Thursday, April 4, 2013

04/04/2013 * ถอยดีกว่า


เมื่อวานตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงอีกแล้ว ตอนนี้ความผันผวนในตลาดหุ้นไทยมีมากขึ้นและมากขึ้น สังเกตได้จากการแกว่งที่มีกรอบกว้าง วันหนึ่งแกว่งได้หลายสิบจุด อย่างเมื่อวานก็ไป +11 จุดกว่าๆ จากนั้นก็ลงมาที่ -31 จุดกว่าๆ รวมแล้วแกว่งในกรอบ 40 กว่าจุด

เมื่อคืนตามเวลาบ้านเรา (วันทรด 03.04/2013) ตลาดหุ้นฝั่งยุโรปก็ลง อเมริกาก็ลง โดยเฉพาะน้ำมันดิบลงแรง โดยน้ำมันดิบ WTI - 2.8% น้ำมันดิบเบรนต์ -3.2% ทองคำก็ร่วงตามลงมา -1.4% ส่วนสินค้าเกษตรร่วงหนักมาก่อนหน้านี้แล้ว

วันนี้เรามาดูสถานการณ์ทั้งในบ้านเราและตลาดโลกกัน ดูตามภาพไปเลยคร้าบ




มาที่ยุโรปกันก่อน โดยดูดัชนี DAX ของตลาดหุ้นเยอรมนี ดัชนีแดกซ์ยังไม่สามารถผ่านจุดสูงสุดเดิมก่อนเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (คือที่ 8092 จุด) แล้วก็ไหลลงมาและเกิดสัญญาณขาย ตอนนี้อยู่ในภาวะไร้ทิศทาง แต่สัญญาณกลับทิศแนวโน้มเริ่มทยอยมาให้เห็นแล้ว รอดูต่อไปอีกหน่อยว่าจะกลับทิศหรือไม่




มาที่ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ดัชนี S&P 500 มาชนระดับสูงสุดเดิมของเมื่อก่อนเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่ยังยืนไม่อยู่ จากนั้นก็ร่วงลงมา แล้วเข้าสู่ภาวะไร้ทิศทางแล้ว ต้องดูต่อไปว่าจะกลับทิศแนวโน้มเป็นขาลงหรือไม่




น้ำมันดิบ WTI ร่วงแรงจากยอดสต็อกน้ำมันของอเมริกาที่เหลืออยู่บานเบอะ ถ้านับคลื่นน่าจะเข้าคลื่น c ย่อย คงลงต่อได้อีก รอบนี้น่าจะหลุด 90 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล




ทองคำ หลุดกรอบชายธงลงมาแล้ว แถมยังเกิดแท่งเทียนดำใหญ่ แนวโน้มลงต่อได้อีกมาก




สินค้าเกษตร ช่วงที่ผ่านมาเหมือนกับจะจบคลื่น c และเริ่มเข้าคลื่น 1 แต่ในที่สุดก็ไม่ใช่ ทั้งเดินแท่งเทียนดำใหญ่และเกิดช่อง (gap) ประกอบกับทิศทางราคาน้ำมันเป็นขาลง สินค้าเกษตรคงลงต่อได้อีก 




ยางพารา RSS3 ของไทย เดิมทีเหมือนกับว่าจะจบคลื่นแล้ว แถว 82 บาท และกำลังเข้าคลื่น 1-2 แต่ดูแล้วคงไม่ใช่แล้วล่ะ คลื่น c ยังไม่จบ แนวโน้มยางพาราคงหลุด 80 บาทลงไปในเร็วๆนี้





คราวนี้มาดูตลาดหุ้นไทยกันบ้าง เมื่อวานตลาดหุ้นลงแรงอีก น่าจะเป็นคลื่น 4 แล้วล่ะ เหลือแต่ว่าจะลงเลยหรือจะทำรูปแบบชายธงก่อนลงเท่านั้นเอง

เมื่อวานกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ลงแรง ลองมาดูกราฟของหุ้นอสังหาฯบางตัวกัน ตัวเลขที่เป็น % ในภาพหมายถึงราคาปิดเมื่อวานลงมาจากยอดคลื่นแล้วกี่เปอร์เซ็นต์นั่นเอง 












Tuesday, April 2, 2013

02/04/2013 * สรุปภาวะตลาดเดือนมีนาคม แนวโน้มโลกชะลอตัว

ลุงแมวน้ำไม่ได้รายงานสถานการณ์การลงทุนมาเสียนาน สาเหตุก็เนื่องมาจากฐานข้อมูลมีปัญหา แล้วยังไม่ได้ซ่อมเสียที ช่วงหลังเว็บยาฮูรวนบ่อยๆ ทำให้ข้อมูลมีปัญหาอยู่เรื่อยๆ แต่ตอนนี้แก้ไขเสร็จแล้ว เลยออกรายงานเดือนมีนาคมมาให้ดูกัน

ภาพรวมของตลาดหุ้นทั่วโลกในเดือนมีนาคมเริ่มแสดงอาการชะลอตัวลง หากเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ก็จะเห็น คือการเปลี่ยนแปลงเป็นแบบขึ้นๆลงๆ ไม่ใช่การขึ้นต่อเนื่อง แสดงว่าภาพใหญ่เริ่มชะลอตัวลงแล้ว ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของอเมริกาทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ดัชนีตัวนี้คำนวณจากหุ้น 30 ตัว ส่วนดัชนี S&P 500 ของอเมริกาเช่นกัน ที่คำนวณจากหุ้น 500 ตัว ทำจุดสูงสุดใหม่ได้เมื่อตอนสิ้นเดือนมีนาคมนี้เอง แต่ว่ายืนไม่อยู่ และลุงแมวน้ำคาดว่าตลาดหุ้นอาจปรับตัวลงทั่วโลกในเดือนเมษายนคือเดือนนี้แหละ

ภาพรวมของตลาดหุ้นกลุ่มยุโรปส่วนใหญ่ปรับตัวลง กลุ่มละตินอเมริกาหรือว่าอเมริกาใต้ก็ปรับตัวลง โดยเฉพาะตลาดหุ้นอาร์เจนตินาหวือหวามาก ขึ้นลงเดือนละ 10% ทีเดียว

ตลาดหุ้นย่านเอเชียเดือนมีนาคมปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หากดูในรายประเทศเริ่มมีการปรับตัวลงในบางประเทศ โดยเฉพาะจีนปรับตัวลงค่อนข้างแรง ซึ่งการปรับตัวลงของตลาดหุ้นจีนนี้แม้ดูไม่ค่อยกระทบกับตลาดหุ้นอื่นๆ แต่ที่จริงแล้วมีผลกระทบกับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มากเหมือนกัน โดยเฉพาะตลาดสินค้าเกษตร ถ้าจีนมีการบริโภคหดตัวลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายโดยเฉพาะสินค้าเกษตรจะร่วงตามไปด้วย รวมทั้งราคายางพารา

สำหรับตลาดหุ้นไทย เมื่อเดือนมีนาคม ดัชนี SET ปรับตัวขึ้น 1% แต่หุ้นที่เกิดสัญญาณขายเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบการกราฟของดัชนี SET ผ่าน 1600 จุดแต่ไม่สามารถยืนอยู่ได้ รวมทั้งดัชนีตลาดหุ้นของอเมริกาเริ่มส่อเค้าว่าจะปรับตัวลง ดังนั้นลุงแมวน้ำคาดว่าในเดือนเมษายนนี้ตลาดหุ้นไทยน่าจะปรับตัวลงไปชั่วระยะหนึ่ง โดยคลื่นขาลงชุดนี้อาจอยู่ในรูปสามเหลี่ยมชายธงก็ได้ คือเด้งขึ้นเด้งลงในกรอบชายธงไปก่อน จากนั้นค่อยหลุดชายธงลงมา การลงรอบนี้หากประเมินด้วยเครื่องมือทางเทคนิคคือฟิโบนาชชีเป้าหมาย (fibonacci targetting) อาจลงไปถึง 1290-1350 จุดก็ได้ ดังนั้นนักลงทุนควรระวัง

สินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมตลาดยังไม่เล่นกัน ตอนนี้มาเน้นกันที่ตลาดหุ้น ดังนั้นสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆจึงไม่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นราคาทองคำ น้ำมันดิบ ล้วนแต่แกว่งตัวขึ้นลงในกรอบแคบ ลักษณะเป็นตลาดไร้ทิศทางอยู่ แต่เมื่อไรที่ตลาดหุ้นปรับตัวลง สินค้าโภคภัณฑ์พวกนี้จะร่วงตามไปด้วย ดังนั้นลุงแมวน้ำคิดว่ายังไม่น่าเทรด ควรหลีกเลี่ยงชั่วคราว ยกเว้นอยู่อย่างเดียว คือราคาน้ำมันดิบ หากมีกรณีสงครามรบพุ่งกัน ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวขึ้น แต่ก็พูดเผื่อไว้เท่านั้นเอง กรณีเกาหลีเหนือที่ออกมาแสดงท่าทีเกเรนั้นยังไม่มีน้ำหนักต่อราคาน้ำมันดิบ

ด้านสินค้าเกษตร เมื่อเดือนมีนาคมปรับตัวลง -2.4% จากนั้นตอนสิ้นเดือนมีนาคมต่อเนื่องต้นเดือนเมษายน คือเมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี้เอง ราคาสินค้าเกษตรข้าวโพด ข้าวสาลี ลงหนัก เพราะสต็อกสินค้าเกษตรในอเมริกามีสูง เมื่ออุปทานมากมาย ราคาก็ย่อมร่วง ตอนนี้รูปแบบทางเทคนิคเสียหายหมดแล้ว ใครที่ถือไว้ควรพิจารณากระโดดออกมาได้แล้ว



 photo s5002042013monthlyreportmarch2013copy-3.gif


Sunday, March 24, 2013

24/03/2013 เช้าวันหยุดกับลุงแมวน้ำ กายกรรมกระรอกน้อย

นับตั้งแต่วันที่ลุงแมวน้ำรับกระรอกน้อยสองพี่น้องวัยแบเบาะมาอุปการะ จนถึงวันนี้ก็ 19 วันเข้าไปแล้ว ตัวหนึ่งมีแผลฉกรรจ์เสียด้วย แต่ในที่สุดทุกอย่างก็ผ่านมาได้ ตอนนี้กระรอกน้อยทั้งสองตัวกินอิ่ม นอนหลับ ดูแข็งแรงดี แต่ลุงคิดว่าตัวเล็กไปหน่อยเพราะเลี้ยงด้วยนมแพะไม่เหมือนนมแม่

การดูแลนี่ก็ต้องประคบประหงมกันพอสมควร เริ่มตั้งแต่การป้อนนม ต้องค่อยๆป้อน ใจเย็นๆ ใช้หลอดหยดยาต่อปลายด้วยสายยางเล็กอีกทีหนึ่ง เพราะว่าปลายหลอดหยดใหญ่และแข็งเกินไปหน่อย ตอนป้อนนมนี่วุ่นวายเอาการ เพราะเจ้าสองตัวนี้ไม่ยอมอยู่เฉย ทั้งดิ้น ทั้งซน กว่าจะป้อนได้แต่ละมื้อหมดไปกว่าครึ่งชั่วโมง วันหนึ่งป้อนตั้ง 7 มื้อ บางทีก็ต้องเอาผ้าชุบน้ำอุ่นมาลูบตัวเด็กๆเพื่อเลียนแบบการเลียของแม่กระรอก ทั้งยังเป็นการเช็ดตัวทำความสะอาดไปด้วย แล้วก็ต้องนวดพุง นวดก้น กระตุ้นการขับถ่าย (ตอนนี้ไม่ต้องนวดก้นแล้วเพราะว่าขับถ่ายเองได้)  นอกจากนี้ยังต้องให้เด็กๆนอนหลับบนครีบด้วย เพื่อเลียนแบบไออุ่นจากแม่กระรอกนั่นเอง

เรื่องนมกับการป้อนนมต้องระวังเป็นพิเศษ หากป้อนไม่ดีจะสำลัก หากสำลักบ่อยๆจะเป็นปอดบวม โอกาสเสียชีวิตมีสูง นมวัวก็ไม่ได้นะ ต้องนมแพะ เพราะส่วนประกอบในนมไม่เหมือนกัน กระรอกหากกินนมวัวจะท้องเสีย

นมแพะลุงแมวน้ำก็ไปซื้อนมแพะ ยูเอชที มาเลี้ยง มื้อหนึ่งกินนิดเดียว นมกล่องหนึ่งกินได้หลายสิบมื้อ แต่จะเอาแช่เย็นไว้แล้วทยอยกินจนหมดนั้นไม่ได้ เพราะว่านมแพะที่เปิดแล้วแม้เช่นตู้เย็นแต่ก็เสียไวมาก หากเอานมแพะที่เปิดแล้วมาเลี้ยงอาจทำให้เด็กๆท้องเสีย ก็ถึงชีวิตได้อีก ครั้งจะกินสองสามมื้อแล้วทิ้งทั้งกล่องก็เสียดายเงิน ลุงก็เลยเอานมแพะไปใส่ในถาดทำน้ำแข็ง ทำเป็นน้ำแข็งนมแพะก้อนเล็กๆเสียเลย แต่ละมื้อก็เอานมแพะน้ำแข็งมาก้อนหนึ่ง แล้วเอาไปอุ่น จากนั้นก็มาป้อนเด็กๆ หากทำเป็นน้ำแข็งก็สามารถเก็บไว้ได้นาน ไม่เสีย ปลอดภัย ถูกอนามัยแก่เด็กๆด้วย

ตอนนี้เด็กๆยังไม่ลืมตา ลุงแมวน้ำไปอ่านตำราเลี้ยงลูกกระรอกดู พบว่าต้องอายุประมาณ 4-5 สัปดาห์จึงจะเริ่มลืมตา ดังนั้นคงอีกหลายวันทีเดียว คงเป็นสัปดาห์หน้ามั้ง

ภาพต่อไปนี้แอบถ่ายเด็กๆเมื่อเช้านี้เอง แล้วตามด้วยวีดิโอคลิปเด็กๆหัดเล่นกายกรรม เชิญชมกันได้เลยคร้าบ


เด็กๆกระรอกน้อยกำลังนอนหลับสบาย ประมาณตี 4 ลุงแมวน้ำกำลังจะปลุกขึ้นมากินนม


ตื่นแล้่วก็เริ่มปีนป่าย ซนจริงๆ เด็กๆนอกจากมีหนวดแล้วฟันยังขึ้นสองซี่แล้ว อีกไม่นานคงแทะแหลก กระรอกฟันคมเสียด้วย


ว่างๆก็เตะถีบและหยียบกันเล่น ภาพนี้เจ้าขาเจ็บกำลังเหยียบเจ้าหัวโนเพื่อจะปีนป่ายอยู่ สังเกตเท้าที่มีรอยแผลเป็นสีเหลืองๆ นั่นคือเท้าที่เป็นแผลและหายแล้วนั่นเอง ตอนนี้เกือบปกติแล้ว

ภาพนี้กินนมอิ่มแล้ว ลุงแมวน้ำเช็ดตัวและนวดตัวด้วยน้ำอุ่นกับผ้านุ่มๆ ทำสปากระรอกเสียเลย ^__^




และสุดท้าย เป็นคลิปกระรอกน้อยฝึกกายกรรม คลิปนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 19/03/2013 เป็นวันที่กระรอกน้อยสองพี่น้องมาอยู่กับลุงแมวน้ำได้ 14 วัน อายุกระรอกก็คงประมาณ 15-16 วัน ไม่เกินนี้หรอก

กระรอกน้อยยังไม่ลืมตา แต่เริ่มฉายแววนักแสดงแล้ว ว่างๆก็ชอบปีนป่าย ดุ๊กดิ๊กไปเรื่อย ลุงแมวน้ำจึงขอให้ครูฝึกละครสัตว์ช่วยฝึกอ­ะไรง่ายๆให้กระน้อยหน่อย เผื่อจะพอแสดงหาค่าขนมได้บ้าง ลุงแมวน้ำก็จะชักเปอร์เซ็นต์เก็บไว้บางส่ว­น ใช้แรงงานเด็กอีกแล้ว ^__^

คลิปนี้ครูฝึกหัดให้กระรอกน้อยแสดงการกรรม­ง่ายๆ ฝีมือไม่เลวทีเดียว ตัวที่ห้อยโหนคือเจ้าหัวโน ส่วนตัวที่กลิ้งอยู่ที่พื้นคือเจ้าขาเจ็บ ทั้งสองตัวนี้เพิ่งกินนมอิ่ม ขาเจ็บอยากนอนเต็มทีจึงไม่ยอมให้ความร่วมม­ือ ส่วนหัวโนยอมฝึกนิดหน่อย แต่หัดไปหัดมาก็หลับปุ๋ยหล่นลงมาจากนิ้วขอ­งครูฝึกเสียยังงั้นแหละ เลยต้องเลิกฝึกเพราะกระรอกน้อยหลับกันหมด ^__^

Thursday, March 7, 2013

07/03/2013 * ดอลลาร์ สรอ แข็งค่า ตลาดหุ้นไปต่อ

เมื่อวันที่ 5/3/2013 ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาก็ทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลเดิมลงไปได้ ของเดิมนั้นดัชนีดาวโจนส์อยู่ที่ 14164 จุด ตอนนี้ 14296 จุดแล้ว

ในภาพรวม ในเชิงการวิเคราะห์ทางเทคนิค ตลาดหุ้นอเมริกาน่าจะไปต่อได้ แต่อาจมีการปรับตัวลงบ้างเมื่อจบคลื่นย่อยขาขึ้น ตอนนี้เราอยู่ในคลื่น 5 ใหญ่ ซึ่งลุงแมวน้ำคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวทีเดียว เพราะว่าเมื่อจบคลื่น 5 ใหญ่ สิ่งที่ตามมาคือคลื่นขาลงใหญ่ A B C แต่ก็เอาเถอะ อนาคตยังไม่เกิด ตอนนี้เราก็เทรดไปตามแนวโน้มไปเรื่อยๆ

ตอนนี้ตลาดหุ้น สรอ เดินหน้าต่ออ ส่วนเงินดอลลาร์ สรอ ก็แข็งค่า แต่ที่น่าแปลกคือเงินเอเชียก็แข็งค่าด้วย คือโดยปกติเงินดอลลาร์ สรอ มักจะตรงข้ามกับเงินเอเชียและเงินยูโร คือเมื่อเงินดอลลาร์ สรอ  แข็งค่า เงินสกุลเอเชียกับเงินยูโรมักจะอ่อน เพราะอัตราแลกเปลี่ยนคือการเรปยีบเทียบค่าเงินซึ่งกันและกัน เมื่อม่ีบางสกุลแข็ง บางสกุลก็ต้องอ่อน แต่ช่วงนี้เงินสกุลเอเชียต่างๆแข็งค่า ไม่ว่าเงินเยน เงินบาท ดอลลาร์สิงคโปร์ ดอลลาร์ออสเตรเลีย ไปจนถึงเงินสกุลยุโรป คือ ยูโร ฟรังก์สวิส ก็แข็งค่าด้วย ลุงแมวน้ำก็พยายามหาดูว่าเงินสกุลใหญ่สกุลใดอ่อนค่าบ้าง สุดท้ายก็พบว่าตอนนี้เงินปอนด์อ่อนค่านั่นเอง

สถานการณ์ตอนนี้ ในระยะสั้นๆ จึงค่อนข้างอ่านได้ยาก เพราะอะไรๆก็ดูไม่ค่อยเป็นไปตามรูปแบบเดิม อย่างเช่น เมื่อคืนเงินดอลลาร์ สรอ แข็งค่า ราคาทองคำกลับไม่อ่อน แต่พุ่งตามด้วย

เรามาอัปเดตสถานการณ์ในช่วงสั้นกัน ดูตามรูปไปเลยคร้าบ


มาดูตลาดหุ้นกันก่อน ตลาดหุ้นยุโรปในกลุ่มสหภาพยุโรป ลุงใช้ดัชนี DAX ของเยอรมนีเป็นตัวแทน ตอนนี้ DAX กำลังใกล้สถิติสูงสุดตลอดกาลเดิมเต็มที ดัชนีดีวันดีคืน อันนี้สภาพเศรษฐกิจจริงยกไว้อีกเรื่องหนึ่ง แต่ตลาดหุ้นขึ้น ต้องรอดูว่าจะทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลเดิมก่อนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ได้ไหม อีกไม่นานคงรู้กัน




ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (BZ) ตอนนี้หลุดเส้นแนวโน้มขาขึ้นลงมาแล้ว รูปแบบทางเทคนิคน่าจะยังไม่จบคลื่น 3 แค่เป็น correction คือปรับตัวย่อลงมาเท่านั้น แต่ประเด็นนี้ต้องเผื่อใจไว้ ว่ารูปแบบทางเทคนิคอาจไม่เป็นไปตามนี้ คือเสียหายไปเลยก็ได้ เพราะสถานการณ์ของสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมดูไม่ดีเอาเลย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร หากตลาดหุ้นไปต่อ น้ำมันอาจก็ไปต่อได้ แต่หากตลาดหุ้นจบคลื่น 5 ใหญ่เมื่อไร น้ำมันดิบคงไม่รอด 

สรุปว่าระยะสั้นเป้นแนวโน้มขาลงอยู่นะคร้าบ อย่าเพิ่งเข้า



ราคาน้ำมันดิบไนเมกซ์ (WTI crude oil, CL) ราคาอยู่ในแนวโน้มขาลงเช่นกัน ลุงแมวน้ำคิดว่าคงหลุด 90 ดอลลาร์ ให้ดูว่าหลุด 84 ดอลลาร์หรือไม่ หากหลุดรูปแบบก็เสียหายไปเลย ต้องมานับคลื่นกันใหม่





ค่าเงินดอลลาร์ สรอ (USD index) แข็งค่าเป็นแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน ตอนนี้ตลาดหุ้นในย่านเอเชียยังดีอยู่เพราะเงินสกุลเอเชียต่างๆแข็งค่าด้วย แต่เมื่อไรที่เงินสกุลเอเชียอ่อนค่าลงอย่างเร็ว แปลว่าตลาดหุ้นในย่านเอเชียอาจปรับตัวลงแรงได้เพราะเงินร้อนย้ายไปเก็งกำไรที่อื่น ดังนั้นตลาดหุ้นไทยก็ให้สังเกตค่าเงินบาทประกอบเอาไว้ด้วย




ราคาทองคำ (GC) ราคาหลุดกรอบชายธงลงมาข้างล่าง แล้วรีบาวด์กลับขึ้นไป ประกอบกับแนวโน้มดอลลาร์ สรอ เป็นขาขึ้น ดังนั้นคาดว่าราคาทองคำเด้งขึ้นเพียงชั่วคราว น่าจะลงได้อีก


ลุงแมวน้ำไปก่อนละคร้าบ ต้องรีบไปดูแลทารก ตอนนี้เป็นพ่อลูกอ่อนอยู่ ^__^






Thursday, February 21, 2013

21/02/2013 * ดอลลาร์ สรอ แข็งค่า ระวังตลาดกลับทิศ


สัปดาห์ที่ผ่านมาต่อเนื่องจนต้นสัปดาห์นี้  ตลาดหุ้นไทยขึ้นดีเชียว เดิมนักวิเคราะห์และโบรกเกอร์หลายค่ายมองกันไว้ที่ SET 1500 จุด ต่อมาก็ปรับเป้าเป็น 1600 จุด และเมื่อล่าสุดโบรกเกอร์หลายแห่งปรับเป้าเป็น 1700 จุดแล้ว และบางแห่งบอกว่าไม่ต้องไปกังวลเรื่อง PE มาก แพงแล้วยังมีแพงอีก พูดทำนองนี้แหละ

ลุงแมวน้ำก็แอบกระโดดเกาะรถไฟสาย 1700 ไปด้วยเช่นกัน แต่ว่าลุงแมวน้ำก็ดูไปทีละด่าน 1500 ผ่านได้ไหม จากนั้นก็ 1600 ผ่านได้ไหม ตอนนี้ก็ผ่าน 1500 จุดไปได้อย่างมั่นคงแล้ว อารมณ์ตลาดกำลังดีเชียว ใครๆก็คิดว่า 1600 น่าจะไปถึง

แต่อย่างไรก็ตาม จำที่ลุงแมวน้ำบอกไว้ในบทความคราวก่อนได้ไหม ลุงแมวน้ำบอกให้ดูตลาดหุ้นอเมริกากับค่าเงินดอลลาร์ สรอ เพราะลุงคิดว่าตลาดหุ้นอเมริกากับเงินดอลลาร์อเมริกันเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางตลาดหุ้นและตลาดโภคภัณฑ์ต่างๆตัวโลก ลุงแมวน้ำบอกว่าให้ดูว่า DJI ผ่าน 14,300 จุดได้หรือไม่ และเงินดอลลาร์ สรอ โดยดูที่ USD index ว่าผ่าน 81.30 จุดได้ไหม และยังบอกว่าสัปดาห์นี้อาจเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญก็ได้

เมื่อคืนตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาปรับตัวลงพร้อมกับดอลลาร์ สรอ แข็งค่า สัญญาณบางอย่างบ่งชี้ในทางที่ไม่ดีมากยิ่งขึ้น วันนี้ลุงแมวน้ำจึงขออัปเดตสถานการณ์ให้พิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง 

เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อคืนมีการประชุมของเฟด ซึ่งคณะกรรมการของเฟดมีความเห็นไม่สอดคล้องกันเรื่อง QE3 และ QE4 บางคนก็คิดว่าอาจควรเลิกก่อนกำหนด แค่นี้ก็วงแตกแล้ว ดอลลาร์ สรอ แข็งค่าขึ้นมาฉับพลันพร้อมกับดัชนีตลาดหุ้นอเมริการ่วง แต่ที่จริงก็ร่วงไม่มาก DJI ร่วงไปประมาณ 108 จุด ดูเหมือนมากแต่หากคิดเป็นร้อยละก็ -0.8% ซึ่งถือว่าไม่มากมายอะไร

แต่ว่าเมื่อคืนมีสัญญาณที่น่าสนใจหลายอย่างเกิดขึ้น เรามาดูกราฟกัน ลุงแมวน้ำจะอธิบายกราฟไปทีละรูป


USD INDEX ดัชนีดอลลาร์สหรัฐอเมริกา

ภาพบนนี้เป็นกราฟของ USD index หรือดัชนีดอลลาร์อเมริกัน เกิดสัญญาณซื้อไปหลายวันแล้ว ตอนนี้ตัดทะลุชายธงขึ้นไปด้านบน อีกทั้งเมื่อคืนเกิดแท่งเทียนขาวใหญ่ (big white candle) เป็นไปได้ว่าดอลลาร์ สรอ จะกลับทิศเป็นขาขึ้น ซึ่งจะเป็นขาขึ้นระยะสั้นหรือขาขึ้นระยะยาวก็ยังไม่แน่ใจ แต่มีโอกาสกลับทิศเป็นขาขึ้นสูงทีเดียว  นั่นคือหมายความว่าดอลลาร์ สรอ อาจเปลี่ยนจากแนวโน้มอ่อนค่ากลายเป็นแนวโน้มแข็งค่า


ค่าเงินยูโร EUR/USD (ค่ามากคือยูโรแข็งค่า ดูเหมือนกราฟหุ้น)

มาดูค่าเงินยูโรกัน กราฟข้างบนนี้เป็น eur/usd คือดูแบบหุ้น ค่ามากคือแข็งค่า จะเห็นว่าเงินยูโรอ่อนค่าจนเกิดสัญญาณขายแล้ว อีกทั้งยังหลุดจากกรอบ SEC (เส้นสีแดง) แนวโน้มลงต่อได้อีก


ค่าเงินเยน USD/JPY ค่ามากคือเงินเยนอ่อนค่า

ภาพบนนี้เป็นค่าเงินเยน จะเห็นว่าเงินเยนอยู่ในคลื่น 3 และคลื่นนี้ยังไม่จบ (เพราะว่ายังไม่เห็นสัญญาณบ่งชี้การกลับทิศ) ดังนั้นจึงแปลความได้ว่าเงินเยนอาจอ่อนค่าต่อไปได้อีก

จากกราฟเงินยูโรและเงินเยน หมายความว่าเงินดอลลาร์ สรอ น่าจะมีแนวโน้มแข็งค่า ส่วนจะแข็งค่าไปมากเพียงใดคงยังบอกไม่ได้ ต้องติดตามดูรูปแบบทางเทคนิคไปอีกระยะหนึ่ง 

เดิมเรามีสมมติฐานกันว่าภายใต้มาตรการ QE3 และ QE4 เงินดอลลาร์ สรอ น่าจะท่วมโลก เพราะว่าตั้งแต่ QE1, QE2 เฟดก็อัดฉีดเงินออกมาแล้วในวงเงินมหาศาล ดังนั้นเมื่อมี QE3-4 ออกมาอีก ค่าเงินดอลลาร์ สรอ จึงน่าจะอ่อนตัวอย่างหนัก แต่สภาพความจริงในปัจจับันส่อเค้าว่าสมมติฐานนี้อาจจะไม่จริงเสียแล้ว ทั้งนี้ เนื่องจาก ชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆก็อัดฉีดเงินสกุลของตนเช่นกัน ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่า ในช่วงระยะ QE 3 และ 4 นี้นอกจากเงินดอลลาร์ สรอ จะไม่อ่อนค่าแล้วยังอาจแข็งค่าได้อีก 

จากค่าเงินดอลลาร์ ทีนี้มาดูดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์กันบ้าง

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ DJI อาจเข้าสู่คลื่น 4 ย่อย หลังจากที่ไม่สามารถผ่านด่าน 14,000 จุดได้

จากภาพ จะเห็นว่า DJI น่าจะอยู่ในคลื่น 3 ย่อย และจากรูปแบบกราฟที่ยังผ่าน 14,000 จุดไปไม่ได้ ดังนั้น DJI อาจกำลังเข้าคลื่น 4 ย่อย ซึ่งคลื่นย่อยนี้เราอาจเห็น DJI ลงไปถึง 13,400 จุดก็เป็นได้ 

จากกราฟนี้ลุงแมวน้ำยังไม่มองไปถึงขั้นที่ว่าเรากำลังเข้าสู่คลื่น C ใหญ่แล้ว บอกแบบนั้นก็ยังเร็วไป ไม่อยากให้ตกใจกันมากมาย เอาเป็นว่าตอนนี้อาจกำลังเป็นการเข้าสู่คลื่นย่อย 4 ก่อน ซึ่งคลื่นย่อยนี้ก็อาจปรับตัวได้ลึกหลายร้อยจุดทีเดียว 

หากตลาดหุ้นปรับตัวลงจริงๆก็ค่อยมาดูกันว่ารูปแบบขาลงนั้นเป็นคลื่นอะไรกันแน่

ทีนี้ค่าเงินดอลลาร์ สรอ ที่แข็งค่าและตลาดหุ้นอมริกาที่ปรับตัวลงจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง เรามาดูกัน

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นย่านเอเชีย ถ้า DJI เข้าสู่คลื่นย่อย 4 จริง ตลาดหุ้นทั่วโลกคงปรับตัวลงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะตลาดหุ่นย่านเอเชีย ที่ปกติก็ขึ้นลงตามอเมริกาอยู่แล้ว แต่การปรับตัวลงในครั้งนี้อาจรุนแรงเพราะเงินสกุลเอเชียจะอ่อนค่าเนื่องจากเงินร้อนที่มาเก็งกำไรไหลกลับไปเข้าสู่ ดอลลาร์ สรอ ทำให้แรงขายในตลาดหุ้นอาจเพิ่มความรุนแรงขึ้น

ผลกระทบต่อเงินสกุลเอเชีย เงินสกุลต่างๆในเอเชียรวมทั้งเงินบาทน่าจะอ่อนค่าลงเพราะดังที่ว่า เงินร้อนที่เก็งกำไรไหลกลับไปสู่เงินดอลลาร์ สรอ เอาไว้เมื่อไรที่ดอลลาร์ สรอ แนวโน้มอ่อนค่า เงินเหล่านี้ค่อยไหลกลับเข้ามาในย่านเอเชียอีกครั้ง


ราคาทองคำทองคำผกผันกับค่าเงินดอลลาร์ สรอ ขณะนี้หลุดจากกรอบ SEC (กรอบสีแดง) และหลุดจากชายธง (เส้นสีดำ) แปลว่ายังลงได้อีก

ราคาทองคำที่เป็นกราฟรายเดือน (monthly chart) จะเห็นว่าในระดับคลื่นใหญ่ ราคาทองคำอาจกำลังอยู่ในคลื่น 4 ถ้าใช่ละก็ราคาคงแกว่งไปมาเป็นเวลาหลายปี มีโอกาสเป็นไปได้เหมือนกันเพราะว่าดอลลาร์ สรอ อาจแกว่งแข็งๆ อ่อนๆ ไม่แข็งค่าโลดหรืออ่อนค่าโลด เพราะว่าสงครามค่าเงินนั่นเอง

ผลกระทบกับราคาทองคำ โลหะเงิน ทองคำกับโลหะเงินผกผันกับเงินดอลลาร์ สรอ ตอนนี้เมื่อ ดอลลาร์อเมริกันขึ้น ราคาทองก็ลง ลุงแมวน้ำเคยบอกไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่าทองคำน่าจะขึ้นต่อ เพราะว่าดอลลาร์ สรอ อ่อน แต่เมื่อดอลลาร์ สรอ แข็ง ลุงแมวน้ำจึงต้องประเมินใหม่ เป็นว่าทองคำยังลงได้อีก และหากนับคลื่นของทองคำ ราคาทองคำในขณะนี้น่าจะอยู่ในคลื่นใหญ่ 4  เดิมทีลุงแมวน้ำก็ไม่คิดว่าทองคำจะเข้าคลื่น 4 แต่ปัจจัยหลายอย่างในช่วงนี้ทำให้รูปแบบทางเทคนิคบ่งชี้ไปเช่นนั้น 

คลื่น 4 เป็นคลื่นที่ไม่น่าเทรด ไม่ว่าขาขึ้นหรือลง เพราะว่าผันผวน จับทิศทางได้ยาก และไม่ค่อยเห็นแนวโน้ม หากจะเทรดคงต้องไปเทรดระยะสั้นด้วยเครื่องมือทางเทคนิคประเภทออสสิเลเตอร์ 

ราคาทองคำจะลงได้ถึงเท่าไร คงยังบอกได้ยาก เพราะไม่รู้ว่าดอลลาร์ สรอ จะไปถึงเท่าไร คงต้องดูไปก่อน หากสมมติฐานที่ว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าได้แม้มี QE3 และ 4 นี้เป็นจริง ราคาทองคำจะเป็นคลื่น 4 ใหญ่ (คือผันผวน เป็นไซด์เวย์) ก็ดูสมเหตุผลดี 

ราคาน้ำมันไนเมกซ์ (น้ำมันดิบ WTI) เกิดสัญญาณขายแล้ว



ผลกระทบต่อราคาน้ำมัน เมื่อคืนราคาน้ำมันดิบ WTI (CL) เกิดสัญญาณขายแล้ว ลองนับคลื่นย่อย น่าจะอยู่ในคลื่น 4 หรือ a หากเป็นคลื่น 4 ก็ลงน้อยหน่อย หากเป็นคลื่น a (คลื่นย่อย a ไม่ใช่คลื่นใหญ่) ก็ลงมากหน่อย ดังนั้นควรระวังราคาน้ำมันดิบไหลในเร็วๆนี้ด้วย ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ยังไม่เกิดสัญญาณขาย แต่คิดว่าคงลงตามกัน เพราะราคาน้ำมันสองแหล่งนี้ไปด้วยกันอยู่แล้ว


ยางพารา ลุงแมวน้ำไม่ได้เอารูปมาในวันนี้ ทำไม่ทัน แต่หากน้ำมันดิบลง ยางพาราก็ลงได้อีก เมื่อวานยางพาราตลาดญี่ปุ่นเกิดสัญญาณขายด้วย (ของตลาด AFET ไทยเกิดนานแล้ว)

สินค้าเกษตร (เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ฯลฯ) อาจเป็นข้อยกเว้น ไม่ลงตามสินค้าโภคภัณฑ์อื่น เพราะมีปัจจัยเรื่องฤดูกาลและภัยแล้งคุกคาม แต่ก็ต้องตามดูต่อไปก่อน

ทิศทางค่าเงินบาท น่าจะอ่อนค่าลงได้ระยะหนึ่ง จากมากหรือน้อยขึ้นกับดอลลาร์ สรอ

ส่วนเงินบาทของไทยตอนนี้ทำแนวโน้มขาขึ้นเล็กๆ แต่ยังไม่ชัดเจนอะไร ต้องดูดอลลาร์ สรอ ประกอบ ตอนนี้ดอลลาร์ สรอ เกิดสัญญาณซื้อและมีโอกาสเป็นขาขึ้นมากทีเดียว ดังนั้นเงินบาทไทยน่าจะมีโอกาสอ่อนค่าลง ถ้าดอลลาร์ สรอ แข็งค่ามาก เงินบาทอาจอ่อนได้ถึง 32 บาท/ดอลลาร์ สรอ


โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน รวมทั้งตลาดหุ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตอนนี้สถานการณ์ยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออยู่ ควรติดตามอย่างใกล้ชิดคร้าบ

Monday, February 18, 2013

18/02/2013 * สัปดาห์หัวเลี้ยวหัวต่อ ทอง เงินตรา หุ้น จะไปทางใด

วันนี้ลุงแมวน้ำมีเรื่องอยากจะคุยหลายเรื่อง เนื่องจากสัปดาห์นี้อาจเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทั้งของตลาดหุ้น ทองคำ และค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งคงต้องคุยกันละเอียดสักหน่อย รวมทั้งลุงแมวน้ำจะคุยเรื่องราคาทองคำที่ร่วงลงมาด้วย

อ่านบทความนี้อย่างใจเย็นนะครับ อย่าใจร้อน ค่อยๆอ่าน ดูสีเขียวให้ใจเย็นก่อน ^__^

ประมาณวันพฤหัส (14/02/2013) วันวาเลนไทน์พอดี ส่งกันแต่ดอกไม้สีแดง บอกแล้วให้ส่งดอกไม้สีเขียว เพราะสีแดงเป็นพิษต่อพอร์ตการลงทุน ^__^ เอ้อ ไม่ใช่ วันพฤหัสหรือวันศุกร์นี่แหละ ลุงแมวน้ำอ่านข่าวที่เผยแพร่ในวงกว้าง นั่นคือมีทั้งตีพิมพ์และออกเป็นข่าวออนไลน์ เรื่องที่จอร์จ โซรอส นักลงทุนผู้บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่เป็นต้นเหตุของวิกฤตต้มยำกุ้งของเรานั่นเอง เนื้อข่าวก็คือว่าโซรอสขายหน่วยลงทุนที่ลงทุนในกองทุนทองคำเอสพีดีอาร์ (SPDR gold trust) ซึ่งเป็นกองทุนทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยขายไปถึงประมาณครึ่งหนึ่ง ในไตรมาสสี่ แล้วก็มีข่าวเคียงอีกข่าวหนึ่งคือโซรอสคนนี้เพิ่งได้กำไรจากการเก็งกำไรค่าเงินเยนถึงราวๆพันล้านดอลลาร์ สรอ

เมื่อวันศุกร์ ตอนกลางคืน ราคาทองคำไหลลงอย่างรวดเร็ว มีหลุดจาก 1600 ดอลลาร์ สรอ ลงไปอีก อยู่ที่ประมาณ 1595 ดอลลาร์ สรอ จากนั้นก็รีบาวด์ไปปิดเหนือ 1600 ดอลลาร์ สรอ ได้ ลองมาดูกราฟราคาทองคำเมื่อวันศุกร์กัน

กราฟราคาทองคำในระหว่างวัน ตอนกลางคือวันที่ 15/02/2013 จะเห็นว่าราคาทองคำถูกทิ้งจนร่วง มีหลุด 1600 ดอลลาร์ สรอ ลงไปด้วย ท้ายที่สุดราคาปิดก็ปิดที่ประมาณ 1608 ดอลลาร์ สรอ/ทรอยออนซ์ แต่สังเกตเห็นว่าราคาเมื่อร่วงแล้วรีบาวด์ไม่ไหว

ภาพราคาน้ำมันดิบเบรนต์ กลางคืน 15/02/2013 เวลาเดียวกับราคาทองคำภาพบน จะเห็นว่าในคืนนี้ราคาน้ำมันดิบถูกทิ้งร่วงเช่นกัน แต่รีบาวด์ได้จนกลับคืนมาที่เดิม แสดงให้เห็นได้ชัดว่ามีแรงเก็งกำไรน้ำมันดิบอยู่ในช่วงนี้




ลุงแมวน้ำก็คิดว่าเดี๋ยวคงมีคนแห่ขายทองคำกันจ้าละหวั่นแน่ เพราะอ่านข่าวแล้วชวนให้หวั่นไหว ว่าราคาทองคำน่าจะเดี้ยงแน่ เพราะอาจขายตามโซรอส แต่เมื่อก่อนหน้านี้ไม่นาน หนังสือพิมพ์ยังตีพิมพ์ข่าวว่านักวิเคราะห์ทองคำหลายคนมองว่าราคาทองคำจะไปถึง 1900 ดอลลาร์ สรอ บางรายก็มองไปถึง 2100 ดอลลาร์ โน่นเลย เอ๊ะ ยังไงกันแน่ ทำไมภายในช่วงเวลาไม่นาน สถานการณ์เปลี่ยนมากมายจากขาวเป็นดำขนาดนั้นเลยเชียวหรือ

วันนี้ลุงแมวน้ำจึงจะคุยเรื่องสถานการณ์ตลาดหุ้น ทองคำ และค่าเงินหรือว่าอัตราแลกเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง ที่จริงเรื่องการวิเคราะห์สถานการณ์ก็ต้องหมั่นวิเคราะห์อยู่เสมอ เพราะโลกเปลี่ยนไปอยู่เรื่อย ประกอบกับสัปดาห์นี้ 18-23 กพ. อาจเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้ ลองมาดูกันนะคร้าบ

ก่อนอื่น ลุงแมวน้ำขอทำความเข้าใจก่อน ลุงแมวน้ำใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นหลัก แต่แนวทางการวิเคราะห์และตีความในเชิงเทคนิคของลุงแมวน้ำนั้นอาจแตกต่างจากผู้อื่นอยู่บ้าง เนื่องจากในทัศนะของลุงแมวน้ำนั้น รูปแบบทางเทคนิคไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องเกิดเหมือนกับในอดีต อย่างเช่น เรื่องการนับคลื่นย่อย ถ้าเราดูกราฟดัชนีอะไรสักรูปหนึ่ง แล้วกราฟตอนนั้นอยู่ในคลื่นย่อย 3 ของคลื่นใหญ่ 5 นี่สมมตินะ ลุงแมวน้ำคงไม่บอกว่าดัชนีนี้ยังจบคลื่น 5 ไม่ได้เพราะว่าคลื่นย่อยยังไม่ครบ คือปกติก็น่าจะทำคลื่นย่อยให้ครบแล้วค่อยจบ แต่ก็ไม่ใช่สูตรตายตัว เพราะกรรมเป็นเครื่องสร้างรูปแบบทางเทคนิค ไม่ใช่รูปแบบทางเทคนิคมากำหนดกรรม ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้ที่มองว่ารูปแบบทางเทคนิคมากำหนดกรรมก็ย่อมวิเคราะห์ไปแบบหนึ่ง ส่วนผู้ที่มีทัศนคติว่ากรรมเป็นเครื่องกำหนดรูปแบบทางเทคนิคก็ย่อมมองอีกแบบหนึ่ง

กรรมกำหนดรูปแบบทางเทคนิคหมายความว่าการกระทำในปัจจุบันนี่เองที่เป็นผู้สร้างรูปแบบทางเทคนิคขึ้นมา ดังนั้นแม้รูปแบบในอดีตเป็นมาอย่างไรก็ตาม แต่การกระทำในปัจจุบันย่อมสร้างรูปแบบใหม่ได้ สมมติตัวอย่างให้เห็นได้ชัดก็คือ เดิมลุงแมวน้ำมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาอยู่ในคลื่น B แต่พออเมริกามี QE ขึ้นมา ในที่สุดลุงแมวน้ำก็อาจต้องปรับมุมมองว่าคลื่นปัจจุบันนี้เป็นคลื่น 5 ไม่ใช่ B ดังนี้เป็นต้น

เอาละ ทำความเข้าใจให้ตรงกันไว้ก่อน ทีนี้เรามาคุยกันที่ราคาทองคำกัน แล้วเดี๋ยวจะวกไปคุยเรืองหุ้นกับเงินตรา

มาทบทวนกันก่อน ว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ราคาทองคำเป็นขาขึ้นบ้าง ในความเห็นของลุงแมวน้ำมีปัจจัยดังนี้
  • เงินดอลลาร์ สรอ อ่อนค่า 
  • เงินเฟ้อ
  • ราคาน้ำมันดิบเป็นขาขึ้น 
  • ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น
ที่จริง 4 ปัจจัยที่ว่านี้แต่ละปัจจัยไม่ใช่เป็นอิสระต่อกัน มันก็เกี่ยวข้องกันนั่นแหละ สภาพการณ์ที่ทองคำราคาขึ้นก็เกิดจากดอลลาร์ สรอ ด้อยค่า คือราคาทองคำผกผันกับค่าเงินดอลลาร์ สรอ ปกติเราเห็นกันค่อนข้างชัด คือเมื่อไรที่ดอลลาร์ สรอ อ่อนค่า ราคาทองคำจะขึ้น และเมื่อไรที่ดอลลาร์ สรอ แข็งค่า ราคาทองคำจะอ่อน

ทีนี้เมื่อดอลลาร์ สรอ ด้อยค่า คือว่าอ่อนค่าลง ทองคำก็ขึ้น ในขณะเดียวกัน การที่ดอลลาร์ สรอ อ่อนค่า ก็ทำให้เศรษฐกิจอเมริกันเกิดภาวะเงินเฟ้อได้ และเมื่อค่าเงินอ่อน ก็ต้องซื้อน้ำมันดิบแพงขึ้น และตอนที่เงินด้อยค่า ประชาชนก็คิดว่านอนกินดอกเบี้ยพันธบัตรไม่ไหวแล้ว เพราะต้านเงินเฟ้อไม่ไหว ต้องหาทางทำให้เงินงอกเงยเร็วกว่าเดิมเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ก็นำเงินออกมาเก็งกำไรในตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้น ในภาวะการที่เงินดอลลาร์ สรอ ด้อยค่า เราจึงมักเห็นราคาทองคำ ราคาน้ำมันดิบ สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ รวมทั้งตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน

แล้วปัจจัยอะไรที่ทำให้ราคาทองคำลดลงบ้าง

  • เศรษฐกิจถดถอย
  • ดอลลาร์ สรอ แข็งค่า
  • เงินเฟ้อน้อยหรือติดลบ หรือภาวะเงินฝืด
  • ราคาน้ำมันดิบเป็นขาลงใหญ่ 
  • ตลาดหุ้นเป็นขาลงใหญ่

ในภาวะที่เงินหายาก ที่เรียกว่าภาวะเงินฝืด เช่นตอนที่เศรษฐกิจถดถอย ตอนนั้นเงินดอลลาร์ สรอ จะแพง พอดอลลาร์ สรอ มีค่ามากขึ้น อำนาจซื้อก็มากขึ้น เงินเฟ้อก็ไม่เกิด คืออาจเกิดน้อยหรือติดลบไปเลย ยิ่งกว่านั้น เมื่อดอลลาร์ สรอ มีค่ามากขึ้น ก็ซื้อน้ำมันดิบได้ในราคาถูกลง หรืออาจมองว่าในภาวะที่เงินฝืดเป็นช่วงเศรษฐกิจถดถอย ภาวะเช่นนั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยลง น้ำมันดิบก็ราคาลงอยู่แล้วตามกลไกตลาด มองแบบนั้นก็ได้

และเมื่อเศรษฐกิจถดถอย ใครๆก็อยากถือเงินดอลลาร์ สรอ เพราะว่าเงินฝืด เงินหายาก เจ้าหนี้มาทวงหนี้จะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ล่ะ ดังนั้น ใครมีหุ้นก็ต้องขายหุ้น ใครมีทองคำก็ต้องขายทองคำ เพราะต้องการแลกเป็นเงินสดมาใช้หนี้หรือเพื่อซื้อของอื่นๆ


สัปดาห์นี้อาจเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ


ทำไมลุงแมวน้ำจึงมองว่าสัปดาห์นี้อาจเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่ตลาดหลายๆตลาดอาจกลับทิศได้  เราลองมาดูกราฟทางเทคนิคกัน มาดูที่ค่าเงินดอลลาร์ สรอ กันก่อน

ดัชนี ดอลลาร์ สรอ (USD index) กำลังติดแนวชายธงด้านบน ช่วงนี้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมา


ค่าเงินดอลลาร์ สรอ จากนี้จะไปทางใด เมื่อกลางปี 2013 ในช่วงที่สหรัฐอเมริกาอยู่ภายใต้มาตรการอัดฉีด QE 2 ค่าเงินดอลลาร์ สรอ อ่อนค่าลง แต่เมื่อหลังจากที่ออก QE 3 แล้ว ค่าเงินดอลลาร์ สรอ แทนที่จะอ่อนต่อเนื่อง กลับแกว่งขึ้นลงในกรอบ จนก่อตัวเป็นรูปแบบสามเหลี่ยมชายธง อาจอธิบายได้ว่าในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ชาติใหญ่ ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป อังกฤษ ต่างก็อัดฉีดเงินตราเข้าระบบเศรษฐกิจของตนเช่นกัน เรื่องค่าเงินเป็นเรื่องเปรียบเทียบกัน สงครามค่าเงินทำให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน ยูโรแนวโน้มกลับแข็งค่า เงินเยนแนวโน้มอ่อนค่า เมื่อเงินตราสกุลหลักมีทั้งอ่อนและแข็ง ดอลลาร์ สรอ จึงอ่อนค่าไม่มากนัก แต่แกว่งในกรอบ

แต่อย่างไรก็ตาม ในทางเทคนิค หากดอลลาร์ สรอ ทะลุชายธงขึ้นไปด้านบนได้ ดอลลาร์ สรอ อาจเป็นขาขึ้นที่กินเวลายาวนอนพอควรได้


ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา กำลังจะทดสอบยอดคลื่นเดิม คือ 14,300 จุด เหลืออีกเพียงประมาณ 300 จุดเท่านั้น

ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ผ่านแนวต้าน 116.7 ดอลลาร์ สรอ/บาเรล มาได้แล้ว แนวโน้มเป็นขาขึ้น


ทีนี้เรามาดูกันอีกสองตลาด คือตลาดหุ้น กับน้ำมันดิบ

ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) กำลังทดสอบจุดสูงสุดตลอดกาลเดิมที่เคยทำไว้ก่อนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หากผ่านไปได้ แปลว่าเราอยู่ในคลื่น 5 ตลาดหุ้นอาจไปต่อได้อีก แต่หากผ่านไม่ได้ แสดงว่าเราอยู่ในคลื่น B และกำลังเข้าสู่คลื่น C

ส่วนราคาน้ำมันดิบน้ำคงตามตลาดหุ้น หากตลาดหุ้นวาย ราคาน้ำมันดิบก็วายไปด้วย แต่หากตลาดหุ้นขึ้นต่อได้ ราคาน้ำมันดิบก็เก็งกำไรกันต่อ อาจไปเกินกว่ายอดคลื่นเดิมที่ 147 ดอลลาร์ สรอ/บาเรลก็เป็นได้ และเมื่อราคาน้ำมันดิบขึ้น นั่นก็หมายถึงอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น

สรุปความเห็นของลุงแมวน้ำก็คือ ให้ดูตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาในสัปดาห์นี้ต่อเนื่องถึงสัปดาห์หน้า น่าจะพอเห็นอะไรได้ เพราะเหลืออีกประมาณ 300 จุดก็จะทดสอบยอดคลื่นเดิมแล้ว ลุงแมวน้ำวาดภาพไว้สองภาพ ดังนี้

ภาพแรก หากดัชนี DJI ผ่านยอดคลื่นเดิมไปได้ โอกาสไปต่อมีสูง นั่นหมายถึงการเก็งกำไรในตลาดหุ้นจะรุนแรง ต่อไปจะเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย ทั้งราคาน้ำมันดิบ ทองคำ สินค้าเกษตรจะขึ้นตาม ส่วนเงินดอลลาร์ สรอ จะอ่อนค่าลง แต่จะอ่อนมากหรืออ่อนน้อยต้องดูเงินตราสกุลอื่นประกอบด้วย คงตอบตอนนี้ได้ยาก

ภาพที่สอง หากดัชนี DJI ไม่ผ่านยอดคลื่นเดิม และมีการกลับทิศเป็นขาลง นั่นหมายความว่าตลาดทุกตลาดวายหมด เรื่องนี้มีโอกาสเป็นไปได้ เพราะว่าทุกวันนี้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของ สรอ และยุโรป ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม คงมีแต่กำลังใจและกำลังเงินที่ดันตลาดหุ้นเท่านั้น เปรียบเหมือนกับ โลกตะวันตกเกิดฝี ฝียังไม่ยุบ แต่กำลังใจมาโข ก็ดูเหมือนกับว่าน่าจะหายได้ แต่หากในความเป็นจริงเกิดฝีแตกขึ้นมาเมื่อไรก็ยังเป็นเรื่องได้อีก ดังนั้น โลกตะวันตกหากเกิดอุบัติเหตุทางเศรษฐกิจอะไรขึ้นมาอีก ก็อาจกลับทิศตลาดได้ทุกตลาด รวมทั้งส้งผลต่อตลาดหุ้นเอเชียด้วย 

ในภาพที่สองนี้ คือเมื่อวิกฤติเศรษฐกิจประทุอีก โลกจะเข้าสู่คลื่น C เมื่อถึงตอนนั้น ค่าเงินดอลลาร์ สรอ จะแข็งค่า เพราะถึง สรอ พิมพ์เงินออกมาอย่างไร คนอื่นก็พิมพ์เช่นกัน เมื่อพิมพ์เงินต่อพิมพ์เงิน ตัวเลือกมีเท่านี้ ดอลลาร์ สรอ ก็ยังน่าเชื่อถือกว่าสกุลอื่น ดอลลาร์ สรอ จึงแข็งค่าได้ ตลาดหุ้นร่วง ทองคำกับน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์จะร่วงตามเพราะนักลงทุนต้องการเงินสด จะเอาไปใช้หนี้หรือจะถือเอาไว้อุ่นใจก็ตามที ในภาวะเช่นนี้ไม่มีใครกอดสินทรัพย์เสี่ยงรวมทั้งทองคำ ต่างพากันแห่ถือเงินสด 


ต่อไปข้างหน้าจะเป็นภาพใด ภาพแรกหรือภาพที่สอง


คำถามต่อมาก็คือ แล้วข้างหน้าจะเป็นภาพใด ลุงแมวน้ำก็ตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน แต่จากการประเมินหลายๆด้านประกอบกัน ลุงแมวน้ำยังให้น้ำหนักภาพแรกว่าเป็นไปได้มากกว่าในช่วงนี้ แต่... แต่... และแต่... อะไรก็เกิดขึ้นได้ อย่ามองโลกในแง่ดีเกินไป รวมทั้งอย่ามองด้านเดียว การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ เราต้องเผื่อทางถอยให้แก่ตนเองด้วย

ในความเห็นของลุงแมวน้ำก็ดูไปเป็นขั้นๆ ผ่านไปได้ขั้นหนึ่ง ก็ดูขั้นถัดไป ดังนี้

  • ดู DJI ผ่าน 14,300 จุดได้ไหม ผ่านได้ก็ตามไปเรื่อยๆ ผ่านไม่ได้ก็เตรียมตัวเอาไว้ว่าทุกตลาดอาจวายพร้อมกันหมด กำหนดจุดหยุดยั้งความเสียหาย (stop loss price) หรือจุดขายของทุกสินทรัพย์ต่างๆเอาไว้เลย
  • ดู USD index ผ่าน 81.30 ได้ไหม หากผ่านได้พร้อมกับ DJI ร่วง ก็เตรียมตัว


ลุงแมวน้ำก็ว่าดูตัวชี้วัดสำคัญสองตัวนี้แหละ

แล้วตลาดหุ้นไทยจะกระทบไหม? ถามได้ ก็โดนด้วยอยู่แล้ว

แล้วจะเอายังไงกับทองคำดี?

หากว่ากันเฉพาะราคาทองคำ คือไม่ว่าภาพเหตุการณ์จะเป็นไปในภาพที่หนึ่งหรือภาพที่สองก็ตาม แต่สินทรัพย์เสี่ยงแต่ละตัวของเราต้องมีจุดหยุดยั้งความเสียหายเสมอ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาพหนึ่ง (คือตลาดขึ้น) หรือภาพสอง (คือตลาดวาย) ก็ตาม ราคาทองคำต้องมีจุด stop loss price ของตนเอง ซึ่งเราเองนั่นแหละเป็นผู้กำหนด แต่ต้องกำหนดอย่างมีหลักวิชา ไม่ใช่กำหนดตามอารมณ์

ลองดูภาพต่อไปนี้

กราฟราคาทองคำ ระยะกลางกำลังอยู่ในช่องขาลง (กรอบสีแดง) ระยะยาวอยู่ในปลายล่างของสามเหลี่ยมชายธง

หากตอนนี้ยังถือครองทำองคำอยู่ จุดตัดสินใจน่าจะมีสองจุด แล้วแต่นโยบายการถือทองคำ หากเล่นเก็งกำไร คือถือไม่นาน หรือสายป่านสั้น ก็น่าจะดูที่ 1590 ดอลลาร์ สรอ ซึ่งหากหลุดจากราคานี้ก็คือหลุดจากปลายชายธงไปแล้ว ใช้ราคานี้เป็นจุดหยุดความเสียหายก็ได้

กับอีกตำแหน่งหนึ่ง สำหรับผู้ที่มีนโยบายถือยาว หรือซื้อขายไม่คล่องตัว เช่น ทองคำแท่ง กองทุนทองคำบางกองทุน หรือกลัวว่าราคาที่ 1590 เป็นราคา slippage คือหลุดแบบเผลอไผล ไม่ได้หลุดถาวร ก็อาจรอดูจน 1536 ดอลลาร์ สรอ ซึ่งเป็นแนวรับใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่าหลุดชายธงสู่แนวโน้มขาลงแล้วจริงๆก็ได้ แต่ก็ต้องพร้อมรับความเสียหายที่เพิ่มขึ้น

เรื่องข่าว อย่าให้น้ำหนักกับข่าวประเภทนี้ ข่าวเหล่านี้อาจทำให้เขวมากกว่า เรื่องของเรื่องคือโซรอสทำไปแล้วค่อยเป็นข่าว ขายทองไปแล้วค่อยมีข่าว ตอนนี้อาจกำลังซื้อทองกลับอยู่ก็ได้ ใครจะรู้ ดังนั้นไม่ควรยินดียินร้าย ดีใจ เสียใจ กับข่าว ใช้หลักวิชาการดีกว่า ไม่ว่าปัจจัยพื้นฐานหรือปัจจัยทางเทคนิคก็ได้

หากขายไปแล้วเกิดมันเด้งขึ้นมา ไม่ต้องตาม ขายแล้วขายเลย ตั้งหลักกันใหม่ก่อน มีเวลาคิดอีกเยอะ ลุงแมวน้ำย้ำว่าหากขายแล้วเด้งต้องเลยตามเลย ไม่ต้องตาม

บทความชิ้นนี้อาจยาวและยากสักนิด แต่อยากให้อ่านจนจบ ที่จริงอยากเขียนยาวกว่านี้แต่เมื่อยครีบจัง

อ่านใจเย็นๆนะคร้าบ ใจเย็น ค่อยๆไล่เรียงสถานการณ์ เหตุผล และกำหนดกลยุทธ์ ใจเย็นแล้วคิดออก หากใจร้อน ใจแกว่ง อาจตัดสินใจผิดพลาดได้คร้าบ ^__^




Wednesday, February 13, 2013

13/02/2013 * สงครามค่าเงิน

อัตราแลกเปลี่ยนเชิงเปรียบเทียบ เงินยูโร เยน ปอนด์ และบาท กราฟนี้เป็นแบบ X_USD ดูแบบราคาหุ้น คือขาขึ้นแปลว่าค่าเงินแข็ง


ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพุ่งอย่างแรงต้อนรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่และมาตรการกดดันค่าเงินเยนที่เห็นผล เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ทันเปลี่ยนแปลงอะไรนัก แต่กำลังใจมาโขแล้ว สะท้อนได้จากอารมณ์ตลาดหุ้นนั่นเอง


ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ สรอ กราฟนี้เป็นแบบ USD_THB ต้องดูแบบตรงข้าม คือ ถ้าขาลงแปลว่าเงินบาทแข็ง ถ้าขาขึ้นแปลว่าเงินบาทอ่อน ระยะสั้นๆที่ผ่านมานี้เงินบาททรงตัวชั่วคราว แต่คาดว่าแนวโน้มแข็งค่าต่อ ยกเว้นหากมีการใช้มาตรการควบคุมเงินทุน

วันนี้เรามาติดตามดูอัตราแลกเปลี่ยนกันอีก ตอนนี้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องสำคัญเพราะโลกยุคนี้เป็นยุคของสงครามค่าเงิน

ทบทวนกันนิดนึง กันยายน 2012 ลุงเบนแห่งเฟดหรือธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาประกาศใช้ QE3 แบบไม่อั้น จากนั้นตามด้วย QE4 หรือส่วนขยายของมาตรการ operation twist กดดันให้เงินดอลลาร์ สรอ อ่อนค่า เพราะว่าพิมพ์เงินตราออกมามากมายโดยไม่มีอะไรหนุนหลัง ปลายปี 2012 ญี่ปุ่นเปลี่ยนนายก นายกคนใหม่ประกาศใช้ QE ฉบับซามูไรแบบไม่อั้นช่นกัน พร้อมกับกดดันให้ธนาคารกลางของญี่ปุ่นทำให้เงินเยนอ่อนค่าให้ได้ ผลก็คือเงินเยนสั่งได้สมใจ อ่อนค่าอย่างรวดเร็วจนถึงวันนี้

เมื่อดอลลาร์อ่อน เยนอ่อน เงินยูโรก็กลับแข็งขึ้นมา ตอนนี้ทางยุโรป 17 ประเทศที่ใช้เงินยูโรร่วมกันก็ร้องจ๊ากเพราะค่าเงินแข็งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่ก็อีกนั่นแหละ ในยูโรโซนเองประกอบด้วยหลายประเทศ มากคนก็มากความ พี่รองฝรั่งเศสบอกว่าไม่ได้แล้ว อีซีบีต้องแทรกแซงเพื่อกดค่าเงินยูโรให้อ่อน ส่วนทางเยอรมนีพี่ใหญ่บอกว่าแทรกแซงไม่ได้ ต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ ทาง ECB หรือธนาคารกลางยุโรปเองคงปวดหัวไม่น้อย แต่ก็คงต้องหาทางทำให้เงินยูโรไม่แข็งค่าจนเกินไป ซึ่ง ECB เองก็มีมาตรการ QE แบบไม่อั้นเป็นอาวุธเช่นกัน

มาทางฝั่งอังกฤษบ้าง ลุงแมวน้ำไม่ค่อยได้พูดถึงอังกฤษ วันนี้ก็ขอพูดเสียหน่อยเพราะมีประเด็น อังกฤษใช้ QE เช่นกัน เริ่มตั้งแต่ปี 2009 มาจนถึงกันยายน 2012 ก็ใช้เงินอัดฉีดไป 375,000 ล้านปอนด์เข้าไปแล้ว แต่เศรษฐกิจของอังกฤษก็ยังไม่พ้นจากหล่มถดถอย ล่าสุดรัฐมนตรีคลังของอังกฤษก็ไปทาบทามให้มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) คนนี้ยังหนุ่ม อายุไม่ถึง 50 คงยังเรียกลุงไม่ได้ ผู้ว่าการธนาคารกลางของแคนาดาให้มารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางของอังกฤษ คนนี้เป็นชาวแคนาดา แต่ภรรยาเป็นคนอังกฤษ จะมารับตำแหน่งกลางปี 2013 นี้ ซึ่งคณะรัฐบาลของอังกฤษหมายมั่นปั้นมือว่าจะให้น้ามาร์กคนนี้ฉุดเศรษฐกิจของอังกฤษขึ้นจากหล่มให้ได้ เพราะหากไม่เก่งจริงคงไม่ถึงกับอิมพอร์ตประธานธนาคารกลางมาจากนอกประเทศ คาดการณ์กันว่าอังกฤษภายใต้การบริหารธนาคารกลางของน้ามาร์กคนนี้จะต้องออก QE แบบไม่อั้นเป็นแน่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเต็มพิกัดและเพื่อกดค่าเงินปอนด์ให้อ่อนลง เพราะน้ามาร์กแย้มๆออกมาแล้วว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายครั้งใหญ่ คือไปตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อเอาไว้แล้วทำให้ถึงเป้าหมายนั้น (inflation targetting) ลองนึกถึงญี่ปุ่นตอนนี้ที่ใช้นโยบายเป้าหมายเงินเฟ้ออยู่ ญี่ปุ่นทุ่มไม่อั้นเพื่อทำให้ได้ตามเป้าหมาย แบบนี้ไม่เรียกว่าสงครามค่าเงินก็ไม่ได้แล้ว รอดูกลางปีนี้

มาดูกราฟค่าเงินกัน กราฟค่าเงินแบบเปรียบเทียบข้างบนนี้ดูแบบกราฟราคาหุ้น คือหากเป็นขาขึ้นก็หมายถึงเงินแข็งค่า

สีน้ำเงินคือเงินยูโร จะเห็นว่าตอนนี้แข็งค่าผิดหูผิดตา คิดว่าทาง ECB คงไม่ปล่อยให้แข็งค่ามากเกินไป

สีเขียวคือเงินเยน ตอนนี้อ่อนค่าอย่างเร็ว เป้าหมายอาจประมาณ 100 เยน/ดอลลาร์ สรอ (ตอนนี้ยังไม่ถึง)

สีแดงคือเงินปอน์ด์อังกฤษ ตอนนี้ทรงตัว แกว่งขึ้นลงในกรอบมาประมาณ 2 ปีแล้ว แต่ต่อไปธนาคารกลางอังกฤษคงกำลังหาทางเอาลงอยู่

เงินบาท สีน้ำตาล ตอนนี้อยู่ในขาขึ้น จากสถานการณ์ข้างบน แนวโน้มเงินบาทคงแข็งค่าได้อีก ซึ่งจะมีผลต่อตลาดหุ้น ค่าครองชีพ และราคาอสังหาริมทรัพย์ และท้ายที่สุดคือฟองสบู่ จะสั่งให้ลงคงยากเพราะไทยมีเศรษฐกิจขนาดเล็ก ช้างสารชนกัน เราได้แค่ผ่อนหนักเป็นเบาเท่านั้น คงไปฝืนไม่ได้ ตอนนี้ตลาดหุ้นไทยกับค่าเงินบาททรงๆเพราะปัจจัยภายนอกส่วนหนึ่ง กับเงินต่างชาติเริ่มรีรอดูท่าทีว่าไทยจะมีมาตรการควบคุมเงินทุนหรือไม่ แต่คงเป็นการรีรอชั่วคราวเท่านั้น

ประกอบกับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ตอนนี้ราคาสินค้าเกษตรยังอ่อนตัว แต่หากต่อไปราคาสินค้าเกษตรผสมโรงปรับตัวขึ้นตามมาด้วยละก็  หากทั้งน้ำมันดิบและสินค้าเกษตรสองปัจจัยนี้ปรับตัวขึ้นเป็นเวลานาน จะเป็นส่วนผลักดันเรื่องเงินเฟ้อและฟองสบู่ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

Tuesday, February 5, 2013

05/02/2013 * ตลาดยังไปต่อ

ว่างเว้นไม่ค่อยได้อัปเดตเว็บบล็อกมาระยะหนึ่งแล้ว วันนี้ลุงแมวน้ำมาสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างย่อๆให้ฟังละกัน

มาดูทางด้านสหรัฐอเมริกากันก่อน สัปดาห์ที่แล้วตัวเลขจีดีพี (GDP) ไตรมาสสี่ของ สรอ ออกมาติดลบ ตลาดเลยปรับตัวลงนิดหน่อย ส่วนเรื่องหน้าผ้าการคลังก็ซื้อเวลาออกไปได้อีก อัตราการจ้างงานดีขึ้น (แต่มีส่วนที่เป็นงานชั่วคราวด้วย) ถือเป็นข่าวดีได้นิดหน่อย อย่างไรก็ตาม ในที่สุดดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJIA) ของตลาดหุ้นอเมริกันก็สามารถฝ่าด่าน 14,000 จุดไปได้ แต่ยืนได้เพียงวันเดียวก็โดนทุบร่วงลงมา แต่ร่วงลงมาก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปต่อไม่ได้ ตลาดหุ้นย่อมมีขึ้นๆลงๆเป็นธรรมดา ส่วนเงินดอลลาร์อเมริกันมีแนวโน้มอ่อนค่าลง

ทางด้านยุโรป ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปออกมาดี ดัชนีตลาดหุ้นในยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทีละนิดละหน่อย ค่าเงินยูโรมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น แต่เมื่อคืน (04/02/2013) ยุโรปเข้าสู่โหมดกังวลอีกแล้ว ห่วงเรื่องสเปน อิตาลี ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลงประมาณ -2%

ทางด้านเอเชีย ช่วงนี้ต้องจับตาดูจีนกับญี่ปุ่น จีนนั้นดัชนีฝ่ายจัดซื้อหรือที่เรียกว่า PMI ซึ่งสะท้อนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นอีก นักลงทุนเริ่มทยอยเข้าลงทุนในจีนเพราะว่ากลัวตกรถหากเศรษฐกิจจีนกลับฟื้นขึ้นมาได้จริง ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ

ทางด้านญี่ปุ่น ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ปรับตัวขึ้น เงินเยนอ่อนค่าต่อ นายกญี่ปุ่นบอกว่าน่าจะอ่อนไปได้ถึง 100 เยน/ดอลลาร์ สรอ เงินไหลออกจากเยนกระจายไปสู่เงินสกุลอื่นๆเพราะหนีค่าเงินเยนอ่อน

ส่วนไทย ตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยในเดือนธันวาคมชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้านิดหน่อย แต่ตลาดหุ้นเดินหน้าฝ่าด่าน 1500 ไปได้ ทำจุดสูงสุดในรอบ 18 ปี เงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าเพราะยังมีเงินทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ทีนี้เรามาดูเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนกันบ้าง มาดูกราฟในเชิงเทคนิคกัน

กราฟเปรียบเทียบเงินตราสกุลสำคัญบางสกุลและทองคำ จะเห็นว่าเวินเยนของญี่ปุ่นอ่อนตัวฮวบฮาบ เงินเยนเคยติดอันดับเงินตราสกุลแข็งอันดับสองรองจากทองคำ แต่ว่าตอนนี้หลุดไปแล้ว อันดับสองคือเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย ทองคำไม่ค่อยไปไหน ส่วนเงินตราสกุลยุโรปแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นยูโร ฟรังก์สวิส์ โครน โครนา ฯลฯ สอดคล้องกับภาวะตลาดหุ้นในยุโรปที่ปรับตัวดีขึ้น ยกเว้นปอนด์ที่อ่อนค่า


ค่าเงินดอลลาร์ สรอ ดูจาก ดัชนีดอลลาร์ สรอ (USD index) สองวันมานี้หลุดปลายชายธงลงมาด้านล่าง ให้ตามดูอีกวันสองวัน หากกลับขึ้นไปในกรอบชายธงไม่ได้ก็เกรงว่าเงินดอลลาร์ สรอ จะอ่อนฮวบลงมาอีกในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้


เงินบาทไทย ช่วงนี้ทรงตัวมาหลายวันแล้ว แต่แนวโน้มแข็งค่าต่อไป 29 บาท คงได้เห็น



ค่าเงินยูโร เป้นแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน แต่ว่ายังเดินอยู่ในกรอบขาลงใหญ่ (กรอบสีน้ำเงิน) ดังนั้นให้ดูที่ประมาณ 1.39-1.40 หากผ่านไม่ได้คงร่วงยาว และที่แข็งค่าไม่ใช่เพียงเงินยูโร แต่ว่าเงินตะวันตกส่วนใหญ่แข็งค่าขึ้น ยกเว้นดอลลาร์ สรอ ไม่ว่าเงินดอลลาร์แคนาดา โครน โครนา ฟรังก์สวิส ไปจนถึงเงินรูเบิลของรัสเซีย ล้วนแข็งค่าขึ้นมาทั้งสั้น การที่เงินตะวันตกแข็งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเยนอ่อน และเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันราคาทองคำให้ยังนิ่งๆทั้งๆที่ดอลลาร์ สรอ อ่อน เพราะว่าเงินยังมีที่ให้ไหลไปนั่นเอง


ราคาทองคำช่วงนี้อยู่ในกรอบขาลง แต่กำลังไต่ระดับทำแนวโน้มขาขึ้นและกำลังจะชนกรอบ หากชนแล้วทะลุไปได้ก็ขึ้นต่อได้ ต้องดูแถวๆ 1690 เป็นจุดชี้วัด แต่ในระยะยาวๆแล้วทองคำยังเป็นทรัพย์สินที่ถือได้อยู่ เพราะว่าช่วงที่ผ่านมานี้เยอรมนีมีท่าทีแปลกๆ เรียกทองคำที่ฝากไว้นอกประเทศกลับคืนเกือบๆ 700 ตัน อาจมีวาระซ่อนเร้น ไม่รู้ว่าเยอรมนีรู้อะไรลึกๆหรือเปล่า ขณะเดียวกัน จีนก็สะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง ตามแผนการทำเงินหยวนให้เป็นเงินตราสากล ซึ่งในการนี้ต้องมีทองคำหนุนหลัง 


น้ำมันดิบเบรนต์ ทดสอบแนวต้านที่ 116.7 ดอลลาร์ สรอ แต่ยังไม่ผ่าน ชนแล้วติดอยู่ตรงนั้น รอดูอีกสองสามวันก็รู้


แนวโน้มตลาดหุ้น ตลาดสหรัฐอเมริกาน่าจะไปต่อเพื่อทดสอบแนวต้านเดิม คือ DJIA น่าจะไปทดสอบ 14,300 จุด เพราะลุงแมวน้ำคาดว่า สรอ น่าจะอยู่ในคลื่น 5 ส่วนยุโรปก็เช่นกัน เยอรมนีน่าจะอยู่ในคลื่น 5 ดังนั้นยังไปต่อได้

ส่วนตลาดหุ้นเอเชีย ตอนนี้ตลาดหุ้นไทยแรงดี เงินไหลเข้าต่อเนื่อง ฟองสบู่เริ่มก่อตัว เงินบาทแข็งแต่เงินก็เฟ้อได้เพราะว่าเงินเข้ามามากเสียขนาดนี้ เงินเยอะก็ซื้อแหลก ซืิ้อหุ้น ซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน คอนโด ตอนนี้มีการไปกว้านซื้อที่ดินต่างจังหวัดจากเกษตรกรมากขึ้นเรื่อยๆเพื่อเก็งกำไร ต่อไปเกษตรกรจะไม่มีที่ดินของตนเอง ลูกหลานเกษตรกรคนรุ่นใหม่จะทิ้งถิ่นฐานเข้าเมือง กลายเป็นเศรษฐีใหม่ชั่วคราว เพราะว่าขายที่ไปแล้วได้เงินเยอะ ทิ้งชนบทสู่เมือง รูปการณ์จะเป็นว่ารู้จักใช้เงินแต่ไม่รู้จักหาเงิน แล้วต่อไปจะอยู่อย่างไร เงินหมดแล้วจะทำอย่างไร ที่ดินเกษตรก็กลายเป็นของนายทุนหมดแล้ว สถานการณ์ในระยะยาวน่าเป็นห่วงครับ

เอาละครับ คงได้ภาพกว้างกันไปพอสมควร แถมฟังลุงแมวน้ำบ่นอีกนิดหน่อย แล้วคุยกันใหม่คร้าบ ^__^

Thursday, January 17, 2013

17/01/2013 * ดอลลาร์ สรอ เยน ป่วนโลก นักลงทุนรายย่อยไทยจะทำอย่างไร

ค่าเงินบาทจากกราฟรายสัปดาห์ (weekly chart) จะเห็นว่าค่าเงินบาทอยู่ในช่อง SEC (standard error channel) ขาขึ้น (คือแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่า) มาประมาณ 2 ปี เพิงจะหลุดกรอบมาเมื่อปลายปี 2012 นี่เอง ซึ่งเป็นช่วงที่อเมริกาออก QE 3 แปลว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่ามาตั้งแต่ช่วงกลางปีถึงปลายปี 2012 แล้ว  


กราฟค่าเงินบาทที่เป็นกราฟรายวัน จะเห็นว่าเมื่อสองวันก่อนเงินบาทแข็งค่าอย่างฉับพลัน เกิดแท่งเทียนดำใหญ่ (big black candle) สองแท่ง เป็นสัญญาณว่าเงินบาทอาจแข็งค่าต่อไปได้อีก


ช่วงนี้ลุงแมวน้ำไม่ค่อยได้อัปเดตเว็บบล็อก เพราะว่ามัวไปยุ่งกับอีคอมเมิร์ซ ใครมาเห็นโขดหินของลุงแมวน้ำจะต้องตกใจ เพราะว่าหาตัวลุงแมวน้ำไม่เจอ เนื่องจากเห็นแต่สินค้าวางกองเต็มไปหมด ส่วนลุงแมวน้ำก็จมอยู่ในกองสินค้านั่นเอง ขอเวลาอีกสักนิด เรื่องราวใกล้ลงตัวแล้ว อีกหน่อยก็จะมีเวลามากขึ้นและสามารถอัปเดตเว็บบล็อก คุยเรื่องราวต่างๆได้มากขึ้น ^__^

แต่ถึงแม้ว่าจะห่างจากการอัปเดตเว็บบล็อกไปบ้าง แต่เมื่อมีประเด็นที่ลุงแมวน้ำคิดว่าสำคัญ ลุงแมวน้ำก็จะพยายามอัปเดตทางเฟซบุ๊ก มีอะไรก็ไม่ทิ้งกันอยู่แล้ว

ช่วงนี้มีประเด็นร้อนอีกแล้ว นั่นคือเรื่องค่าเงินบาท ที่จริงในปีที่แล้ว 2012 ตั้งแต่สหรัฐอเมริกาออกมาตรการ QE 3 ก็คาดการณ์กันได้แล้วว่าต่อไปเงินดอลลาร์อเมริกัน จะอ่อนค่าลงไปอีก และเงินตราสกุลอื่นๆจะแข็งค่าขึ้นมา รวมทั้งเงินบาทก็มีแนวโน้มจะแข็งค่าด้วย แต่เนื่องจากในปีที่แล้ว สถานการณ์ค่าเงินบาทของเราดูยาก เพราะต้นปีเงินบาทอ่อน กลางปีเงินบาทแข็ง ปลายปีเงินบาททรงตัว ก็เลยดูเหมือนว่าค่าเงินบาทไม่ค่อยมีอะไรมาก

แต่ในความเป็นจริงแล้วในปี 2012 มีทุนต่างชาติไหลเข้ามามาก ส่วนใหญ่เข้าไปอยู่ในตลาดตราสารหนี้ แต่ที่ดูเงินบาทผันผวนไม่มากสาเหตุหนึ่งก็เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีการรักษาดุลยภาพของเงินบาท โดยมาตรการส่วนหนึ่งก็คือการผ่อนคลายให้ทุนไทยออกไปลงทุนนอกประเทศได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นแม้มีเงินดอลลาร์ สรอ ไหลเข้ามาแต่ก็มาเงินที่ไหลออกไปมากเช่นกัน ดังนั้นอัตราแลกเปลี่ยนจึงไม่หวือหวานัก

แต่อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปี 2013 ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็วทีเดียว สถานการณ์ช่วงนี้ไม่ค่อยปกตินัก เนื่องจากตามปกติหากเงินดอลลาร์ สรอ อ่อนค่า เงินสกุลหลักอื่น เช่น ยูโร เยน ฯลฯ จะแข็งค่า เพราะอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กัน คือเป็นเชิงเปรียบเทียบ สกุลหนึ่งอ่อน ก็ต้องมีบางสกุลแข็ง รวมทั้งเมื่อดอลลาร์ สรอ อ่อนค่า ราคาทองคำก็มักพุ่งสูงขึ้น

แต่มาในช่วงนี้ สถานการณ์กลับผิดแผกไปจากที่เคยเป็นมา นั่นคือ ดอลลาร์ สรอ อ่อนค่า อันเป็นผลจากมาตรการ QE 3 และ QE 4 (QE 4 คือมาตรการซื้อพันธบัตรที่ขยายมาจากโครงการ operation twist ที่หมดอายุไปแล้ว บางคนก็เรียกขำๆว่า QE 4) แต่ขณะเดียวกัน เงินเยนก็อ่อนค่าลงด้วย เนื่องจากญี่ปุ่นก็ออกมาตรการ QE ฉบับซามูไรด้วยเช่นกัน คือยอมเป็นหนี้สาธารณะเพิ่ม ขอเอาเงินอนาคตมาใช้เพื่อเอาตัวรอดในตอนนี้ไปก่อน ว่าแล้วก็อัดฉีดเงินรอบล่าสุด ประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ สรอ ที่จริงธนาคารกลางของญี่ปุ่นอัดฉีดสภาพคล่อง หรือใช้มาตรการ QE มาหลายรอบแล้ว การอัดฉีดครั้งใหม่เมื่อต้นปีนี้น่าจะเป็นรอบที่ 10 ซึ่งผลจากการแทรกแซงตลาดด้วยการพิมพ์เงินเพิ่มใส่เข้ามาทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี 2012

นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี ราคาทองคำก็ยังดิ่งลงจนไปเทรดกันที่ประมาณ 1600 ดอลลาร์ สรอ กว่าๆ สถานการณ์จึงกลายเป็นว่าเงินดอลลาร์ สรอ อ่อน เงินเยนอ่อน ราคาทองคำอ่อน

ทางด้านเงินยูโรจึงแข็งค่าขึ้นมา เนื่องจากดังที่บอกแล้วว่าเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องสัมพัทธ์ เงินบางสกุลอ่อนก็ต้องมีบางสกุลแข็ง แต่เนื่องจากกลุ่มยูโรโซนที่ใช้เงินยูโรเองก็มีฐานะทางเศรษฐกิจอ่อนแอ ธนาคารกลางของยุโรปก็ใช้มาตร QE เช่นกัน โดยออกมาในรูปการอัดฉีดสภาพคล่องแก่ประเทศสมาชิกที่มีปัญหาด้วยการเข้าไปช่วยซื้อพันธบัตรเอาไว้ เงินยูโรก็ต้องพิมพ์เงินเพิ่มเพื่ออัดฉีดประเทศที่มีปัญหา ดังนั้นเงินยูโรควรจะอ่อนค่า แต่ที่แข็งค่าขึ้นมาเพราะว่าดอลลาร์กับเยนอ่อน แต่ด้วยปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจยุโรปเองทำให้เงินยูโรแข็งค่าไปไม่ได้มากนัก


ค่าเงินดอลลาร์ พิจารณาจาก USD index (ดัชนีดอลลาร์ สรอ) เงินดอลลาร์อเมริกันอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว เกิดแท่งเทียนดำใหญ่ (blig black candle) บ่งบอกว่าค่าเงินดอลลาร์ สรอ อาจอ่อนลงไปได้อีก


เมื่อมีข้อจำกัดเช่นนี้ ผลก็คือเงินสกุลหลักกับทองคำพากันอ่อน เงินสกุลรองก็ต้องแข็งค่าขึ้นมา และนั่นเองคือสาเหตุที่ทำให้เงินตราสกุลต่างๆทยอยแข็งค่าขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินปอนด์อังกฤษ ฟรังก์สวิส โครนกับโครนาของยุโรป ดอลลาร์ออสเตรเลีย ไล่ไปจนถึงเงินสกุลเอเชีย คือ บาท ดอลลาร์สิงคโปร์ วอนเกาหลี ฯลฯ

นักลงทุนหนีจากการถือเงินสกุลที่อ่อนไปถือเงินสกุลที่แข็งกว่า เพื่อรักษาค่าของสินทรัพย์ของตนเองเอาไว้ ดังนั้นเงินจึงไหลออกจาดอลลาร์ เยน ไปสู่เงินตราสกุลอื่น ซึ่งไทยเองก็ได้รับผลจากการไหลของเงินตราด้วยเช่นกัน โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่วันมานี้

ถามว่าเงินต่างชาติเข้ามาแล้วทำอะไร เงินเหล่านี้ก็เข้ามาลงทุน หากเป็นเงินเพื่อการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริงก็อยู่นานหน่อย แต่หากเป็นเงินพวกหนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือว่าพาเงินมาพักชั่วคราว พวกนี้จะไม่ลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง แต่จะลงทุนในตลาดรอง นั่นคือ ตลาดตราสารหนี้กับตลาดหุ้นนั่นเอง

แล้วต่างชาติได้ผลตอบแทนอะไรบ้าง ได้หลายอย่างเชียวแหละ อย่างแรกคือรักษามูลค่าสินทรัพย์ของตนเองเอาไว้ไม่ให้ด้อยค่าลง ข้อต่อมาก็คือได้กำไรจากผลตอบแทนในตลาดหุ้นหรือตลาดพันธบัตร และเมื่อตอนขายเงินลงทุนออกไปก็ยังได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีก

ตอนนี้เงินต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยจริงหรือเปล่า ลองดูข้างล่างนี้


กราฟและตารางแสดงปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้น เปรียบเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยน จะเห็นในในช่วงไม่กี่วันมานี้มูลค่าการซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นระดับ 5-6 หมื่นลล้านบาทต่อวัน พร้อมกับเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็ว แสดงว่ามีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้น


แล้วนักลงทุนไทยรายย่อยควรทำยังไง เงินทุนที่ไหลเข้ามาทำให้ตลาดหุ้นขึ้น ถ้าหากมองด้วยทฤษฎีคลื่นของอีเลียต ก็คือการที่ตลาดเข้าสู่คลื่น 3 หรือคลื่น 5 นั่นเอง นักลงทุนก็ควรรู้ว่าต้องทำอย่างไร

แล้วถ้าเงินทุนไหลกลับออกไปล่ะ จะให้ทำยังไง ปกติเงินทุนก็เข้าๆออกๆอยู่แล้ว หากไม่ถึงกับทำให้ตลาดเสียหายก็ว่ากันไปตามแนวโน้ม แต่หากเงินทุนต่างชาติจำนวนมากขายหุ้นออกไปอย่างต่อเนื่อง ตลาดหุ้นก็ต้องกลับทิศเป็นขาลงอยู่แล้ว และนั่นก็เทียบได้กับการเข้าสู่คลื่น 4 หรือคลื่น A นั่นเอง ถึงตอนนั้นก็ต้องทำตามหลักการลงทุนในคลื่นขาลง ตลาดไม่ได้ขึ้นตลอดกาล มีขึ้นก็มีลง เงินต่างชาติเข้ามามากทำให้ตลาดหุ้นขึ้นได้ ตอนออกก็ทำให้ตลาดลงได้เช่นกัน ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่นักลงทุนต้องรับมือให้ได้ เพราะตลาดหุ้นคือเกมที่มีผู้แพ้และผู้ชนะ คนหนึ่งได้เงิน อีกคนต้องเสียเงิน


เปรียบเทียบเงินตราบางสกุล และทองคำ สังเกตว่าช่วงนี้เยนอ่อนค่าอย่างผิดหูผิดตา นั่นคือผลจากมาตรการ QE ฉบับซามูไร และการแทรกแซงค่าเงิ


ลุงแมวน้ำเคยเขียนถึงเรื่องการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์หรือในกองทุนต่างประเทศที่เป็นเงินดอลลาร์ สรอ ในยามเงินดอลลาร์อ่อนมาแล้ว ขอสรุปอีกทีว่า ยามดอลลาร์ สรอ อ่อน ทรัพย์สินที่เราลงทุนเป็นเงินดอลลาร์ คือคำนวณค่าอิงกับเงินดอลลาร์ สรอ ทรัพย์สินนั้นจะราคาไม่ค่อยขึ้น 


เปรียบเทียบเงินตราบางสกุล และทองคำ สังเกตว่าราคาทองคำที่เป็นเงินดอลลาร์ สรอ ขึ้นไป 9.64% แต่ราคาทองคำที่เป็นเงินบาท ทั้งของฟิวเจอร์ส กองทุน ที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินได้กำไรน้อยกว่ากองทุนที่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน


การลงทุนที่อิงกับเงินดอลลาร์ สรอในช่วงดอลลาร์อ่อนตัวนั้นเราจะเสียเปรียบอัตราแลกเปลี่ยน กำไรมากจะกลายเป็นกำไรน้อย กำไรน้อยจะกลายเป็นขาดทุน แต่หากลงทุนในกองทุนที่ป้องกันความเสี่ยงจะได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย และต้องไม่ลืมว่าในทางร้าย หากขาดทุนผลขาดทุนก็เต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยเช่นกัน

การซื้อทองคำแท่งก็ลงทุนเป็นเงินบาท สู้กองทุนทองคำที่ป้องกันเสี่ยงไม่ได้เช่นกัน และนอกจากนี้ ช่วงนี้ยางพาราก็เข้าข่ายในด้วย คือราคายางตลาดโลกขึ้นแต่ยางไทยได้กำไรไม่มาก เพราะราคายางของไทยอิงกับราคายางตลาดโตคอมที่เป็นเงินเยน ตอนนี้เยนอ่อน ผลก็จะคล้ายๆกัน

ลองติดตามค่าเงินบาทในวันนี้ (17/01/2013) หากเกิดแท่งเทียนดำใหญ่อีกหนึ่งแท่งจะเข้ารูปแบบ 3 black crows ซึ่งอาจหมายถึงการแข็งค่าโลดของเงินบาท ตามดูกันนะคร้าบ ^__^