชื่อว่า ต้นส้มแสนรัก วางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2522 หลังจากฉบับภาษาโปรตุเกส 11 ปี ฉบับภาษาไทยนี้แปลโดยมัทนี เกษกมล จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดวงกมล

ต้นส้มแสนรัก เป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมมาก ในยุคแรกที่วางจำหน่าย จัดว่าเป็นหนังสือฮิตของวัยรุ่นเลยทีเดียว

ต้นส้มแสนรักนั้นเป็นเรื่องราวของเด็กชายวัย 6-7 ขวบคนหนึ่ง ชื่อว่า เซเซ่ ที่่เกิดและเติบโตในเขตที่ยากจนของริโอ เดอ จาไนโร ครอบครัวนี้ยากจน มีลูกมาก พ่อตกงานมาเป็นเวลานานและติดเหล้า แม่หารายได้เลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว

เซเซ่เติบโตมาในสภาพครอบครัวที่ยากแค้น ขาดแคลน สำหรับเซเซ่นั้นคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเด็กมีปัญหา ดื้อรั้น ชอบก่อเรื่องและสร้างความเดือดรอนให้แก่ผู้อื่น ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครรักเซเซ่ เซเซ่จึงถูกลงโทษจากพ่อและพี่อยู่เป็นประจำ เด็กน้อยเซเซ่เองก็รู้ว่าตนเองนั้นไม่มีใครรัก มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าใจและเห็นใจ ดังนั้นเซเซ่จึงเติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว มีเพียงต้นส้มมิงกินโย และนกในทรวงอกเท่านั้นที่เป็นเพื่อนที่พอจะระบายความทุกข์ให้ฟังได้

แต่แม้ว่าจะเติบโตมาในความยากแค้น เด็กน้อยเซเซ่กลับเต็มไปด้วยความฝันอันสวยสดงดงาม และอาจเป็นเพราะความฝันนี้กระมัง ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเด็กน้อยให้ก้าวเดินต่อไปได้

ต้นฉบับเรื่องนี้ในภาษาโปรตุเกสเขียนด้วยภาษาที่เรียบง่าย แต่ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กน้อยเซเซ่ได้อย่างงดงามและกินใจ ส่วนสำนวนในฉบับภาษาไทยก็เรียบง่ายและกินใจเช่นกัน ดังนั้นคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วไม่เสียน้ำตาให้กับเด็กน้อยเซเซ่จึงมีอยู่น้อยมาก

ภาพข้างบนเป็นภาพหน้าปกของต้นส้มแสนรักในยุคแรก 4 ปกแรก (เรียงลำดับเหมือนกับอ่านหนังสือ คือจากซ้ายบนไปทางขวา) เป็นฉบับที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดวงกมล ต่อมาประมาณปี 2530 ก็เปลี่ยนเป็นจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ต้นหมาก (ปกที่ 5) และต่อมาก็เปลี่ยนมาเป็นจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น (ปกที่ 6 ล่างขวา)



ต้นส้มแสนรัก ฉบับสำนวนแปลของสมบัติ เครือทอง ทั้งภาค 1 และภาค 2

นอกจากนี้ ในปี 2538 สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นยังจัดพิมพ์ต้นส้มแสนรัก ที่แปลโดยสมบัติ เครือทอง อีกสำนวนแแปลหนึ่งด้วย และในปีเดียวกันนั้นเอง ประพันธ์สาส์นก็จัดพิมพ์ ต้นส้มแสนรัก ภาค 2 ซึ่งเป็นภาคต่อจากภาคแรก โดยภาค 2 นี้แปลจากหนังสือชื่อ Vamos Aquecer o Sol (วาโมส อาเกเซโรซอล) ซึ่งวาสกอนซีลอสเขียนภาคสองของเซเซ่เรื่องนี้ในปี 1974 (พ.ศ. 2517) แต่ก็ไม่โด่งดังเท่ากับภาคแรก นักวิจารณ์หลายคนวิจารณ์ว่าภาคสองนี้เป็นส่วนเกิน คือ ไปลดทอนความงดงามของภาคแรกไปเสียด้วยซ้ำ




ภาพปก Meu Pé de Laranja Lima ที่แปลเป็นภาษาต่างๆ เช่น อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน และตุรกี ส่วนภาษาจีนนั้นเป็นฉบับการ์ตูน

หนังสือเล่มนี้ว่ากันว่ามีการแปลเป็นภาษาต่างๆ 32 ภาษา และตีพิมพ์จำหน่ายในกว่า 19 ประเทศ ซึ่งข้อมูลนี้อ้างอิงมาจากเว็บไซต์ของสื่อในบราซิล ลุงแมวน้ำก็ไม่รู้เหมือนกันว่า 32 ภาษานั้นมีภาษาอะไรบ้างเพราะไม่มีรายละเอียดระบุไว้ แต่เท่าที่ค้นมา ภาษาหลักๆก็มีหลายภาษาทีเดียว ดังภาพที่เห็น รวมไทยด้วย อย่างน้อยก็มีการแปล 7 ภาษาเข้าไปแล้ว

ลุงแมวน้ำไม่อยากเล่าเนื้อเรื่องมาก เกรงว่าจะสปอยล์ รู้เรื่องล่วงหน้าแล้วจะอ่านหนังสือและดูหนังไม่สนุก แต่เอาเป็นว่า ในความเห็นของลุงแมวน้ำ ภาพยนตร์เรื่องนี้งดงาม น่าดูมาก สามารถถ่ายทอดอารมณ์และความหมายของหนังสือได้ดีทีเดียว อีกทั้งมุมกล้องก็งดงาม ตอนหนังเลิก ลุงเห็นผู้ชมซับน้ำตากันหลายคน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกอะไร น้อยคนนักที่จะไม่หลั่งน้ำตาให้กับเซเซ่และความฝันของเด็กน้อย เพราะความฝันของเซเซ่นั้นก็คือฝันในวัยเยาว์ของพวกเรานั่นเอง

ทั้งหนังสือและหนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่สำหรับเยาวชน ที่จริงต้องจัดว่าเป็นหนังสือที่ผู้ใหญ่ควรอ่านและเป็นหนังที่ผู้ใหญ่ควรดูมากกว่า เพราะจะทำให้เข้าใจเด็กได้ยิ่งขึ้น ก็น่าแปลกที่พวกเราล้วนแต่เคยผ่านวัยเด็กมา แต่พอโตแล้วกลับกลายเป็นไม่เข้าใจลูกหลานของตนเอง หนังเรื่องนี้จะช่วยเตือนความจำในเรื่องที่พวกเราผู้ใหญ่อาจลืมไปแล้วว่าเมื่อวัยเยาว์นั้นเราคิด รู้สึก และต้องการอะไร

ลุงแมวน้ำออกจากโรงหนังอย่างมีความสุข ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าหนังเรื่องนี้สร้างได้งดงาม และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า... ลุงแมวน้ำอ่านเรื่องต้นส้มแสนรักครั้งสุดท้ายก็เมื่อราวยี่สิบกว่าปี เกือบสามสิบปีมาแล้ว การได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นเสมือนได้พบเจอเพื่อนเก่าที่จากกันมายาวนานอีกครั้งหนึ่ง

ภาพข้างล่างนี้เป็นบางส่วนจากภาพยนตร์ เซเซ่น่ารักมาก ตีบทเด็กที่ร้ายเดียงสาแต่แอบเหงาเดียวดายได้กระจุย ยิ่งฉากที่คุยกับต้นส้มนั้น... ไม่เล่าดีกว่า แต่อยากให้ไปดูกัน เท่าที่ดูจากโปรแกรม อย่างน้อยก็ยังฉายจนถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2556 นี้ หนังดีๆแบบนี้ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมีให้ดูอีก

และล่างสุดเป็นคลิปบางส่วนจากหนังเรื่องนี้ Meu Pé de Laranja Lima ผลงานเขียนบทและกำกับโดยผู้กำกับที่มีชื่อเสียงของบราซิล Marcos Bernstein (มาร์คอส เบร์นสตีน) เสียงในฟิล์มเป็นภาษาโปรตุเกส พร้อมบรรยายไทย